โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'คิวบา'ศัตรูของสหรัฐฯ ที่ยืดหยัดยาวนานที่สุดจะล่มสลายหรือไม่เมื่อไร้เวเนซุเอลาเป็นที่พึ่ง?

The Better

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 07.30 น. • THE BETTER

จากการรายงานของสำนักข่าว AFP ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันที่ 4 มกราคมตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ (หรือวันที่ 5 มกราคมตามเวลาไทย) ว่า คิวบา "พร้อมที่จะล่มสลาย" หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมผู้นำของเวเนซุเอลาซึ่งเป็นพันธมิตรของคิวบาได้สำเร็จ พร้อมทั้งลดความสำคัญของความจำเป็นในการใช้ปฏิบัติการทางทหารใดๆ ของสหรัฐฯ ในคิวบา

"คิวบาพร้อมที่จะล่มสลายแล้ว" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยกล่าวว่าฮาวานาคงยากที่จะ "ต้านทาน" ได้หากไม่ได้รับน้ำมันจากเวเนซุเอลาซึ่งได้รับการอุดหนุนอย่างหนัก

"ผมไม่คิดว่าเราจำเป็นต้องดำเนินการใดๆ ดูเหมือนว่าคิวบากำลังจะล่มสลายแล้ว"

แต่ทำไมคิวบาถึงจะต้องล่มสลาย?

คิวบาถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรไม่ให้ธุรกิจและพลเมืองของสหรัฐฯ ทำการค้าหรือพาณิชย์กับผลประโยชน์ของคิวบามาตั้งแต่ปี 1960 ความสัมพันธ์ทางการทูตในปัจจุบันเย็นชา อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่อคิวบานั้นครอบคลุมและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจคิวบา นับเป็นการคว่ำบาตรทางการค้าที่ยืดเยื้อที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่

เหตุมาจากการปฏิวัติคิวบาที่โค่นล้มระบอบที่การปกครองที่เป็นบริวารของสหรัฐฯ และเปลี่ยนมาเป็นระบอบสังคมนิยม นำไปสู่การโอนกิจการเป็นของรัฐและสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้มีการยึดทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของอเมริกา รวมถึงโรงกลั่นน้ำมัน สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการคว่ำบาตรการค้ากับคิวบาอย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธต่อคิวบาครั้งแรกในปี 1958 โดยมุ่งเป้าไปที่ภาคพลังงานและเกษตรกรรมในปี 1960 ยกเว้นอาหารและยา

ต่อมาเกิดวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบาปี 1962 ซึ่งส่งผลให้สหรัฐฯ ปิดล้อมเกาะคิวบาอย่างเต็มรูปแบบ และหลังวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา สหรัฐฯ ได้กำหนดข้อจำกัดการเดินทางไปคิวบา และมีการออกกฎระเบียบควบคุมทรัพย์สินของคิวบา เพื่อตอบโต้การที่คิวบารับฝากอาวุธนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียต อันเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อสหรัฐฯ มาตรการเหล่านี้ได้อายัดทรัพย์สินของคิวบาในสหรัฐฯ และเสริมสร้างข้อจำกัดที่มีอยู่เดิมให้เข้มงวดขึ้น

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการคว่ำบาตรทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อคิวบานั้นครอบคลุมและส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจคิวบา สหประชาชาติประเมินในปี 2023 ว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมต่อเศรษฐกิจคิวบามีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ รายงานของสำนักข่าว Al Jazeera ในปี 2015 ประเมินว่าการคว่ำบาตรทำให้เศรษฐกิจคิวบาเสียหาย 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 55 ปีนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ เมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อแล้ว รัฐบาลคิวบาประเมินค่าเสียหายในปี 2018 ว่าอยู่ที่ประมาณ 9.33 แสนล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการคว่ำบาตร

ตลอดช่วงสงครามเย็น คิวบาได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและพันธมิตรสังคมนิยม แต่ในปี 1989 เมื่อกลุ่มประเทศโซเวียตล่มสลาย คิวบาประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุด ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของคิวบาลดลงถึง 34% และการค้าระหว่างประเทศนอกเหนือจากสภาความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจร่วมกัน (CMEA องค์กรเศรษฐกิจภายใต้การนำของสหภาพโซเวียต ซึ่งประกอบด้วยประเทศในยุโรปตะวันออก รวมถึงรัฐสังคมนิยมอีกจำนวนหนึ่งในส่วนอื่นๆ ของโลก) ลดลงถึง 56% ระหว่างปี 1989 ถึง 1992 การยุติความร่วมมือทางการค้ากับกลุ่มประเทศโซเวียตทำให้มูลค่าการส่งออกรวมของคิวบาลดลง 61% และการนำเข้าลดลงประมาณ 72%

สหรัฐฯ ยังขู่ว่าจะระงับความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศอื่น ๆ หากประเทศเหล่านั้นทำการค้าสินค้าที่ไม่ใช่อาหารกับคิวบา ความพยายามของสหรัฐฯ ในการทำเช่นนั้นถูกประณามอย่างรุนแรงจากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าเป็นมาตรการนอกอาณาเขตที่ขัดต่อ "หลักความเสมอภาคทางอธิปไตยของรัฐ การไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐ และเสรีภาพในการค้าและการเดินเรือ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดำเนินกิจการระหว่างประเทศ"

อย่างไรก็ตาม คิวบาได้รับการสนับสนุนจากเวเนซุเอลา โดยเฉพาะจากในสมัยของประธานาธิบดี อูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายซ้าย ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อคิวบาโดยเรียกมันว่า "เรื่องตลกใหญ่โต" และต่อมากล่าวว่า "จักรวรรดิสหรัฐฯ ยังคงเฟื่องฟูและคุกคามเราอยู่" ทั้งนี้ ในปี 1999 ชาเวซ ได้สร้างพันธมิตรที่สำคัญกับฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบา และมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่สำคัญกับคิวบานับตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งในปี 1999 หลังจากนั้นคิวบาก็พึ่งพาน้ำมันจากเวเนซุเอลาอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วที่สหรัฐฯ ทำการส่งกองเรือไปปิดล้อมเวเนซุเอลา และทำการโจมตีเรือที่กล่าวหาว่าเป็นเรือค้ายา ทั้งๆ ที่เรือเหล่านั้นอาจเป็นแค่เรือค้าน้ำมันที่หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร มาตรการเหล่านี้ทำให้คิวบาเข้าถึงน้ำมันได้ยาก เพราะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ต้องการตัดเส้นทางการเข้าถึงน้ำมันของคิวบาเพื่อสร้างความเสียหายอย่างเด็ดขาดต่อรัฐบาลคิวบา และเรื่องนี้ทำให้กระทรวงการต่างประเทศของคิวบาออกแถลงการณ์โดยระบุว่า

“การกระทำที่เป็นโจรสลัดและการก่อการร้ายทางทะเลนี้…แสดงให้เห็นถึงการยกระดับความตึงเครียดของสหรัฐฯ ต่อสิทธิอันชอบธรรมของเวเนซุเอลาในการใช้และค้าขายทรัพยากรธรรมชาติกับประเทศอื่นๆ อย่างเสรี รวมถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งไปยังคิวบา…การกระทำเช่นนี้ส่งผลกระทบในทางลบต่อคิวบา และเป็นการเร่งนโยบายกดดันและบีบคั้นทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบพลังงานของประเทศ และส่งผลต่อชีวิตประจำวันของประชาชนของเราในที่สุด”

สถานการณ์เศรษฐกิจในคิวบาตอนนี้ย่ำแย่อย่างมาก ในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 11 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์คิวบา ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม มิเกล ดิอาซ-กาเนล เลขาธิการคนแรกและประธานาธิบดีคิวบา ได้กล่าวเน้นย้ำเป็นพิเศษว่า "โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งส่งโจรสลัดของเขาขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันของเวเนซุเอลา ยึดสินค้าอย่างหน้าด้านราวกับโจรขโมย นี่เป็นเหตุการณ์ล่าสุดในชุดการโจมตีเรือเล็กและใช้ศาลเตี้ยนอกกระบวนการยุติธรรมที่น่าตกใจสังหารผู้คนกว่า 80 คน”

เขายังกล่าวถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจของคิวบาว่า "เมื่อสิ้นสุดไตรมาสที่สาม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงมากกว่า 4% อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น เศรษฐกิจเป็นอัมพาตบางส่วน การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนอยู่ในภาวะวิกฤต ราคาสินค้ายังคงสูง การส่งมอบอาหารปันส่วนไม่เป็นไปตามกำหนด และผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปอย่างมากจากผลกระทบของพายุเฮอริเคนเมลิสซา…"

ผลกระทบของการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางเศษรฐกิจของสหรัฐฯ ต่อประชาชนคิวบานั้นหนักหน่วงมาก เพราะทำให้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์และสบู่ ซึ่งส่งผลให้เกิดวิกฤตทางการแพทย์หลายครั้งและโรคติดต่อเพิ่มสูงขึ้น และมีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าภาวะขาดสารอาหารและโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากราคาอาหารและยาที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อผู้ชายและผู้สูงอายุเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบการปันส่วนของคิวบาที่ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้หญิงและเด็ก

หลังจากที่เวเนซุเอลาถูโจมตีและประธานาธิบดีถูกจับตัวไป คิวบาต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ นอกจากนี้ยังมีข่าวร้ายจาก ทรัมป์ ว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวคิวบาจำนวนมากของนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา เสียชีวิตในปฏิบัติการของสหรัฐฯ เพื่อจับกุมตัวเขา โดยเขาเผยว่า “คุณรู้ไหม ชาวคิวบาจำนวนมากเสียชีวิตเมื่อวานนี้” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยกล่าวว่า “น่าเสียดายที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในฝั่งตรงข้าม” ในเวลาต่อมาคิวบายืนยันว่ามีคนของตนเสียชีวิต 32 รายจากการรายงานของ AFP

แม้จะเผชิญกับการคว่ำบาตรและการโจมตีเวเนซุเอลา ประธานาธิบดีคิวบาคิวบาก็ยังปลุกระดมว่า “เราเป็นลูกหลานของประชาชนที่ทำการปฏิวัติห่างจากมหาอำนาจจักรวรรดินิยมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเพียง 90 ไมล์ และได้ปกป้องการปฏิวัตินั้นมาได้สำเร็จนานกว่าหกทศวรรษ… มีเพียงประชาชนผู้กล้าหาญที่ปกป้องการปฏิวัติ และมีแบบอย่างจากประวัติศาสตร์ของการปฏิวัตินั้นเท่านั้น ที่สามารถอดทนต่อสิ่งที่เราได้ประสบมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้”

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ชาวคิวบาถือธงชาติเวเนซุเอลาและคิวบาในระหว่างการชุมนุมเพื่อสนับสนุนผู้นำเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร ในกรุงฮาวานา เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมตัวเขาได้ (Photo by ADALBERTO ROQUE / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...