โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ด้วยรักและอาวรณ์ ‘เชียงใหม่’ เมืองไม่ใหม่ที่ใครๆ ก็คิดถึง

a day magazine

อัพเดต 03 ก.พ. เวลา 16.10 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. เวลา 09.30 น. • a day magazine

ประโยคที่ว่า “คนเราเจอกันครั้งเดียวพอ” คุณคิดว่ามันจริงไหม

ยิ่งถ้าเป็นเชียงใหม่ ครั้งเดียวมันพอจริงหรือ

โรคคิดถึงเชียงใหม่ได้กลายมาเป็นโรคประจำตัวผมเป็นที่เรียบร้อย และผมก็เชื่อว่าอีกหลายคนก็คงเป็นโรคนี้ไม่ต่างจากผม แต่เพราะอะไรคนที่ได้มาเยือนเชียงใหม่จึงมักจะคิดถึงเมืองนี้กันนะ?

ถ้าให้จัดอันดับการอยู่กับปัจจุบันผมคงอยู่ที่โหล่ มาคิดดูแล้วผมมักเอาตัวเองไปผูกไว้กับอะไรสักอย่าง เอาอารมณ์ไปผูกกับสถานที่ เอาคนไปผูกกับเพลง เอาบรรยากาศมาผูกกับเมือง เป็นเหตุผลทำให้คนที่ไม่อยู่กับปัจจุบันอย่างผม เมื่อได้กลับมาเชียงใหม่ก็รู้สึกอบอุ่นเหมือนถูกโอบกอดล่ะมั้ง

ความน่าฉงนของเมืองหนึ่ง เพลงหนึ่ง คนหนึ่ง หรือช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตถูกผูกความรู้สึกเข้าไว้ด้วยกัน ผมถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมเลยเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดให้อยู่คนเดียว ผมมักใช้เวลาไปกับอารมณ์ที่ล่องลอยเป็นส่วนใหญ่ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงนามธรรม วุ่นวาย ว่องไว และเอาใจยาก สมองมันคงจัดระเบียบด้วยการผูกอารมณ์เหล่านั้นไว้กับสิ่งที่จับต้องได้ในที่นี้คือ ‘เชียงใหม่’ ยกตัวอย่างเช่น เวลาผมท้อใจทีไรก็จะนึกถึงเชียงใหม่ทุกที หรือไม่ก็ตอนที่มีความรักครั้งแรก เชียงใหม่ทำให้ทุกอย่างโรแมนติกขึ้น

เมื่อความรัก ความสุข หรือความเจ็บปวด เกิดขึ้นพร้อมกับสถานที่หรือใครบางคน สมองเลยรวมทุกอย่างเข้าเป็นความทรงจำชุดเดียว ไม่ได้แยกว่าอะไรคืออะไร มันจำแค่ว่าความรู้สึกนี้เคยเกิดขึ้นที่นี่ ที่เชียงใหม่

จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแค่กลับไปยังสถานที่เดิมหรือได้ยินเสียงเพลง หรือกลิ่นที่คุ้นเคย อารมณ์ทั้งก้อนถึงย้อนกลับมา โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ

บทความนี้จึงสร้างมาแด่คนที่คิดถึงเชียงใหม่ คนที่อยากทำความรู้จักเชียงใหม่ ซึ่งเราจะพาไปสัมผัสความคิดถึงทั้ง 5 ประสาทสัมผัสของนักเขียนผู้รักเชียงใหม่อย่างสุดหัวใจ ทั้งคิดถึงภาพเชียงใหม่ในอุดมคติ คิดถึงเสียง คิดถึงรสชาติ คิดถึงกลิ่น และคิดถึงกอด เผื่ออ่านแล้วจะทำให้ได้ใกล้เชียงใหม่มากขึ้น หรือไม่ก็ได้คิดถึงช่วงเวลาดีๆ ของมันไปพร้อมกับความคิดถึงของผม

กล้าพูดได้เต็มปากว่าคงไม่ใช่ผมคนเดียวที่พร่ำเพ้อพรรณนาถึงมันแน่

หากเราเคยรักอะไรสักอย่างที่นั่น ความคิดถึงคงจะเข้ามาย่างกลายเราทุกวันโดยไม่ทันรู้ตัว ซึ่งบริบทของความคิดถึงที่ว่านั้นจะแตกต่างกันไป

ความคิดถึงทำให้กลับไปมองเห็นภาพในอดีต

ความคิดถึงทำให้กลับไปคิดถึงใครสักคน

ความคิดถึงทำให้ได้สัมผัสความอ่อนโยนของชีวิต

ความคิดถึงทำให้คิดแต่เรื่องที่มีความสุข

ความคิดถึงทำให้ทุกข์แต่เราอยากกลับไปหา

ผมจะก้าวผ่านความคิดถึงนี้ยังไง ถ้าไม่กลับไปหาล่ะจริงไหม?

เผลอแป๊บเดียวโลกก็หมุนไวกว่าชั่วขณะของมนุษย์ไปเสียแล้ว ‘เชียงใหม่’ ประกอบร่างสร้างตัวผมขึ้นมา ผมกลับมาเชียงใหม่ในรอบปีเพราะต้องมารับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผมเรียนจบปริญญาตรีแล้ว หลายคนคงรู้ว่าที่นี่ไม่มีสายงานรองรับสำหรับเด็กอินดี้ที่จบใหม่อย่างพวกเรา จึงทำให้ผมต้องโบกมือลาเมืองนี้ ทั้งๆ ที่ผมก็รักเมืองนี้ไม่น้อยกว่าใคร รอบนี้ได้กลับมาเชียงใหม่ทั้งที ก็ขอใช้ชีวิตที่นี่ให้เต็มที่หน่อย

เชียงใหม่ต่อให้จะกลับมากี่ครั้งกี่ครา ก็ไม่เคยใหม่สำหรับผม อะไรที่ช้ามันยังคงช้าอยู่อย่างนั้น ผู้คนยังคงพูดภาษาเหนือปนกลางแบบกลายๆ ต้นไม้ใบหญ้าและภูเขายังคงโอบกอดเราเสมอ และท้ายที่สุดคืออากาศ 17 องศา ยังคงเข้ามาทักทายตลอดหลังจากลงเครื่อง

ความคิดถึงของผมเริ่มบรรเทาลง ความสุขของผมเริ่มชัดเจนขึ้น

ถึงเชียงใหม่แล้วก็ไม่รีรอ รีบคว้ามอเตอร์ไซค์สักคัน อยู่กับคนที่เรารักตระเวนรับประทานอาหารเหนือมื้อลำสักมื้อ ใช้พลังงานของการคิดถึงนี้ให้คุ้มค่าที่สุด

คิดถึงภาพจำของเชียงใหม่

หากใช้ตามอง เมืองนี้เป็นคงเป็นเมืองที่ใครๆ ก็รัก ถ้าเป็นคนก็เป็นคนที่ฮอตพอสมควร มีแต่คนถามถึง ถึงแม้จะไม่ค่อยสนใจใคร แต่ก็ให้เวลากับคนที่รักเสมอ มีสไตล์และมีสเน่ห์อย่าบอกใครเชียว

นครพิงค์ หรือ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ เป็นชื่อเก่าของเมืองเชียงใหม่ที่เราคุ้นเคย โดยคำว่าพิงค์ ในภาษาบาลีแปลว่า ไหลผ่านเมือง คำว่า นครพิงค์ จึงสื่อถึงเมืองแห่งแม่น้ำปิง ที่เป็นหัวใจของทุกสิ่งของเมืองล้านนา มั่นคง เข้มแข็งทั้งด้านยุทธศาสตร์ การคมนาคม และการเกษตรของเชียงใหม่ยาวนานกว่า 700 ปี

เชียงใหม่ จึงแปลว่าเมืองใหม่ที่มีคูน้ำและกำแพงล้อมรอบบริเวณแม่น้ำปิง ไม่ได้ถูกเปลี่ยนชื่อแต่อย่างใด แค่นิยมเรียกสั้นๆ ว่า ‘เชียงใหม่’ เท่านั้นเอง

ถึงอย่างนั้นแล้วมาเชียงใหม่จะไปที่ไหนดีล่ะ สำหรับผู้มาเยือนครั้งแรกก็คงต้องไปท่าแพ เดินคูเมือง ไหว้พระดอยสุเทพ ชมธรรมชาติฤดูหนาวบนดอย เดินถนนคนเดิน เยี่ยมชนชาวเขาใจดี ชิมอาหารเหนือ ไส้อั่วร้อนๆ น้ำพริกหนุ่ม แคบหมู น้ำพริกอ่อง การใช้ชีวิตแบบช้าๆ เสพงานคราฟต์ ศิลปะแฮนด์เมด หรือไม่ก็ต้องไปคาเฟ หรือพักผ่อนหย่อนใจ เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองที่รวมทุกความสุขของวัฒนธรรมล้านนาโบราณ และธรรมชาติไว้ด้วยกันจริงๆ

หลับตาลงก็คิดถึงคุณที่อยู่ตรงนี้ตลอดมา

ช่วงเวลาที่เราจับมือและมอบความรักก่อนจากลา

ยิ้มที่ผมเคยมองทุกวัน คำที่คุณต้องพูดทุกครา

ฉันคิดถึงเธอจริงๆ

เนื้อเพลง Summertime เพลงโปรดของผมจากวง YEW ft. LANDOKMAI ทำให้ผม Romanticize เมืองนี้ว่าเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความรักจริงๆ เพราะถ้าหลับตาลงก็คงคิดถึงเสมอมา

ถ้าให้นิยามอาการคิดถึงเชียงใหม่สำหรับผมแล้วมันเป็นเพียงนามธรรมฟุ้งๆ แต่รูปธรรมคือเมืองนี้ เมืองที่มีอยู่จริง เมืองที่แต่ละคนจะมีภาพสถานที่ที่รัก หรือภาพผู้คนที่อยากเจอซ่อนอยู่จริงๆ

เป็นเหตุให้คนที่เคยมาที่นี่นั้นย่อมคิดถึงมันโดยง่าย

แล้วภาพจำเชียงใหม่ของคุณคืออะไรกันล่ะ

คิดถึงเสียงของเชียงใหม่

ถ้าพูดถึงเสียงของเชียงใหม่ หลายๆ คนอาจจะนึกถึงเสียงผู้คนที่คุยภาษาเหนือจอแจ เสียงความเงียบความสงบ เสียงดนตรีล้านนา สะล้อ ซอ ซึง ต๊ะตอนยอน หรือไม่ก็เสียงเพลงภาษาเหนือน่ารักๆ

แต่เสียงของเชียงใหม่สำหรับผมคือเสียงแจ๊ส และเสียงดนตรีอินดี้ยามค่ำคืน
สถานที่ที่ผมเลือกมาวันนี้คือ North Gate Jazz Bar Co-Op บาร์แจ๊สที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเองที่สุดในเชียงใหม่ ติดกับคูเมืองด้านในของประตูช้างเผือก

เสียงสากลที่เชื่อว่าใครหลายคนคิดถึง เสียงที่ดึงความเป็นอิสระออกมาจากหัวเมือง เสียงที่หล่อเลี้ยงความฝันของผู้คนที่รักเสียงดนตรี พื้นที่แห่งนี้คอยให้โอกาสแก่นักดนตรีอิสระ คอยโอบอุ้มจิตใจนานาผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในตัวเมือง และเป็นหมุดหมายที่สำคัญของแวดวงดนตรีในเชียงใหม่

หลังพระอาทิตย์ตกดินถึงเที่ยงคืนจะเห็นผู้คนยืนชมดนตรีแจ๊สล้นออกมาหน้าร้าน ร้านนี้เป็นร้านโปรดของผมตั้งแต่เริ่มทำงานโปรดักชันตอนปีหนึ่ง ตอนนั้นผมเพิ่งหัดทำสารคดีเป็นครั้งแรก งานนี้ทำให้ผมได้รู้จักเชียงใหม่มากขึ้น เปรียบเหมือนสถานที่รวมคนแปลกหน้าแปลกมาตาเจอกัน เหล่านักเดินทางต่างชาติ คนเชียงใหม่ที่รักเสียงดนตรี ศิลปินมาคุยกันมาพบปะและฟังดนตรีด้วยกัน ความน่าสนใจคือที่ร้านเปิด Section ให้ศิลปินแจมได้ด้วย ห่างออกไปไม่ไกลยังมีร้านมโหรี ซิตี้ ออฟ มิวสิก ที่มีศิลปินมาเล่นดนตีสดเกือบทุกแนว ตั้งแต่พื้นเมืองไปจนถึงดนตรีคลาสสิกเลย โคตรม่วน (โคตรสนุก)

เชียงใหม่ไม่ได้เล็กอย่างที่คิด ที่นี่ก็มีผู้คน มีศิลปินที่หลากหลาย และมีดนตรีให้เลือกฟังทุกแนวเช่นกัน พูดได้ว่านักดนตรีของเชียงใหม่นานๆ ทีจะมีแสง ศิลปินส่วนใหญ่ทำกันเองไม่มีคนสนับสนุน เกือบสามร้อยวงที่มีตัวตนเป็นของตัวเอง อย่างวงแมสๆ อย่าง Solitude Is Bliss, เขียนไขและวานิช, สนิมหยก, Lawin, ธาดา หรือคณะสุเทพฯ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่จะบ่งบอกว่าดนตรีที่เชียงใหม่ไม่แพ้ใคร ส่วนหนึ่งของผู้ก่อตั้งโปรเจกต์ Chiangmai Original ที่สนับสนุนศิลปินท้องถิ่นในเชียงใหม่ มองดีๆ เชียงใหม่มีดนตรีให้เราเลือกฟังเยอะเลยนะ อินดี้โฟล์ก โซล พ็อพ ร็อก เพลงกำเมือง เพลงจากกลุ่มชาติพันธ์ุ ไปจนถึงอัลเทอร์เนทีฟ เราจึงอยากเป็นกระบอกเสียงในการผลักดันศิลปินเชียงใหม่ อยากให้คนมาซัพพอร์ตและฟังเสียงของพวกเขาเยอะๆ

เสียงเพลงเหล่านี้เวลาฟังผมจึงรู้สึกว่าตัวเองถึงเชียงใหม่ ในวันที่ผมไม่รู้จะไปไหน แค่ได้มาที่นี่ หรือฟังดนตรีในออนไลน์ก็ทำให้ค่ำคืนของผมนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแล้ว

อากาศเย็น ผู้คนเลยใจเย็นตาม ผมลากเพื่อนไปหาอะไรกิน ขับรถรอบคูเมือง จอดรถมอเตอร์ไซค์ซอยข้างๆ แล้วมาเดินเล่นต่อวันนิมมาน ด้วยความที่โครงการนี้ตั้งอยู่กลางเมืองจึงมีอะไรให้ทำตลอด วันนี้ตั้งใจจะไปซื้อเสื้อผ้ามือสองจึงมาที่ Night Ground Flea Market น่าเสียดายที่ตลาดปิด เพราะผมมาผิดวัน แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี เพราะวันนี้มีนักดนตรีมาเล่นไวโอลินให้ฟังกันแบบสดๆ หรือถ้าใครอยากตื้ด อยากเต้นหน่อย อยากให้เดินผ่านนิมมานซอย 7 ดูรับรองว่าเทสเชียงใหม่ ไม่แพ้ที่ไหนในโลก

พูดได้ว่าเสียงของเชียงใหม่จึงมีหลายๆ แนวเพลง ให้ไปค้นหากระจายอยู่ทั่วเมืองเลยจริงๆ

คิดถึงรสชาติของเชียงใหม่

ต่อมรับรสของผมทำงานคู่กับความหิว ที่เชียงใหม่นอกจากจะมีอาหารเหนือมากมายที่อร่อยแล้ว ใครมีเวลาก็อยากให้มาต่อคิวกินสุกี้ ‘สุกี้ช้างเผือก’ และ ‘Q.Q สุกี้ล้อโต’ สองร้านโปรดตลอดกาล จึงยกให้เป็นรสชาติของเชียงใหม่สำหรับผม รสชาติที่ธรรมดาแต่กลมกล่อม รสชาติที่นอบน้อมแต่จริงใจ รสชาติที่เข้าใจตัวตนของตัวเอง

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเมืองนี้สุกี้ถึงอร่อย แต่อาจเป็นเพราะรสชาติวัฒนธรรมของเมืองที่พัฒนาสูตรอาหารให้อร่อยอยู่ตลอด ทั้งวัฒนธรรมจีนโบราณ และสตรีตฟูดในบรรยากาศที่เป็นกันเองมาพร้อมผักสด หวานๆ กรอบๆ ให้เราลิ้มรสในทุกครั้ง พอยิ่งอากาศหนาวๆ ได้กินอะไรร้อนๆ ยิ่งทำให้รสชาติเชียงใหม่อร่อยขึ้นเท่าตัว

ร้านสีแดง - สุกี้ช้างเผือก เด่นเรื่องความหอมของกระทะ ความกรอบของผัก และน้ำจิ้มสูตรเด็ด ส่วนร้านสีน้ำเงิน - Q.Q สุกี้ล้อโต เด่นเรื่องรสชาติความละมุน ความนุ่มของรสสัมผัส ทั้งสองร้านไม่มีใครเหมือนใคร แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกแต่คนเยอะทุกร้าน มีหลายสาขาด้วย เลือกเอา!

นอกจากนี้ก็ยังมีชาบู หมูกระทะที่อร่อยและราคาถูกมากๆ มีตังค์เพียงสองแบงค์แดงก็กินได้แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นบรรยากาศไม่ต้องพูดถึง เพราะมองไปทางไหนก็เห็นวิวภูเขา ธรรมชาติ และวัฒนธรรมล้านนาโบราณที่แทรกซึมไปทั่วเมือง

คิดถึงกลิ่นของเชียงใหม่

ผมไม่เคยเข้าใจว่ากลิ่นของเชียงใหม่เป็นยังไงจนกระทั่งย้ายตัวเองมาทำงานที่กรุงเทพ และกลับมาเจอบรรยากาศของเชียงใหม่อีกครั้ง

ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นเมืองที่ผสมกับกลิ่นป่า กลิ่นที่สูดไปแล้วรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย จนอยากทำอะไรช้าๆ กลิ่นที่ได้สัมผัสแล้วสบายใจและได้อยู่กับตัวเอง ถ้าเป็นหน้าร้อนก็จะได้กลิ่นของต้นลมแล้ง หรือภาษากลางคือดอกราชพฤกษ์ กลิ่นไอดินของถนนที่คนในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์กัน ส่วนหน้าหนาวอาจจะเป็นกลิ่นหอมหวนของดอกไม้สักชนิด หรือกลิ่นหอมเลี่ยนของดอกตีนเป็ดก็ได้นะ ฮ่าๆ

ในช่วงปลายเดือนมกราคม อากาศราวๆ 17 องศา ป่าไม้เขียวชะอุ่ม บางวันมีเมฆลอยต่ำมาโอบกอดดอย ท้องฟ้าเปิดเป็นสีสด ผู้คนยังไม่พลุกพล่านมาก เพราะผ่านช่วงเทศกาลมาแล้ว

ส่วนฝุ่น PM 2.5 ยังไม่กินพื้นที่เมืองไปจนหมด ช่วงที่ผมไปฝุ่นยังมีความเข้นข้นน้อยถึงปานกลาง สามารถออกไปเดินเล่นสูดกลิ่นเชียงใหม่ได้ แต่ใครมาหลังจากนี้ต้องป้องกันตัวเอง ใส่แมสก์ ล้างจมูกกันด้วย

กลับเชียงใหม่มาทั้งทีก็อยากออกไปสูดกลิ่นเชียงใหม่ให้เต็มปอด ผมใช้เวลาไปกับการเดินสำรวจธรรมชาติที่อ่างแก้ว อ่างตาด อ่างเก็บน้ำกาแล และเดินป่าสั้นๆ ในเส้นทางดอยสุเทพ - วัดผาลาดได้ศึกษาธรรมชาติและเสพวัฒนธรรมเชียงใหม่ไปในตัว ผมได้ค้นพบว่าความจริงแล้วคนเชียงใหม่ไม่ชอบเดิน ถ้าเลือกได้จะไม่เดินเลยระยะทาง 100 เมตรก็จะขับมอเตอร์ไซค์ไป

แต่อยากให้เปิดใจเดินป่ากันสักนิด เพราะมันสงบอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ ป่าไม้ชุ่มชื้นในหน้าหนาว ลำธารน้ำตก อ่างเก็บน้ำที่สามารถมานั่งรับลม สถาปัตยกรรมล้านนา ดั่งเนื้อเพลงของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ร้องว่า แดนล้านนาแห่งนี้ ดูเหมือนแดนสวรรค์ ดังเทพบรรจงสรรสร้างมา ดูท่าจะจริง ถ้าเชียงใหม่มาในบรรยากาศแบบนี้ ใครบ้างจะไม่ตกหลุมรัก

คิดถึงอ้อมกอดของเชียงใหม่

ด้วยมุมมองของเด็กต่างจังหวัดที่นานทีกว่าจะได้กลับเชียงใหม่ เป็นโอกาสที่ดีที่ได้กลับมาอีกครั้ง เพราะหลังจากรับปริญญาแล้ว ผมคงไม่มีธุระที่จะต้องกลับมาเชียงใหม่ และคงต้องบอกลาอ้อมกอดที่แสนอบอุ่นนี้แล้ว

ถึงอย่างนั้นสำหรับผมสัมผัสและอ้อมกอดของเชียงใหม่คงเป็นกอดอุ่นๆ จากคนที่เราผูกพัน จากกาแฟแก้วโปรด จากกับข้าวกับปลา จากต้นไม้ใบหญ้า จากสถานที่ธรรมดาที่คุ้นเคย มากไปกว่านั้นยังเต็มไปด้วยความทรงจำของเมืองที่มีทั้งเพื่อนเรียนด้วยกัน คนที่เรารัก คนแปลกหน้า หรือแม้แต่ลุงป้าร้านข้าวที่น่ารัก เชียงใหม่ทำให้ผมรู้สึกถูกโอบกอดแบบนั้นจริงๆ

การทำงานไกลบ้านทำให้ผมมองเห็นความรักที่มีต่อเชียงใหม่อย่างชัดเจน ต่างจากเมืองทำงานที่กรุงเทพฯ แม้มันจะไม่ได้ทำร้ายเรา แต่มันก็ไม่เคยโอบกอดเราสักวัน นี่คงเป็นความรู้สึกของการเปลี่ยนผ่านและรสชาติของการเติบโตสินะ

ผมตั้งข้อสงสัยว่าความรักกับความคิดถึงมันแตกต่างกันไหม ผมว่าความรักกับความคิดถึงคงเป็นสารตัวเดียวกัน

ความรักมีความคิดถึงเป็นส่วนประกอบ ความคิดถึงมีความรักเจือปนอยู่

มนุษย์ผู้ซึ่งหาความหมายให้กับทุกสิ่งคงซ่อนบางสิ่งไว้ในบางอย่าง แล้วหาอะไรมาผูกมันไว้

ผมรู้ว่าคุณก็คงเป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม ‘ความคิดถึง’ จึงไม่ใช่สิ่งเลวร้าย

มันช่วยยึดโยงจิตใจในวันที่ไม่มีที่ไปด้วยซ้ำ

ถ้ามีเรื่องดีๆ เกิดขึ้น ความคิดถึงก็เป็นสิ่งที่วิเศษแล้ว

ท่ามกลางโลกใบนี้ที่ให้คุณค่ากับความเร็ว เมืองนี้ไม่เคยรีบไปไหนเลย อาจจะมีบางทีที่คนช้าถูกตัดสินว่าบกพร่อง ไม่เก่งกาจ หรือไม่เอาไหน แต่ความจริงไซร้บางสิ่งยังไม่ถึงเวลาของมัน ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของผมช่วยให้ผมได้สัมผัสถึงเชียงใหม่ใกล้ชิดมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเราจะรู้ว่าเรารักอะไร ก็ต่อเมื่อต้องจากสิ่งนั้นไปแล้ว ผมมองว่าจะผูกจะโยงอะไรไว้กับที่ไหนมันไม่สำคัญเลย

แค่ครั้งหนึ่งได้รักก็เพียงพอแล้ว

ขอบคุณบทความนี้ที่ให้โอกาสผมได้เขียนอะไรทิ้งท้ายก่อนจากเชียงใหม่

เราคงไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว สิ่งที่ติดค้างอย่างเดียวคงเป็นความคิดถึงที่ผมได้จากเมืองนี้

กลับกรุงเทพฯ ไปผมคงคิดถึงเธอนะ เชียงใหม่

เมื่อไหร่เธอได้มา ก็ขอให้ใช้เวลาพักผ่อนให้เต็มที่

ไว้เจอกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...