“ความจนมันน่ากลัว ให้ผมรับไว้คนเดียว” ครูนัท เปิดใจทั้งน้ำตา หลังเรื่องราวความเสียสละถูกส่งต่อทั่วโซเชียล
“ความจนมันน่ากลัว ให้ผมรับไว้คนเดียว” ครูนัท เปิดใจทั้งน้ำตา หลังเรื่องราวความเสียสละถูกส่งต่อทั่วโซเชียล เผย ไม่อยากให้เด็กๆ ต้องโตโดยไม่รู้จักคำว่าโอกาส
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “อาร์ต เล่าบอล” ได้เผยแพร่เรื่องราวของครูนัท หรือโค้ชนัท ครูผู้ฝึกสอนฟุตบอลของโรงเรียนบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ทุ่มเทดูแลนักฟุตบอลตลอดระยะเวลา 5 ปี แม้มีเงินเดือนเพียง 10,000 บาท แต่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายดูแลเด็ก ๆ ทั้งด้านการกินอยู่ การเรียน และการฝึกซ้อม โดยไม่เคยทอดทิ้งลูกศิษย์แม้สักครั้ง ทำให้เรื่องราวดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกแชร์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์
เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว วันที่ 20 พ.ย.2568 ที่ โรงเรียนบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา นายสุทธิพงศ์ โพธิรังสกุล หรือครูนัท เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ว่า ตนได้สอนโรงเรียนนี้มา5ปีแล้ว และเลือกเริ่มทำกีฬาทันที เพราะมองเห็นเด็กในชุมชนเป็นเด็กที่ไม่ได้รับโอกาสมากนัก
เช่นเดียวกับตัวเองที่เติบโตมาจากโรงเรียนบางบาล จึงเข้าใจดีว่าความจนมันน่ากลัวเพียงใด และไม่อยากให้เด็กๆ ต้องเติบโตโดยไม่รู้จักคำว่า “โอกาส” ตนโตจากตรงนี้ ตนรู้ว่าความจนมันกัดกินเด็กได้ยังไง ตนเลยอยากเป็นคนกันเขาออกไว้ให้ได้มากที่สุด
และช่วงนี้ที่หลายคนเริ่มพูดถึงเรื่องฟุตบอล ทำให้เรื่องของครูนัทถูกพูดถึงมากขึ้น ตนบอกว่า จริงๆ แล้วพยายามสื่อสารมาตลอด แต่ด้วยความที่โรงเรียนเป็นโรงเรียนชนบท ไม่มีฐานคนติดตามมากนัก จึงไม่เคยมีใครเห็น แต่ความจริงที่คนไม่เคยรู้คือ ทุกสัปดาห์ในวันเสาร์–อาทิตย์ ตนต้องพาเด็กๆ ไปรับจ้างตัดหญ้าสนามฟุตบอล ทำเส้นสนาม หรืองานทั่วไปที่พอจะได้เงินมาหมุนในทีม เพราะเงินเดือนตัวเองไม่พอและไม่อยากให้เด็กต้องลำบากเรื่องค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ หรือค่าอาหาร
ซึ่งหลายคนมองว่าบางครั้งก็รู้ว่ามันเกินกว่าหน้าที่ครู แต่ตนไม่อยากปล่อยเด็กไว้กลางทาง เขามีฝัน เขามีความหวัง ตนอยากให้เขาได้ไปถึงตรงนั้นให้ได้ แม้กระทั่งของมีค่าที่เคยมี ทั้งแหวน สร้อย หรือรถ ตนยอมขายเพื่อนำเงินมาดูแลเด็กในทีม หลายคนถามว่าทำไมต้องยอมถึงขั้นนี้ ซึ่งครูนัทตอบเพียงว่า
“ผมไม่อยากให้เด็กต้องอยู่ในสภาพที่ผมเคยอยู่”
ปัจจุบันทีมฟุตบอลของโรงเรียนไม่มีสนามฝึกซ้อมเป็นของตัวเอง เนื่องจากน้ำท่วมและสนามในโรงเรียนไม่ได้มาตรฐานไม่สามารถทำให้เด็กซ้อมได้อย่างมีคุณภาพ ต้องอาศัยสนามสโมสรไทยถาวรรุ่งโรจน์ในการซ้อมทุกวัน โดยใช้รถของลุงข้างบ้านช่วยบ้าง และบางครั้งตนต้องขับรถของตัวเองพาเด็กๆ ไปซ้อม พร้อมออกค่าน้ำมันเองทั้งหมด เพราะเป็นเวลานอกราชการ ไม่สามารถใช้รถโรงเรียนได้
ครูนัท เปิดใจทั้งน้ำตา หลังเรื่องราวความเสียสละถูกส่งต่อทั่วโซเชียล
อีกหนึ่งเรื่องที่ตนเก็บไว้ในใจ คือเสียงวิจารณ์จากคนบางกลุ่มในชุมชน ที่กล่าวหาตนว่ามัวแต่ดูแลเด็กคนอื่น แต่ละเลยพ่อแม่ตัวเอง ทำให้ตนต้อใขับรถไปหาแม่ถึงบ้านเพื่อขอโทษ แต่แม่กลับยิ้มแล้วบอกว่า “ลูกทำดีแล้ว ทำให้เต็มที่ แม่เข้าใจ” ทำให้ครูนัทรู้ว่าอย่างน้อยในบ้านก็ยังมีคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนทำอยู่ ความสุขของตนไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคาร แต่มันอยู่ในเวลาที่เห็นเด็กกินอิ่ม นอนอุ่น และได้เดินตามฝัน
ครูนัท เล่าอีกว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา การมีเงินในบัญชีเกิน 10,000 บาทเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น แต่ตนกลับเชื่อว่า ความสุขบางอย่าง มันใหญ่กว่าเงิน เพราะชีวิตของเด็กหลายคนในทีมต้องเจอปัญหาหนักในครอบครัว และฟุตบอลคือประตูบานเดียวที่นำพาพวกเขาออกไปเจออนาคตที่ดีกว่า
หลายครั้งเด็กไม่มีเงินไปโรงเรียน ครูนัทต้องทำกับข้าวให้ ให้เงินติดตัว หรือซื้อน้ำดื่มให้เพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าเด็กขาดแคลน ส่วนการแข่งขันระดับจังหวัดและระดับประเทศ ตนต้องหาผู้ใหญ่ใจดีมาช่วยออกค่าใช้จ่าย เพื่อให้เด็กได้ออกไปเห็นโลกภายนอก
ทั้งนี้ แม้หลายคนจะสงสารความลำบากของตน แต่ตนยืนยันว่าตนไม่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อตัวเองแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่อยากได้คือสนามฟุตบอลที่เด็กจะได้ใช้ซ้อมอย่างปลอดภัย อุปกรณ์ฟุตบอลที่มีคุณภาพ โอกาสให้เด็กได้เรียนดีๆ ผ่านโควต้านักกีฬา และ คนที่มาช่วยผลักดันเด็กชนบทให้ได้เห็นโลกกว้าง ตนยังบอกอีกว่า ยังมีอีกหลายรุ่นที่กำลังรอให้ตนส่งไปถึงฝั่ง ตนไม่อยากทิ้งใครไว้กลางทาง ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน ตนจะเดินไปกับเขา
อ่าน น่าเห็นใจ ทีมบอลโรงเรียนบางบาล ครูนัทดูแลนักเตะ 7 ชีวิตด้วยเงินเดือน1หมื่น ท่ามกลางน้ำท่วม-สนามพัง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ความจนมันน่ากลัว ให้ผมรับไว้คนเดียว” ครูนัท เปิดใจทั้งน้ำตา หลังเรื่องราวความเสียสละถูกส่งต่อทั่วโซเชียล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th