โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรงเรียนต้นกล้า จ.เชียงใหม่ สร้างหัวแถวใหม่ ปั้นเด็กหัวคิดประชาธิปไตย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ม.ค. เวลา 10.09 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 03.10 น.

ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ชี้ชัดว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่ในไทยร่วงลงจาก 704,058 คน ในปี 2559 เหลือเพียง 381,136 คน (ม.ค.-พ.ค.) ในปี 2567 หรือลดลงกว่า 46% ในรอบ 10 ปี นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ของวงการโรงเรียนเอกชน

ขณะที่โรงเรียนนานาชาติในจังหวัดเชียงใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 24 แห่ง และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 2 แห่ง โดยตลาดส่วนใหญ่มาจากนักเรียนจีน 70-90% ท่ามกลางสถานการณ์นี้ โรงเรียนต้นกล้ากลับเลือกเส้นทางที่แตกต่าง

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “บุญเอนก มณีธรรม” ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนต้นกล้า ที่เปิดเผยว่า นักเรียนของเขาเพิ่มขึ้นในแต่ละปี เพราะยืนยันเรื่องคุณภาพ

บุญเอนก บอกเล่าถึงตลาดโรงเรียนเอกชนในเชียงใหม่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามราคาค่าเทอม กลุ่ม A คือโรงเรียนนานาชาติระดับพรีเมี่ยมที่มีค่าเทอม 150,000-200,000 บาทต่อปี กลุ่ม B ที่โรงเรียนต้นกล้าอยู่มีค่าเทอมประมาณ 70,000-80,000 บาท และกลุ่ม C-D ที่มีค่าเทอม 30,000-40,000 บาทลงไป

เขาอธิบายว่า โครงสร้างนี้สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย คนที่มีฐานะสามารถจ่ายในระดับ A อยู่ที่ประมาณ 5% ระดับ B ประมาณ 10-15% ส่วนที่เหลือ 80-90% เป็นกลุ่ม C-D

ปัจจุบันโรงเรียนต้นกล้ามีนักเรียนประมาณ 900 คน เปิดอนุบาล 500 คน และประถม 400 คน ครองส่วนแบ่งตลาด 40% ในกลุ่ม B ของเชียงใหม่ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 50-60% เมื่อเปิดระดับมัธยมในปีหน้า คาดว่าอีกประมาณ 4-5 ปีข้างหน้า จากนักเรียน 900 จะเป็น 1,500 คน

Need vs Want จุดต่างสร้างความยั่งยืน

แนวคิดหลักที่ทำให้ต้นกล้าแตกต่างคือการแยกแยะระหว่าง “Need” ของเด็กกับ “Want” ของผู้ปกครอง

บุญเอนกอธิบายว่า โรงเรียนส่วนใหญ่จะตอบสนอง Want ของผู้ปกครอง อยากให้ลูกอ่านออกเขียนได้เร็ว สอบได้คะแนนดี เข้าโรงเรียนดัง แต่ Need ของเด็กคือความสุขในการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ความมั่นใจในตัวเอง การยอมรับ และการค้นพบตัวเอง

“เด็กมีความสุข เขาจะเรียนรู้ได้ดี พอเขาเรียนรู้ได้ดี เขาก็จะอ่านออกเขียนได้เอง สอบได้ดีเอง โดยที่ไม่ต้องไปบังคับเขา”

การยืนหยัดกับแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในช่วงแรกที่นำเสนอ “เรียนรู้ผ่านการเล่น” เมื่อ 15-17 ปีที่แล้ว ช่วงใหม่ ๆ ถูกแซว ถูกต่อว่า ว่าเด็กมาเล่นแล้วเรียนรู้อะไร ทำไมตามใจเด็ก จนช่วงหลังได้พิสูจน์ว่าการเรียนรู้ผ่านการเล่นทำให้เด็กมีประสิทธิภาพในการเรียนที่ดีกว่าด้วยซ้ำ เพราะเด็กมีความสุข

โรงเรียนต้นกล้านิยามวิชาการแบบ Holistic ผ่านกรอบ KSAII ที่ประกอบด้วย Knowledge (ความรู้), Skill (ทักษะ), Attitude (ทัศนคติ), Imagination (จินตนาการ), และ Integrity (ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและความจริง)

โดยอธิบายว่า ในมุมของวิชาการมองว่าผลการสอบดี คะแนนดี นั่นคือวิชาการที่ดี แต่ตนคิดในเชิง Holistic พูดถึงความรู้ ความคิด และความสุข ต้องมาด้วยกัน แต่กว่าจะทำให้ผู้ปกครองยอมรับเรื่องนี้ได้ ใช้เวลาเป็นสิบปี

คุณภาพเหนือปริมาณ

บุญเอนกมีมุมมองที่ชัดเจนถึงความกังวลเรื่องจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง เขาเผยว่า ตนไม่มี Need ในเรื่องของตัวเลขเท่าไหร่นัก เชื่อว่าความพอดีส่งผลระยะยาวที่ดีกว่า ไม่เชื่อว่าตัวเลขมันยั่งยืน แต่เชื่อว่าฐานทางความคิดและอุดมคติทางการศึกษาจะส่งผลต่อความยั่งยืนมากกว่า

“ปริมาณมันไม่ได้ตอบโจทย์ความยั่งยืน คุณภาพต่างหากที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน”

เขาเสริมว่า เคยเห็นโรงเรียนใหญ่ที่เคยมีนักเรียน 3,000-4,000 คน เดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึง 1,000 หรือแทบจะปิดกิจการ

การนิยามความสำเร็จของโรงเรียนต้นกล้าจึงแตกต่างจากกระแสหลัก

หากมองในมิติของธุรกิจ แน่นอนต้องการกำไร ต้องการความเติบโต แต่กำไรของโรงเรียนต้นกล้าไม่ได้มองที่ตัวเลขเงินในบัญชีอย่างเดียว มองกำไรคือคุณภาพชีวิตของเด็ก กำไรคือรอยยิ้มของเด็ก กำไรคือการที่ครูทำงานแล้วมีความสุข

จากปรับเปลี่ยนสู่เปลี่ยนแปลง

จุดยืนชัดเจนของโรงเรียนต้นกล้าปรากฏในประโยค “เราไม่ต่อแถว เราสร้างแถวใหม่”

แผนการเปิดระดับมัธยมในปีหน้าถือเป็นการประกาศจุดยืนด้วยแนวคิด “From Changing to Transforming” หรือ จากปรับเปลี่ยนสู่เปลี่ยนแปลง ที่ไม่ได้แค่ Change ความคิด แต่ยังมุ่ง Transform อีกด้วย

บุญเอนกยอมรับว่า ธงมันใหญ่มาก แต่จะพยายามไปให้ได้ ไปให้สุดตัว

Transforming the Now จึงหมายถึงจะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ปรับเปลี่ยน จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ในวงการการศึกษาในปัจจุบัน

เมื่อถามถึงการประยุกต์ใช้ AI ในโรงเรียน บุญเอนกได้แบ่งความสำคัญออกเป็น 3 เรื่อง

“Being Human vs AI” เขาบอกว่า การใช้ AI เป็นเรื่องจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครูมัธยมทุกคนต้องมีความสามารถระดับเทียบเท่าพรอมพ์เอ็นจิเนียร์ ความสามารถในการใช้ AI เริ่มตั้งแต่ความสามารถในการจินตนาการและการตั้งคำถาม

“ต่อไปจะมีคนแค่สองกลุ่มในโลก คนที่ถูก AI ใช้ กับคนที่ใช้ AI ต้องเป็นคนที่ใช้ AI ให้ได้ โดยการเป็นมนุษย์ที่แท้จริง จึงจะ master AI ได้ ตนไม่เชื่อว่าความรู้คืออำนาจ เชื่อจินตนาการคืออำนาจ”

ต่อมาคือ “Personalized Learning” การเรียนตามความถนัดและความสนใจเฉพาะบุคคล ต้นกล้าเป็นโรงเรียนเล็ก ทำได้ง่ายกว่าโรงเรียนใหญ่ เป้าหมายคือให้เด็กได้เรียนรู้ 3 อย่าง สิ่งที่เขาชอบและสนใจ การดำรงชีวิตข้างหน้า และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

และ “วัฒนธรรมประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิ” ในโรงเรียนไม่มีผู้อำนวยการ นักเรียนเรียกตนว่าลุงช่างสร้างของเล่น หรือครูของครู หน้าที่ของครูสำคัญที่สุดคือเคารพสิทธิของนักเรียน นักเรียนมีสิทธิที่จะเรียนรู้อย่างมีความสุข

บุญเอนกย้ำว่า โรงเรียนมีนโยบายห้ามใช้คำบางคำ เช่น หุบปาก เชื่อครู จำ ต้อง ห้าม อย่า เดี๋ยวฟ้องพ่อแม่ เราไม่ยอมใช้อำนาจพวกนี้ เพราะมันเหมือนกินยาแก้ปวด ระงับไว้ชั่วคราว ตอนหลังปวดกว่าเดิม

เขามีมุมมองที่ชัดเจนว่า ในโลกนี้ไม่มีเด็กไม่ดีหรือเด็กเกเรในโรงเรียน มีแต่เด็กที่ยังไม่เข้าใจ ถ้าเด็กไม่ชอบเรียน มันเป็นเพราะครูยังออกแบบการเรียนรู้ไม่ดีพอที่ทำให้เด็กอยากเรียน ถ้าครูบอกเด็กไม่ดี แสดงว่าครูไม่แก้ปัญหา

โดยได้อธิบายแนวทางดูแลและออกแบบการเรียนรู้โดยใช้กรอบ “4E” เริ่มจาก Empathy ความเข้าใจเด็กเป็นพื้นฐาน ต่อยอดไปสู่ Educate การให้ความรู้ และ Engagement การสร้างความผูกพันกับการเรียนรู้ ขณะที่ Enforcement ไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการวางกติกา กรอบเวลา และระบบที่ชัดเจน

บุญเอนกกล่าวทิ้งท้ายว่า เราเป็นโรงเรียนทางเลือก จึงเป็นทางเลือกที่คนส่วนใหญ่ควรจะเลือก เพราะเป็นพื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

“เราไม่ได้สอนให้เด็กเก่งอย่างเดียว แต่สอนให้เด็กเป็นคนดี คนที่มีความรับผิดชอบ และคนที่มีความสุข”

นี่คือเรื่องราวของโรงเรียนต้นกล้า ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่รุนแรง การยืนหยัดกับคุณภาพและปรัชญาอาจเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าการไล่ตามตัวเลข

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรงเรียนต้นกล้า จ.เชียงใหม่ สร้างหัวแถวใหม่ ปั้นเด็กหัวคิดประชาธิปไตย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...