โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คปภ. ชี้ทิศทางประกันภัยไทยปี 2568 วาง 13 กลไกเสริมเขี้ยวเล็บระบบการเงินรับโลกเสี่ยงใหม่

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 ธ.ค. 2568 เวลา 14.52 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2568 เวลา 07.52 น.

คปภ. สรุปการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยไทยปี 2568 ผ่าน 13 ประเด็น ประเมินเบี้ยประกันภัยรวมทั้งระบบแตะเกือบ 9.7 แสนล้านบาท ขับเคลื่อน e-Policy - Open Insurance ปรับโครงสร้างประกันรถตามพฤติกรรมผู้ขับขี่ และผลักดันแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 5 วางบทบาทประกันภัยเป็นกลไกบริหารความเสี่ยงและเสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

22 ธ.ค. 2568 - นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยถึง การขับเคลื่อนระบบประกันภัยไทยในปี 2568 ว่า สำนักงาน คปภ. ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญท่ามกลางบริบทความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ

โดยมุ่งยกระดับการกำกับดูแลเชิงรุกบนฐานข้อมูล (Data-Driven Regulation) ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐานการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับหลักสากล และการเสริมสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบประกันภัยไทยมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

โดยมีกรอบการขับเคลื่อนผ่าน 13 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

ประเด็นที่ 1 ภาพรวมธุรกิจประกันภัย ปี 2568 ข้อมูลภาพรวมธุรกิจประกันภัย ประจำปี 2568 สำนักงาน คปภ. ประเมินว่า การดำเนินธุรกิจประกันภัยในปี 2568 ยังคงเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนในหลายมิติ ทั้งจากทิศทาง อัตราดอกเบี้ย ภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ยังคงมีความระมัดระวัง อย่างไรก็ดี จากข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมประกันภัย ปี 2568 คาดว่าธุรกิจประกันภัยทั้งระบบจะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมประมาณ 969,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.15 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

สะท้อนถึงการเติบโตภายใต้บริบทความเสี่ยงที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เมื่อพิจารณาแยกตามประเภท พบว่าธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 675,957 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 3.51 ขณะที่ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงประมาณ 293,220 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 2.33 โดยโครงสร้างการเติบโตดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการของประชาชน ในด้านการบริหารความเสี่ยงระยะยาว การออม และการคุ้มครองสุขภาพที่เพิ่มขึ้นท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวในระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งรัดการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว รวมถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ทยอยปรับดีขึ้น ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงปลายปีซึ่งเป็นฤดูกาลจับจ่ายใช้สอยและช่วงการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยเฉพาะด้านการออม การคุ้มครองสุขภาพ และการบริหารความเสี่ยงของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ภายใต้บริบทดังกล่าว สำนักงาน คปภ. ให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินทิศทางอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจประกันภัยเป็นไปอย่างมีคุณภาพ ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสะสมในระบบ และสามารถทำหน้าที่ เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางการเงินของประเทศในระยะยาว”

ประเด็นที่ 2 ความสำเร็จของเวทีการประชุม OIC Meets CEO เพื่อยกระดับความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมประกันภัยไทย การประชุม OIC Meets CEO จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง โดยเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและภาคธุรกิจประกันภัย เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมประกันภัยไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มีเสถียรภาพ และยั่งยืน ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของนโยบายและการปฏิบัติจริง โดยประชาชนจะได้รับประโยชน์จากระบบประกันภัย ที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ผ่านการยกระดับมาตรฐานการให้บริการ ลดความล่าช้าในการพิจารณาสินไหมและข้อร้องเรียน รวมถึงการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถและการป้องกันการฉ้อฉลด้านประกันภัย

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจประกันภัยได้รับความชัดเจน ด้านทิศทางกฎเกณฑ์และนโยบายสำคัญ เช่น RBC, IFRS 17, ESG และการบริหารความเสี่ยง ทำให้สามารถปรับตัวเชิงรุก วางแผนการดำเนินงานได้อย่างมีเสถียรภาพ และลดต้นทุนความเสี่ยงในระยะยาว การประชุม OIC Meets CEO จึงเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงนโยบายกับการปฏิบัติ ช่วยให้ประชาชนได้รับการคุ้มครองที่มีคุณภาพ ภาคธุรกิจมีทิศทางที่ชัดเจน และระบบประกันภัยไทยสามารถสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นที่ 3 เรื่องการยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) สำนักงาน คปภ. เดินหน้ายกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยของไทย โดยนำแนวทางการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision : GWS) ตามหลักการสากลมาปรับใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันที่มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มธุรกิจและขยายการลงทุนในกิจการที่เกี่ยวเนื่องมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส เสริมเสถียรภาพ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในระยะยาว

สำหรับการกำกับดูแลแบบรวมกลุ่ม (Group-Wide Supervision) แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับ Solo Consolidation กำกับดูแลบริษัทประกันภัยและบริษัทลูกที่มีอำนาจควบคุมในหลักการเดียวกับการกำกับบริษัทประกันภัย ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว และระดับ Full Consolidation กำกับดูแลในระดับบริษัทแม่สูงสุดของบริษัทและนิติบุคคลที่บริษัทมีอำนาจควบคุมหรือถือหุ้นโดยตรงหรือโดยอ้อม ตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป หรือบริษัทร่วม หรือบริษัทลูก ซึ่งคาดว่าจะออกหลักเกณฑ์ได้ภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2569

ประเด็นที่ 4 การปรับปรุงประกาศ คปภ. เรื่องการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย ข้อมูลการลงทุน และการลดค่าความเสี่ยง (Risk Charge) สำนักงาน คปภ. ปรับปรุงหลักเกณฑ์การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย ให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบริษัท ภายใต้การกำกับดูแลตามหลัก Risk Proportionality เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทประกันภัยสามารถเข้าถึงช่องทางการลงทุนได้ไม่จำกัดประเภทการลงทุนเพิ่มโอกาส สร้างผลตอบแทน กระจายความเสี่ยง และเสริมความมั่นคงให้เงินออมของประชาชนที่อยู่ในรูปแบบกรมธรรม์ประกันภัย

ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมบทบาทภาคประกันภัยในฐานะนักลงทุนสถาบัน โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนสำหรับ ความเสี่ยงด้านตลาดจากราคาตราสารทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจากร้อยละ 25 เหลือร้อยละ 18 ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุน เสริมสภาพคล่องตลาดทุน และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ประเด็นที่ 5 การกำหนดปัจจัยระดับพฤติกรรมการขับขี่ไว้ในพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ สำนักงาน คปภ. ได้ยกระดับโครงสร้างการประกันภัยรถยนต์ของไทย โดยนำปัจจัยด้านพฤติกรรมการขับขี่มาใช้กำหนดพิกัดอัตราเบี้ยประกันภัย เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ใช้รถและสร้างความเป็นธรรมในระบบประกันภัย หลังจากที่ผ่านมาอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์ยังอิงข้อมูลภาพรวม เช่น อายุหรือรุ่นรถ ซึ่งไม่สามารถสะท้อนพฤติกรรมการขับขี่รายบุคคลได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ผู้ขับขี่ที่มีวินัยต้องจ่ายเบี้ยใกล้เคียงกับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง

สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัยได้ร่วมกันกำหนดให้กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์เป็นแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ (สูงสุด 5 คน) เพื่อเชื่อมโยงการคำนวณเบี้ยกับพฤติกรรมการขับขี่จริง โดยผู้ขับขี่ที่ไม่มีอุบัติเหตุจากความประมาทจะได้รับการปรับระดับพฤติกรรมและส่วนลดเบี้ยสะสมสูงสุดถึงร้อยละ 40 และจะติดตัวผู้ขับขี่ไปตลอด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับเบี้ยประกันภัยที่เป็นธรรมมากขึ้น สร้างแรงจูงใจให้ขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุและความสูญเสีย พร้อมยกระดับความโปร่งใสและความยั่งยืนของระบบประกันภัยรถยนต์ในระยะยาว

ประเด็นที่ 6 การศึกษาวิจัยเชิงลึกตามโครงการสร้างพื้นที่ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนและการรณรงค์ส่งเสริม การทำประกันภัยรถภาคบังคับ สำนักงาน คปภ. ได้ยกระดับบทบาทสู่การกำกับดูแลเชิงรุก ด้วยการริเริ่มโครงการสร้างพื้นที่ต้นแบบ ด้าน ความปลอดภัยทางถนนและการรณรงค์ประกันภัยรถภาคบังคับในปี 2568 โดยกำหนดจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่นำร่อง เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนและการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ประกันภัย พ.ร.บ. อย่างเป็นระบบ

ซึ่งจากการดำเนินมาตรการเชิงรุกพบว่าสามารถลดค่าเฉลี่ยผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่จากเดิมประมาณ 0.46–1.00 คนต่อวัน เหลือต่ำกว่า 0.40 คนต่อวัน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบสองปีที่ผ่านมา และสำนักงาน คปภ. มีแผนต่อยอดขยายผลโครงการในปี 2569 เพื่อสร้างชุมชนและเยาวชนต้นแบบทั่วประเทศ เสริมสร้างความตระหนักรู้ ด้านประกันภัย และยกระดับระบบประกันภัยให้เป็นกลไกสำคัญในการลดความสูญเสียและสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน

ประเด็นที่ 7 การขับเคลื่อนระบบกรมธรรม์ประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) สำนักงาน คปภ. เดินหน้าโครงการกรมธรรม์ประกันภัยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Policy) และระบบจัดเก็บกรมธรรม์กลาง (e-Custodian) สำหรับประกันภัยรถภาคบังคับในปีถัดไป ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมประกันภัยไทย

โดยจะยกระดับการทำงานสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบที่เชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การออกกรมธรรม์ การชำระเบี้ย และสถานะความคุ้มครองแบบครบวงจรและตรวจสอบได้ ส่งผลให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และลดการฉ้อฉลอย่างเป็นระบบ ทั้งการปลอมแปลงกรมธรรม์ การออกกรมธรรม์ซ้ำซ้อน และการทุจริตของคนกลางประกันภัย

ขณะเดียวกันประชาชนจะสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ได้สะดวก ชัดเจน และมั่นใจมากขึ้น บริษัทประกันภัยบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น ลดต้นทุน ในระยะยาว และเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของระบบประกันภัยไทยให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม

ประเด็นที่ 8 การพัฒนาการให้บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับภาคการเงิน (Open Data / Open Insurance) สำนักงาน คปภ. เดินหน้าพัฒนาแนวคิด Open Insurance เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมประกันภัยไทยสู่ยุคดิจิทัล โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการให้บริการ

และสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ภายใต้กรอบการเปิดใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานความปลอดภัย และยึดหลักความยินยอมของเจ้าของข้อมูลเป็นสำคัญ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลภาคธุรกิจประกันภัย และผู้ให้บริการเทคโนโลยี พร้อมยกระดับการกำกับดูแลเชิงป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเริ่มทดสอบระบบในไตรมาสแรกของปี 2569

ทั้งนี้ Open Insurance ยังได้รับการออกแบบให้เชื่อมโยงกับแนวคิด Open Data และ Open Banking ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลทางการเงินและการประกันภัยของประเทศ เพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงเชิงระบบและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในระยะยาว

ประเด็นที่ 9 โครงการ ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง สำนักงาน คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย ขับเคลื่อนโครงการ “ร้านอาหารอุ่นใจ มีประกันภัยคุ้มครอง” เพื่อส่งเสริมให้ร้านอาหารเข้าถึงการประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยเริ่มนำร่องในจังหวัดขอนแก่น พร้อมมอบตราสัญลักษณ์ให้ร้านที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นการนำแนวคิด Embedded Insurance มาใช้จริง ทำให้ระบบประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของบ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงประกันภัย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...