โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หนักจริง! ปีนี้ไทยเจอพายุ 7 ลูก ฝนตกหนักยันต้นฤดูหนาว

The Bangkok Insight

อัพเดต 21 พ.ย. 2568 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2568 เวลา 07.21 น. • The Bangkok Insight

สทนช. เผยปี 2568 ไทยเผชิญฝนตกหนักลากยาวถึงต้นฤดูหนาว จากพายุ 7 ลูกใช้เขื่อนเป็นกลไกช่วยหน่วงน้ำช่วงเกิดพายุ เร่งคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัย พร้อมวางแผนระบายน้ำทั้งปีอย่างสมดุลต่อเนื่อง

นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ในปี 2568 พี่น้องประชาชนหลายจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ยาวนานกว่าปกติ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต บ้านเรือน และทรัพย์สิน ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบและให้ระดับน้ำกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ในปีนี้ แม้ว่าหน่วยงานได้มีการเตรียมพร้อมระบายน้ำจากเขื่อนใหญ่ล่วงหน้าตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 โดยปรับเป้าหมายให้เขื่อนมีปริมาณน้ำในช่วงสิ้นสุดฤดูฝน 80% ของความจุเก็บกัก จากเป้าหมายเดิมที่มุ่งเก็บน้ำให้เต็มความจุ เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มช่องว่างรองรับน้ำของเขื่อนให้มากขึ้น และยังคงมีการทยอยระบายน้ำในช่วงระหว่างฤดูอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศแปรปรวนในปีนี้ ทำให้ไทยได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากพายุถึง 6 ลูก ได้แก่ พายุวิภา คาจิกิ หนองฟ้า ตาปะฮ์ รากาซา และบัวลอย ส่งผลให้ร่องความกดอากาศและหย่อมความกดอากาศต่ำมีกำลังแรง ทำให้มีปริมาณฝนตกเป็นจำนวนมากตลอดฤดู และมีน้ำไหลเข้าสะสมในเขื่อนอย่างต่อเนื่อง

ประกอบกับการระบายน้ำของเขื่อนจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์ท้ายน้ำควบคู่กันไป ในหลายช่วงเวลาจึงจำเป็นต้องมีการลดการระบายน้ำเพื่อช่วยหน่วงน้ำไว้ในเขื่อน ไม่ให้ไหลไปสมทบในพื้นที่ที่มีระดับน้ำสูงอยู่แล้ว ทำให้เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งมีปริมาณน้ำจำนวนมากในช่วงปลายฤดูฝน โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลที่ต้องระบายน้ำในอัตรา 30 - 55 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวัน เพื่อรักษาความมั่นคงของเขื่อนและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ

ในส่วนของเขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังคงสามารถรักษาอัตราการระบายอย่างคงที่ เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยน้ำจากเขื่อนในพื้นที่ตอนบนของประเทศ คิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของน้ำท่าที่ไหลจากเขื่อนเจ้าพระยา

ขณะเดียวกัน ช่วงปลายเดือนต.ค.ซึ่งปกติปริมาณน้ำจะเริ่มลดลง แต่ปีนี้กลับมีฝนตกหนักต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 31 ต.ค.- 9 พ.ย. ซึ่งถือเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูฝนแล้ว ยังมีพายุคัลแมกีเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง ทำให้ปริมาณฝนเดือนพ.ย.สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอีกครั้ง สูงสุดถึง 2,900 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งสูงกว่าจุดวิกฤต ที่ 2,730 ลบ.ม. ต่อวินาที เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดด้านท้ายเขื่อน เช่น จังหวัดชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมถึงพื้นที่ลุ่มต่ำสองฝั่งแม่น้ำ

ขณะนี้ ทุกหน่วยงานยังคงเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มที่ โดยได้ปรับลดการระบายน้ำเขื่อนภูมิพล และทยอยลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาลงตามลำดับ พร้อมทั้งระดมสรรพกำลังในการแก้ไขปัญหาอุทกภัย เพื่อให้สามารถเข้าฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้โดยเร็วที่สุด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...