AMATA ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาท พัฒนานิคมอุตสาหกรรม รับคลื่นทุนย้ายฐานมาอาเซียน
AMATA วางแผนลงทุนปี 69 ทุ่มงบกว่า 10,000 ล้านบาท พัฒนานิคมอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ในไทย เวียดนาม ลาว รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากความผันผวนเศรษฐกิจโลก พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี มุ่งยกระดับสู่การพัฒนา “Industrial City” และเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2583
10 มีนาคม 2569 - นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายตัวของภาคการผลิตในภูมิภาคอาเซียน
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย เวียดนาม และลาว ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญในการรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ
สำหรับแผนการขายที่ดิน แบ่งเป็น ประเทศไทย 1,650 ไร่ โดยเน้นรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ขณะที่ประเทศเวียดนามตั้งเป้าขาย 550 ไร่ เพื่อรองรับการย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีน ส่วน ประเทศลาว วางแผนขาย 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ทางบกเชื่อมโยงการค้าภายในภูมิภาค
อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบของภาคการผลิต
อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนดังกล่าวกลับทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมองหาฐานการผลิตแห่งใหม่ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้อาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภูมิภาคอาเซียนกำลังถูกจับตามองในฐานะศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมและระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร
นอกจากนี้ กลุ่มอมตะยังเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี โดยมีแผนดึงผู้บริหารมืออาชีพทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหาร เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานและรองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค
การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้จะมุ่งเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่
- การเพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ (Agility)
- การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงาน (Governance)
- การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ (Scale Up)
นายวิกรม กล่าวว่า อมตะกำลังปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมไปสู่การพัฒนา “Industrial City” ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ผสานโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “All Win” ที่มุ่งให้ภาคธุรกิจ ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพื้นที่ดำเนินงานลง 30% ผ่านการใช้พลังงานสะอาดและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการพัฒนาโครงการ
ทั้งนี้ กลุ่มอมตะยังคงเดินหน้าสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจแบบครบวงจร ไม่ได้จำกัดเพียงการขายที่ดินอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำและไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี ที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการภาครัฐ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองอุตสาหกรรมในอนาคต
ปัจจุบัน โครงการของอมตะมีโรงงานและธุรกิจตั้งอยู่มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานกว่า 350,000 คน จากนักลงทุนกว่า 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายแห่งที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของบริษัท