โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ สรุปสิ่งที่ทรัมป์คิดและจะทำจาก National Security Strategy

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 13 ม.ค. เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 13 ม.ค. เวลา 11.07 น.

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สรุปสาระสำคัญใน “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ 2025” หรือ National Security Strategy 2025 (NSS) ของสหรัฐที่รัฐบาลโดลนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยแพร่เอกสารเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568

บทนำ Introduction – What Is American Strategy? ยุทธศาสตร์เริ่มต้นว่า เพื่อเป็นหลักว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด มั่งคั่งที่สุด ทรงอำนาจที่สุด และประสบความสำเร็จที่สุดของโลกต่อไปอีกหลายทศวรรษ ประเทศจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพและมีจุดมุ่งหมายชัดเจนในการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นอย่างถูกต้อง ชาวอเมริกันทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า แท้จริงแล้วเรากำลังพยายามทำอะไร และเพราะเหตุใด

หนึ่งข้อความสำคัญคือ “ชนชั้นนำของเราได้เดิมพันอย่างผิดพลาดอย่างยิ่งและก่อความเสียหาย ด้วยการยึดถือโลกาภิวัตน์และสิ่งที่เรียกว่า ‘การค้าเสรี’ ซึ่งกัดกร่อนชนชั้นกลางและฐานอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานของความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐอเมริกา

จาก NSS ของทรัมป์ ดร.ศุภวุฒิ สรุปสิ่งที่ทำให้รู้ว่าทรัมป์คิดอย่างไรและจะทำอะไร ดังนี้

ผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญยิ่งและเป็นแกนหลักของสหรัฐฯ (US core, vital national interests)

“สหรัฐฯ จะต้องมีความเป็นผู้นำสูงสุดในซีกโลกตะวันตก เพื่อเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับความมั่นคงและความมั่งคั่งของเรา… เงื่อนไขของพันธมิตร และเงื่อนไขที่เราจะให้ความช่วยเหลือใดๆ ก็ตาม จะต้องขึ้นอยู่กับการลดทอนและยุติอิทธิพลจากภายนอกที่เป็นปฏิปักษ์ ตั้งแต่การควบคุมฐานทัพทางการทหาร ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ไปจนถึงการกว้านซื้อสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ในความหมายกว้าง”

ความสมจริงที่ปรับเปลี่ยนได้(Flexible Realism)

“เรามุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างสันติกับนนาประเทศ ทั่วโลก โดยไม่ยัดเยียดดระบอบประชาธิปไตยหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอื่นใด ที่แตกต่างอย่างมากจากขนบธรรมเนียมและประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ”

ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security)

“สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้า การลดการขาดดุลการค้า การต่อต้านอุปสรรคต่อการส่งออกของเรา และการยุติการทุ่มตลาด รวมถึงแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อการแข่งขัน ซึ่งสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมและแรงงานอเมริกัน”

ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของยุโรป และ “ความเสี่ยงของการถูกลบเลือนในเชิงอารยธรรม” (Europe economic decline and “prospect of civilizational erasure”)

“…กิจกรรมของสหภาพยุโรป (EU) และองค์กรข้ามชาติอื่น ๆ กำลังกัดเซาะเสรีภาพทางการเมืองและอธิปไตย นโยบายการย้ายถิ่นที่กำลังเปลี่ยนโฉมทวีปและก่อให้เกิดความแตกแยก การควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการปราบปรามฝ่ายค้านทางการเมือง อัตราการเกิดที่ตกต่ำอย่างหนัก และการสูญเสียอัตลักษณ์และความเชื่อมั่นของชาติ

หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงต่อเนื่อง ทวีปนี้จะจะเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ภายในหรือไม่ถึง 20 ปี และด้วยเหตุนี้ จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าประเทศในยุโรปบางประเทศจะมีเศรษฐกิจและกองทัพที่เข้มแข็งพอที่จะดำรงสถานะการเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือได้ต่อไปหรือไม่”

เอเชีย: ชนะอนาคตทางเศรษฐกิจ ป้องกันการเผชิญหน้าทางทหาร(Asia: Win the Economic Future, Prevent Military Confrontation)

“เราต้องการ… (ที่จะรักษา) ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกให้เปิดกว้างและเสรี คงไว้ซึ่งเสรีภาพในการเดินเรือในเส้นทางเดินเรือสำคัญทั้งหมด และรักษาห่วงโซ่อุปทานให้มั่นคงและเชื่อถือได้ รวมถึงการเข้าถึงวัตถุดิบที่มีความสำคัญ”

“ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นแหล่งที่มาของเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวม GDP) ของโลก เมื่อวัดตามอำนาจซื้อ หรือ PPP และคิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP โลก เมื่อวัดตามราคาตลาด สัดส่วนดังกล่าวย่อมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนตลอดศตวรรษที่ 21 ซึ่งหมายความว่าอินโด-แปซิฟิกไม่เพียงเป็นและจะยังคงเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในศตวรรษหน้า หากเราต้องการความเจริญรุ่งเรืองภายในประเทศ เราต้องแข่งขันให้ประสบความสำเร็จในภูมิภาคนี้”

“ปัจจุบัน การส่งออกของจีนไปยังกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เกือบ 4 เท่า เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในปี 2017 การส่งออกของจีนมายังสหรัฐฯ อยู่ที่ 4% ของ GDP จีน แต่ตั้งแต่นั้นมาได้ลดลงเหลือเพียง 2% กว่าๆ อย่างไรก็ตาม จีนยังคงส่งออกไปยังสหรัฐฯ ผ่านทางประเทศตัวกลาง (Proxy countries) อื่นๆ”

การยับยั้งภัยคุกคามทางทหาร(Deterring Military Threats)

“มีการให้ความสนใจต่อไต้หวันอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะส่วนหนึ่งเป็นเพราะไต้หวันมีความเป็นเลิศในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่เหตุผลหลักคือคือ ไต้หวันเป็นจุดเชื่อมต่อโดยตรงไปสู่แนวหมู่เกาะชั้นที่สอง (Second Island Chain) และเป็นจุดที่แบ่งเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกเป็นสองเขตปฏิบัติการ (Theaters) ที่แยกออกจากกัน โดยที่ 1 ใน 3 ของการขนส่งสินค้าทั่วโลกต้องผ่านทะเลจีนใต้ในแต่ละปี ประเด็นนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดังนั้น การยับยั้งไม่ให้เกิดความขัดแย้งเรื่องไต้หวันตามหลักการ การรักษาความได้เปรียบทางทหารอย่างเบ็ดเสร็จ จึงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด”

“เราจะยังคงยึดถือนโยบายแถลงการณ์ (Declaratory Policy) ในจุดยืนที่มีมาอย่างยาวนานต่อไต้หวัน ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ (Status Quo) ในช่องแคบไต้หวันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง”

“เราจะสร้างกองทัพที่มีขีดความสามารถในการยับยั้งการรุกราน ในทุกพื้นที่ของแนวหมู่เกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain) อย่างไรก็ตาม กองทัพอเมริกันไม่สามารถ และไม่ควรที่จะต้องแบกรับภารกิจนี้เพียงลำพัง พันธมิตรของเราจะต้องก้าวออกมาและทุ่มงบประมาณ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือต้องลงมือทำให้มากขึ้นเพื่อการป้องกันร่วมกัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...