‘ศุภวุฒิ สายเชื้อ’ สรุปสิ่งที่ทรัมป์คิดและจะทำจาก National Security Strategy
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานกรรมการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สรุปสาระสำคัญใน “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ 2025” หรือ National Security Strategy 2025 (NSS) ของสหรัฐที่รัฐบาลโดลนัลด์ ทรัมป์ ได้เผยแพร่เอกสารเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568
บทนำ Introduction – What Is American Strategy? ยุทธศาสตร์เริ่มต้นว่า เพื่อเป็นหลักว่าสหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นประเทศที่แข็งแกร่งที่สุด มั่งคั่งที่สุด ทรงอำนาจที่สุด และประสบความสำเร็จที่สุดของโลกต่อไปอีกหลายทศวรรษ ประเทศจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพและมีจุดมุ่งหมายชัดเจนในการปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นอย่างถูกต้อง ชาวอเมริกันทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า แท้จริงแล้วเรากำลังพยายามทำอะไร และเพราะเหตุใด
หนึ่งข้อความสำคัญคือ “ชนชั้นนำของเราได้เดิมพันอย่างผิดพลาดอย่างยิ่งและก่อความเสียหาย ด้วยการยึดถือโลกาภิวัตน์และสิ่งที่เรียกว่า ‘การค้าเสรี’ ซึ่งกัดกร่อนชนชั้นกลางและฐานอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานของความเหนือกว่าทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐอเมริกา
จาก NSS ของทรัมป์ ดร.ศุภวุฒิ สรุปสิ่งที่ทำให้รู้ว่าทรัมป์คิดอย่างไรและจะทำอะไร ดังนี้
ผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญยิ่งและเป็นแกนหลักของสหรัฐฯ (US core, vital national interests)
“สหรัฐฯ จะต้องมีความเป็นผู้นำสูงสุดในซีกโลกตะวันตก เพื่อเป็นเงื่อนไขพื้นฐานสำหรับความมั่นคงและความมั่งคั่งของเรา… เงื่อนไขของพันธมิตร และเงื่อนไขที่เราจะให้ความช่วยเหลือใดๆ ก็ตาม จะต้องขึ้นอยู่กับการลดทอนและยุติอิทธิพลจากภายนอกที่เป็นปฏิปักษ์ ตั้งแต่การควบคุมฐานทัพทางการทหาร ท่าเรือ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ไปจนถึงการกว้านซื้อสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ในความหมายกว้าง”
ความสมจริงที่ปรับเปลี่ยนได้(Flexible Realism)
“เรามุ่งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความสัมพันธ์ทางการค้าอย่างสันติกับนนาประเทศ ทั่วโลก โดยไม่ยัดเยียดดระบอบประชาธิปไตยหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอื่นใด ที่แตกต่างอย่างมากจากขนบธรรมเนียมและประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ”
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Economic Security)
“สหรัฐฯ จะให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้า การลดการขาดดุลการค้า การต่อต้านอุปสรรคต่อการส่งออกของเรา และการยุติการทุ่มตลาด รวมถึงแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อการแข่งขัน ซึ่งสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมและแรงงานอเมริกัน”
ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของยุโรป และ “ความเสี่ยงของการถูกลบเลือนในเชิงอารยธรรม” (Europe economic decline and “prospect of civilizational erasure”)
“…กิจกรรมของสหภาพยุโรป (EU) และองค์กรข้ามชาติอื่น ๆ กำลังกัดเซาะเสรีภาพทางการเมืองและอธิปไตย นโยบายการย้ายถิ่นที่กำลังเปลี่ยนโฉมทวีปและก่อให้เกิดความแตกแยก การควบคุมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการปราบปรามฝ่ายค้านทางการเมือง อัตราการเกิดที่ตกต่ำอย่างหนัก และการสูญเสียอัตลักษณ์และความเชื่อมั่นของชาติ
หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงต่อเนื่อง ทวีปนี้จะจะเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้ภายในหรือไม่ถึง 20 ปี และด้วยเหตุนี้ จึงยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าประเทศในยุโรปบางประเทศจะมีเศรษฐกิจและกองทัพที่เข้มแข็งพอที่จะดำรงสถานะการเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือได้ต่อไปหรือไม่”
เอเชีย: ชนะอนาคตทางเศรษฐกิจ ป้องกันการเผชิญหน้าทางทหาร(Asia: Win the Economic Future, Prevent Military Confrontation)
“เราต้องการ… (ที่จะรักษา) ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกให้เปิดกว้างและเสรี คงไว้ซึ่งเสรีภาพในการเดินเรือในเส้นทางเดินเรือสำคัญทั้งหมด และรักษาห่วงโซ่อุปทานให้มั่นคงและเชื่อถือได้ รวมถึงการเข้าถึงวัตถุดิบที่มีความสำคัญ”
“ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นแหล่งที่มาของเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวม GDP) ของโลก เมื่อวัดตามอำนาจซื้อ หรือ PPP และคิดเป็น 1 ใน 3 ของ GDP โลก เมื่อวัดตามราคาตลาด สัดส่วนดังกล่าวย่อมเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนตลอดศตวรรษที่ 21 ซึ่งหมายความว่าอินโด-แปซิฟิกไม่เพียงเป็นและจะยังคงเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญในศตวรรษหน้า หากเราต้องการความเจริญรุ่งเรืองภายในประเทศ เราต้องแข่งขันให้ประสบความสำเร็จในภูมิภาคนี้”
“ปัจจุบัน การส่งออกของจีนไปยังกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยมีมูลค่าสูงกว่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เกือบ 4 เท่า เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในปี 2017 การส่งออกของจีนมายังสหรัฐฯ อยู่ที่ 4% ของ GDP จีน แต่ตั้งแต่นั้นมาได้ลดลงเหลือเพียง 2% กว่าๆ อย่างไรก็ตาม จีนยังคงส่งออกไปยังสหรัฐฯ ผ่านทางประเทศตัวกลาง (Proxy countries) อื่นๆ”
การยับยั้งภัยคุกคามทางทหาร(Deterring Military Threats)
“มีการให้ความสนใจต่อไต้หวันอย่างมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะส่วนหนึ่งเป็นเพราะไต้หวันมีความเป็นเลิศในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ แต่เหตุผลหลักคือคือ ไต้หวันเป็นจุดเชื่อมต่อโดยตรงไปสู่แนวหมู่เกาะชั้นที่สอง (Second Island Chain) และเป็นจุดที่แบ่งเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกเป็นสองเขตปฏิบัติการ (Theaters) ที่แยกออกจากกัน โดยที่ 1 ใน 3 ของการขนส่งสินค้าทั่วโลกต้องผ่านทะเลจีนใต้ในแต่ละปี ประเด็นนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดังนั้น การยับยั้งไม่ให้เกิดความขัดแย้งเรื่องไต้หวันตามหลักการ การรักษาความได้เปรียบทางทหารอย่างเบ็ดเสร็จ จึงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด”
“เราจะยังคงยึดถือนโยบายแถลงการณ์ (Declaratory Policy) ในจุดยืนที่มีมาอย่างยาวนานต่อไต้หวัน ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ (Status Quo) ในช่องแคบไต้หวันโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง”
“เราจะสร้างกองทัพที่มีขีดความสามารถในการยับยั้งการรุกราน ในทุกพื้นที่ของแนวหมู่เกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain) อย่างไรก็ตาม กองทัพอเมริกันไม่สามารถ และไม่ควรที่จะต้องแบกรับภารกิจนี้เพียงลำพัง พันธมิตรของเราจะต้องก้าวออกมาและทุ่มงบประมาณ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือต้องลงมือทำให้มากขึ้นเพื่อการป้องกันร่วมกัน”