โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลูกไฟปริศนาสว่างวาบหลายจังหวัดตอนบนของไทย! อาจเป็นดาวตกชนิดระเบิด (Bolide)

SPACEMAN

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 21.57 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2568 เวลา 14.56 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

ในช่วงเย็นวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ผู้คนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานของปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อมีลูกไฟขนาดใหญ่สว่างวาบข้ามท้องฟ้า สร้างความประหลาดใจและคำถามมากมาย เบื้องต้นนักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าวัตถุท้องฟ้าดังกล่าวคือ "ดาวตกชนิดระเบิด" (Bolide) ซึ่งเป็นดาวตกที่มีความสว่างเป็นพิเศษ แม้จะมีความสว่างมาก แต่ก็ไม่มีรายงานความเสียหายหรืออันตรายใด ๆ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับยานอวกาศจากภารกิจใด ๆ

ลักษณะและการปรากฏของลูกไฟเหนือฟากฟ้า

ปรากฏการณ์ดังกล่าวถูกรายงานเมื่อเวลาประมาณ 17:07 น. โดยมีการพบเห็นอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา และน่าน จากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย นักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่าลูกไฟนี้คือ ดาวตกชนิดระเบิด (Bolide) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกดาวตกที่มีความสว่างมากเป็นพิเศษ (Bright Meteor) และมักจะเริ่มลุกไหม้และสว่างจ้าในระดับความสูงประมาณ 80 ถึง 120 กิโลเมตร เหนือพื้นผิวโลก ด้วยความสูงและขนาดดังกล่าวทำให้สามารถสังเกตเห็นได้จากพื้นที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในบริเวณภาคเหนือตอนบน

ดาวตกเกิดขึ้นเมื่อ "สะเก็ดดาว" (Meteoroid) ซึ่งเป็นเศษหินหรือโลหะขนาดเล็กจากอวกาศโคจรเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกด้วยความเร็วสูง และเกิดการเสียดสีกับโมเลกุลอากาศจนเกิดการลุกไหม้เป็นแสงสว่างวาบที่เราเรียกว่า "ดาวตก" หรือ "ผีพุ่งไต้" (Meteor) ส่วนดาวตกชนิดระเบิดนั้นเกิดจากสะเก็ดดาวที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ

ประเด็นที่หลายคนสงสัยคือ ลูกไฟนี้เกี่ยวข้องกับการกลับสู่โลกของยานอวกาศหรือไม่?

  • ภารกิจเสินโจว-20 (Shenzhou 20)
    มีการยืนยันว่าลูกไฟนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับยานบรรทุกนักบินอวกาศจากสถานีอวกาศเทียนกงของจีนแต่อย่างใด เนื่องจากยานในภารกิจเสินโจว-20 ได้เดินทางถึงพื้นผิวโลกบริเวณมองโกเลียใน ทางตอนเหนือของจีนแล้วเมื่อเวลา 15:30 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าการปรากฏของลูกไฟดวงนี้
  • ฝนดาวตกประจำเดือนพฤศจิกายน
    นักดาราศาสตร์ได้ตรวจสอบข้อมูลฝนดาวตกที่เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน เช่น ฝนดาวตกชุดลีโอนิดส์ (Leonids) ทอริดส์ (Taurids) และ โอไรออนิดส์เดือนพฤศจิกายน (November Orionids) แล้วไม่สามารถระบุได้ว่า ดาวตกชนิดระเบิดดวงนี้สัมพันธ์กับสายธารสะเก็ดดาวของฝนดาวตกชุดใด ๆ เนื่องจากกลุ่มดาวที่เป็นศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตกเหล่านั้นยังไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการสังเกตในประเทศไทย ณ ช่วงเวลาดังกล่าว

ดังนั้น จึงเป็นไปได้สูงว่าลูกไฟนี้คือสะเก็ดดาวที่โคจรเข้ามายังโลกโดยอิสระ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

แม้ว่าดาวตกชนิดระเบิดนี้จะไม่ใช่ "วัตถุใกล้โลก" (Near-Earth Object: NEO) ที่ถูกเฝ้าระวัง แต่การตกของวัตถุจากอวกาศสู่โลกนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน

นักดาราศาสตร์มีการประเมินว่ามีสะเก็ดดาวตกลงสู่โลกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 48.5 ตันต่อวัน อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่จะเผาไหม้จนหมดสิ้นไปในชั้นบรรยากาศ และหากมีเศษชิ้นส่วนเหลือรอดมาถึงพื้นผิวโลกในรูปของ "อุกกาบาต" (Meteorite) โอกาสที่จะตกลงในมหาสมุทรหรือพื้นที่รกร้างนั้นสูงกว่าพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาก

องค์การนาซา (NASA) โดยศูนย์การศึกษาวัตถุใกล้โลก (CNEOS) ยังคงทำการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลของวัตถุใกล้โลกอย่างต่อเนื่อง ข้อมูล ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 แสดงให้เห็นว่า

  • มีการตรวจพบดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกแล้วเกือบ 40,000 ดวง
  • วัตถุขนาดใหญ่ (ใหญ่กว่า 1 กิโลเมตร) ที่เป็นภัยคุกคามหลักต่อโลกนั้น ถูกตรวจพบเกือบหมดแล้วและมีการคำนวณวงโคจรยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงต่อการพุ่งชนในอนาคตอันใกล้
  • วัตถุขนาดเล็กที่มีขนาดเพียงไม่กี่เมตรนั้นเป็นกลุ่มที่ยังตรวจพบได้ไม่หมด เนื่องจากขนาดที่เล็กและความห่างไกลในระดับล้านกิโลเมตร แต่การพัฒนาทางเทคโนโลยี เช่น กล้องโทรทรรศน์และระบบคำนวณวงโคจร กำลังช่วยให้นักดาราศาสตร์ตรวจพบวัตถุเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

การปรากฏของดาวตกชนิดระเบิดในครั้งนี้จึงเป็นเพียงหนึ่งในหลักฐานของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลกกับเศษชิ้นส่วนในระบบสุริยะ และยังย้ำเตือนถึงความสำคัญของการเฝ้าระวังและศึกษาวัตถุอวกาศเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง

อ้างอิงข้อมูลจาก: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...