“GDP ญี่ปุ่น” หดตัว 1.8% ในQ3/68 จากส่งออกทรุด หลังภาษีสหรัฐกดดันอุตฯยานยนต์
"GDP ญี่ปุ่น" หดตัว 1.8% ในQ3/68 จากส่งออกทรุด หลังภาษีสหรัฐกดดันอุตฯยานยนต์ แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมอง BOJ ต่อการขึ้นดอกเบี้ย ขณะรัฐบาลเร่งทำแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 10.27 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวเกือบ 2% ในช่วงสามเดือนสิ้นสุดเดือนกันยายน เนื่องจากการส่งออกลดลงหนักตามแรงกดดันจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ตามข้อมูลจากรัฐบาลที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ที่ยอดส่งออกทรุดลง หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการเร่งส่งออกล่วงหน้าก่อนมาตรการภาษีมีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ดีนักเศรษฐศาสตร์มองว่าการหดตัวครั้งนี้ไม่รุนแรงเท่าที่คาดการณ์ไว้ และน่าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวมากกว่าจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะถดถอยของเศรษฐกิจ
คาซึทากะ มาเอดะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Meiji Yasuda Research Institute ระบุว่า “ภาวะหดตัวครั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น การลงทุนด้านที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบใหม่” พร้อมเสริมว่า “การส่งออกก็ถูกกดดันเช่นกัน โดยรวมแล้วเศรษฐกิจยังขาดแรงส่งที่แข็งแกร่ง แต่แนวโน้มยังชี้ไปสู่การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้า”
โดยรวมแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าตัวเลข GDP ไตรมาสนี้จะไม่เปลี่ยนมุมมองของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยมากนักเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น เช่น อัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์ที่ใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีซาเอะ ทากาอิชิ มองว่าตัวเลขนี้มีน้ำหนักมากกว่า
ทาคุจิ ไอดะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำญี่ปุ่นของ Credit Agricole และสมาชิกคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การเติบโตของรัฐบาลทากาอิชิ ระบุว่า เมื่อเศรษฐกิจหดตัวเช่นนี้“การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ในเดือนธันวาคมจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม”
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นหดตัว 1.8% ในไตรมาสกรกฎาคม–กันยายน เทียบกับการเติบโต 2.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และยังดีกว่าการคาดการณ์หดตัว 2.5% ในโพลล์ของ Reuters เล็กน้อย เมื่อคิดแบบไตรมาสต่อไตรมาส เศรษฐกิจหดตัว 0.4% เทียบกับคาดการณ์ที่ 0.6%
แรงกดดันหลักมาจากการส่งออกที่ชะลอตัวหนักจากภาษีของสหรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ที่ยอดส่งออกทรุดฮวบ หลังจากที่เร่งส่งออกก่อนภาษีใหม่จะมีผล อย่างไรก็ดี บริษัทส่วนใหญ่เลือกลดราคา เพื่อรับภาระภาษีแทนที่จะผลักต้นทุนแก่ผู้บริโภค
ทั้งนี้ สหรัฐและญี่ปุ่นได้ลงนามข้อตกลงในเดือนกันยายน โดยกำหนดอัตราภาษีพื้นฐาน 15% สำหรับสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด เทียบกับอัตราเริ่มต้นที่ 27.5% สำหรับรถยนต์ และ 25% สำหรับสินค้าอื่นส่วนใหญ่
ขณะที่การลงทุนในที่อยู่อาศัยยังเป็นปัจจัยฉุดเศรษฐกิจ หลังการบังคับใช้กฎด้านประสิทธิภาพพลังงานใหม่ในเดือนเมษายนทำให้การตัดสินใจลงทุนชะลอลง ส่วนการบริโภคภาคเอกชนซึ่งคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจ เติบโตเพียง 0.1% สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ แต่ชะลอลงจาก 0.4% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่าค่าครองชีพที่สูง โดยเฉพาะราคาอาหาร ทำให้ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย
มิโนรุ คิอุจิ รัฐมนตรีฟื้นฟูเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ระบุว่า “การบริโภคภาคเอกชนเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 และการใช้จ่ายด้านทุนก็ขยายตัวต่อเนื่องเช่นกัน สิ่งนี้ตอกย้ำมุมมองของเราว่าเศรษฐกิจยังอยู่ในเส้นทางฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป”
นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวในไตรมาสตุลาคม–ธันวาคม โดยโพลล์ของ Japan Center for Economic Research คาดว่าเศรษฐกิจจะโต 0.6%
ข้อมูล GDP ที่อ่อนแอมีขึ้นในขณะที่รัฐบาลทากาอิชิกำลังจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยประชาชนรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐมนตรีคลังซัทสึกิ คาตายามะ ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า มาตรการกระตุ้นที่เสนอจะมีมูลค่ามากกว่า 17 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 110,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อุอิจิโระ โนซากิ นักเศรษฐศาสตร์ของ Nomura Securities กล่าวว่า “ตั้งแต่ปลายฤดูหนาวจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมีมาตรการที่ช่วยให้รายได้จริงของครัวเรือนดีขึ้น ดังนั้นในครึ่งแรกของปีหน้า มาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุงการบริโภคได้อย่างมีนัยสำคัญ”
อ้างอิง : www.reuters.com