โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ภาคประชาชนชี้ FTA ไทย-อียู ทำเหล้านอก ทะลักเข้าไทย 100-300% ราคาถูกลง 20-25% เพิ่มนักดื่มหน้าใหม่ จี้รัฐคุมเข้มแบบเวียดนาม ดันเก็บภาษีมากขึ้นอีก 65% เป็น 90% เพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย

BTimes

อัพเดต 13 พ.ย. 2568 เวลา 13.22 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2568 เวลา 03.35 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเมาไม่ขับ มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว มูลนิธิชีววิถี มูลนิหญิงชายก้าวไกล พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน จัดเวทีสาธารณะ เรื่อง ผลกระทบและข้อเสนอภาคประชาชนต่อการเจรจาการค้า FTA Thai - EU กรณีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมจัดแสดงละครสั้น ชุด "ยักษ์น้ำเมาอียู" โดยเครือข่ายละครเฉพาะกิจเธียเตอร์ สะท้อนการเข้ามาของทุนน้ำเมาอียู ที่เข้ามาสร้างผลกระทบต่อสังคมไทยในวงกว้าง

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่ามูลนิธิชีววิถีร่วมกับนักวิชาการจากหลายสถาบันทำการศึกษาผลกระทบจากการลงนามในความตกลง FTA กับอียูโดยหลายประเทศ เช่น เอกวาดอร์ โคลอมเบีย เปรู และเกาหลีใต้ พบว่ายุโรปมีความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์มาก โดยมีความหลากหลายของแบรนด์เยอะมาก มีสุราประมาณ 30,000 ยี่ห้อ ไวน์ 70,000 ยี่ห้อ เบียร์และคราฟท์เบียร์กว่า 100,000 ยี่ห้อ ยุโรปครองส่วนแบ่งการส่งออกแอลกอฮอล์มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก การลดภาษีเป็นศูนย์ทำให้เบียร์และเหล้าจากยุโรปถูกลง 20-25% ก่อให้เกิดผลกระทบ 2 ด้านคือ 1. ผู้ผลิตรายย่อยในแต่ละประเทศไม่สามารถแข่งขันได้ 2.การไหลทะลักของผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์จากยุโรปมากขึ้น 100-300% ซึ่งส่งผลให้ตัวเลขการนำเข้ารวมเพิ่มขึ้น 30-100% ภายใน 7-10 ปี และแน่นอนว่ากระตุ้นให้เกิดการดื่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ ซึ่งประเทศไทยต้องเรียนรู้ว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรหากเจรจากับอียู

ด้าน นายแพทย์นิพนธ์ ชินานนท์เวช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน เพราะ FTA เราต้องมาดูว่าจะมีการลดภาษีนำเข้าหรือภาษีสรรพสามิตที่เก็บในพื้นที่ เพราะถ้าเป็นภาษีนำเข้าจะเป็นในส่วนของศุลกากร ส่วนใหญ่ไม่เป็นการกีดกัน แต่ถ้าเข้ามาแล้วยังเก็บภาษีในอัตราของสรรพสามิต ซึ่งจะมีทั้งภาษีเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์และภาษีมูลค่าแอลกอฮอล์ ตนจึงเห็นว่า เดิมทางสรรพสามิตยืดหยุ่นให้โดยมีการลดภาษีไวน์เนื่องจากยังมีการเก็บภาษีศุลกากรสูง ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเห็นแล้วว่าพอลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับศุลกากรขาเข้าทำให้เริ่มมีไวน์ราคาถูกเข้ามาขาย ทำให้ผู้ผลิตไวน์ในประเทศมีปัญหาคู่แข่ง ที่สำคัญอาจจะกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น จากที่เคยดูอัตราการเก็บภาษี ที่สรรพสามิตส่งตัวเลขให้มาที่เราเพื่อมาคำนวณอัตราการบริโภคพบว่ายอดเก็บภาษีต่อลิตรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหมายถึงมีการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ในส่วนการเจรจาการค้าเสรีนั้นต้อง ไปดูในรายละเอียดว่าเขาว่าอย่างไรบ้างซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่เห็นรายละเอียด

"อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผลิตในประเทศไทย หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศ เมื่อเข้ามาในประเทศไทย กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ที่เพิ่งออกมา ทั้งเรื่องการขาย การดื่ม การห้ามโฆษณาต่างๆ แต่ที่ยังต่างกันอยู่คือเรื่องของฉลาก ซึ่งเป็นข้อพิพาทมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปออกหรือเขียนข้อกฎหมาย ขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อกำกับเฉพาะผลิตภัณฑ์ จากต่างประเทศอาจจะมีปัญหาเรื่องการกีดกัน ก็จะมีปัญหาโดนฟ้องร้องอีก แต่มาตรการหลังบริโภคแล้ว จะมีมาตรการอะไรควบคุมไม่ให้เกิดการดื่มเกินพอดี ซึ่งต้องควบคุมให้เป็นมาตรฐานเดียวไม่ว่าจะเป็น FTA หรือไม่ก็ตาม จะต้องทำให้ไม่เกิดการบริโภคจนกระทั่งกลายเป็นภาระหรือปัญหาตามมา" นายแพทย์นิพนธ์กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ กล่าวว่า ข้อกังวลที่สำคัญหากรัฐบาลไทยยอมตกลงตามเงื่อนไขของ Thailand-EU FTA จะทำให้เหล้า เบียร์ ไวน์ รวมถึงผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ ใหม่ๆ ที่มีราคาถูกลงจะทะลักเข้าสู่ตลาดไทยมากขึ้น จะเป็นตัวดึงดูดให้นักดื่มมาลองดื่มตามกระแส ในขณะที่ พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ 8 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการผ่อนคลายให้มีการประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้มากกว่าเดิม จึงยิ่งกังวลว่าจะทำให้มีนักดื่มเพิ่มขึ้นในประเทศไทย และนำไปสู่ผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมไทยมากขึ้น และกระทบกับเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายย่อยในประเทศไทย ได้รับผลกระทบ ไม่เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลพยายามจะส่งเสริมลดการผูกขาด ธุรกิจแอลกอฮอล์ในประเทศไทยได้

รศ.ดร.นพ.อุดมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 แม้มีการผ่อนคลายมาตรการลงบ้างในการแก้ไข พ.ร.บ. ครั้งล่าสุด แต่ในภาพรวมถือว่ายังมีมาตรการที่เข้มข้น มีการควบคุมทั้งฉลาก คำเตือน วิธีการขาย สถานที่และเวลาขาย ควบคุมการทำโฆษณาและการตลาด เพื่อป้องกันและควบคุมผลกระทบต่อสังคมและสุขภาพจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ในมุมมองของการเจรจาทางการค้า กฎหมายลักษณะนี้มักถูกตีความเป็นอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade) ซึ่งการเจรจาเพื่อตกลง FTA อาจมีการกำหนดให้รัฐบาลไทยลดมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงจากเดิมไป ที่น่ากังวล คือ การกำหนดรายละเอียดมาตรการควบคุมต่างๆ ผ่านการออกกฎหมายลูก ซึ่งเป็นการใช้อำนาจภายใต้องคาพยพของฝ่ายบริหารเป็นหลักซึ่งหมายถึงว่า รัฐบาลสามารถแก้ไขได้ง่าย การผ่อนคลายมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลงภายใต้ข้อตกลง FTA ก็จะนำไปสู่ผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมที่มากขึ้นตามมา

นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ปัญหาผลกระทบจากการเจรจาการค้าเสรีหรือ FTA ไทย-EU จะส่งผลกระทบจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย เพราะจะซ้ำเติมการผ่อนปรนมาตรการในการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 8 พ.ย. 2568 เช่น การโฆษณาก็สามารถทำได้มากขึ้นกว่าเดิมภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายลูก สามารถให้ขายดื่มในสถานที่ราชการได้ โดยขออนุญาตเป็นครั้งคราว การขายโดยเครื่องอัตโนมัติที่ยืนยันตัวตนผู้ซื้อ เป็นต้น และเมื่อมาเจอประเด็นที่ 2 คือ FTA จึงกลายเป็นขนมจีนผสมน้ำยา เพราะ FTA จะทำให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ราคาถูกลง ก็จะทำให้ปัญหาเรื่องการบริโภค เรื่องสุขภาพ อุบัติเหตุตามมาแน่นอน

"ถ้ารัฐบาลมีนโยบายให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวเจริญ เมื่อมีการแก้ พ.ร.บ.ไปแล้วหรือมีการตกลง FTA จากนี้ก็ต้องมีมาตรการควบคุม เช่น บทลงโทษการเมาแล้วขับต้องหนักขึ้นหรือไม่ เหมือนประเทศยุโรป ที่เขาสามารถกินดื่มได้อย่างเสรี แต่มีมาตรการคุมเข้ม ถ้าละเมิดกฎหมายขายให้เด็ก ขายให้คนที่เมาแล้วสถานประกอบการจะต้องรับผิดชอบอย่างไร ถ้าเมาแล้วขับไปชนคนเจ็บจะต้องถูกลงโทษอย่างไร ก็จะทำให้คนกลัวและเคารพกติกา หรือที่สิงคโปร์ เวียดนาม เกาหลี นักดื่มก็ไม่แพ้ไทยแต่เขามีกฎหมายคุมเข้ม เช่นเกาหลีสื่อสารผ่านละครต่างๆ ก็มีฉากการดื่ม แต่จะเห็นว่าคนที่ดื่มไม่มีการขับรถเด็ดขาด ซึ่งสะท้อนมาจากวิถีชีวิตจริงๆ ของเขา แต่ของเราไม่มีแบบนี้พอดื่มเสร็จก็ขับความรับผิดชอบต่อตัวเองไม่มี ความรับผิดชอบต่อสังคมก็ไม่มี แถมยังมีระบบคอร์รัปชั่น ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือพรรคพวก เลยทำให้คนไม่กลัวกฎหมาย ดังนั้นเมื่อคุณแก้กฎหมาย เสรีมากขึ้นแถมยังมี FTA ทำให้แอลกอฮอล์ราคาถูกลง แล้วยังไม่มีการควบคุมให้เข้ม ปัญหาจะยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ" นายสุรสิทธิ์ กล่าว

Mr. Son Dao Principal Technical Advisor Vital Strategies กล่าวว่าความตกลงการค้าเสรีเวียดนาม–สหภาพยุโรป (EVFTA) ยังไม่อาจประเมินได้อย่างชัดเจนเพราะยังไม่มีผลโดยสมบูรณ์ แต่ข้อมูลบางส่วนแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่การนำเข้าผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น ไวนน์ จากสหภาพยุโรปที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของเวียดนามอาจต้องมีบทบาทมากขึ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้มีมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการใช้แพ็กเกจ SAFER โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ ภาษีสรรพสามิต (Excise tax) โดยเพิ่มภาษีสรรพสามิตผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จาก 65% ในปี 2027 เป็น 90 % ในปี 2031 ซึ่งประเทศไทยอาจใช้แนวทางดังกล่าวควบคู่กับการกำหนดมาตรการอื่นๆ ไปพร้อมกันได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...