โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิพากษ์ฝรั่งเศสมองเหตุความขัดแย้งไทย-กัมพูชา "ไม่ใช่ความผิดของเเจ้าอาณานิคม?"

The Better

อัพเดต 23 ธ.ค. 2568 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2568 เวลา 10.40 น. • THE BETTER

ตั้งแต่ช่วงแรกที่ไทย-กัมพูชาปะทะกันเมื่อกลางปีนี้ เวลาที่จะมีการสาวไส้สาเหตุความขัดแย้ง ทั้งในไทยและต่างประเทศก็มักจะลากยาวไปถึง "เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส" ว่าเป็นตัวการของเรื่องวุ่นวายที่ชายแดน

บ้างก็ว่าฝรั่งเศสทำแผนที่กำกวม บ้างก็ว่าเพราะฝรั่งเศสใช้อำนาจกดขี่ไทยให้ยอมรับการลากเส้นที่ไม่เป็นธณรม บ้างก็เพราะกัมพูชากระซิบบอกนายฝรั่งให้ช่วยเอาดินแดนของไทยมาให้ตน

แต่การกล่าวโทษฝรั่งเศสเป็นแค่ "เครื่องเคียงทางประวัติศาสตร์" ที่ใช้เพื่อลด "ความเผ็ดร้อนของความขัดแย้งในปัจจุบัน" เท่านั้น และมันไม่ใช่สาเหตุหลักๆ

สื่อและนักคิดของฝรั่งเศสก็อ้างบทบาทของตนในอดีตอยู่เหมือนกันเวลาติดตามสงครามไทย-กัมพูชา โดยให้มุมมองที่แหลมคมมากกว่าการกล่าวโทษฝรั่งเศสอย่างเป็นพิธี

และเราควรพูดถึงทัศนะของฝรั่งเศสกันบ้าง ก็เพราะฝรั่งเศสเป็นพวก "ลูกอีช่างคิด" และคิดไม่ค่อยเหมือนพวกนักคิดและนักข่าวในโลก Anglophone (โลกที่ใช้ภาษาอังกฤษ) แม้แต่มุมมองของสงครามและสันติภาพก็ไม่เหมือนพวกอื่นๆ

ฝรั่งเศสเป็นพวกนักคิดนักเขียนและนักปรัชญา และมองอะไรแปลกมุมกว่าคนอื่น แต่ก็ใช่ว่าจะมองได้รอบด้านไปหมด

ดังนั้น ผมอยากจะ "วิเคราะห์ซ้อนวิเคราะห์" งานวิเคราะห์ของนักคิดและนักข่าวในฝรั่งเศสดูบ้าง

สำนักข่าว Radio France เผยแพร่บทสัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้เรื่อง "ต้นกำเนิดของความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา: เหตุใดการหยุดยิงจึงไม่ยั่งยืน" โดยมีการพูดคุยระหว่างผู้ดำเนินรายการของ Radio France กับ ดาวิด กองรูซ์ (David Camroux) นักวิจัยร่วมของศูนย์การศึกษานานาชาติ (CERI) แห่งสถาบันการศึกษารัฐศาสตร์ หรือ Sciences Po

การสัมภาษณ์นี้ยังแนบบทความอธิบายเนื้อหาการพูดคุยไว้ด้วย โดยกล่าวแต่แรกว่า"ข้อพิพาททางดินแดนระหว่างไทยและกัมพูชามีต้นกำเนิดมาจากการกำหนดเขตแดนระหว่างปี 1904 ถึง 1907 และมีรากฐานมาจากมรดกของการล่าอาณานิคม" จากนั้นก็อ้างถึงทัศนะของ ดาวิด กองรูซ์ ที่กล่าวว่า "เส้นแบ่งเขตแดนที่ถูกกำหนดขึ้นระหว่างอินโดจีนของฝรั่งเศสและสยามได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างลึกซึ้ง เหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง และการกลับไปใช้เขตแดนก่อนสงคราม ได้จุดประกายความต้องการที่จะได้ "บ้านเกิดเมืองนอนที่สูญหาย" (patrie perdue) ขึ้นมาอีกครั้ง"

แนวคิดของ ดาวิด กองรูซ์ เรื่อง "บ้านเกิดเมืองนอนที่สูญหาย" นี้ ผมอยากจะวิเคราะห์ว่าน่าจะหมายถึงการที่ไทยต้องการดินแดนกัมพูชาที่ไทยเคยครอบครองมาก่อน เช่น ในช่วงกรณีพิพาทอินโดจีนที่ไทยกลับไปครอบครองศรีโสภณ เสียมราฐ แลพระตะบองอีกครั้ง (หลังจากได้มาในสมัยรัชกาลที่ 1 และเสียไปในรัชกาลที่ 5) ดังที่ กองรูซ์ เอ่ยถึง "เหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่สอง และการกลับไปใช้เขตแดนก่อนสงคราม ได้จุดประกายความต้องการที่จะได้ "บ้านเกิดเมืองนอนที่สูญหาย"

อย่างไรก็ตาม กองรูซ์ คงจะไม่ติดตามความเป็นไปในประเทศไทยอย่างละเอียด ซึ่งหากเขามาแฝงตัวในสังคมไทยนานชักช่วงยี่สิบสามสิบปีที่ผ่านมาจะพบว่ากระแสชาตินิยม (Nationalism) ในไทยนั้นตกต่ำอย่างมาก

พูดง่ายๆ คือคนไทยไม่เพียงรักชาติน้อยลง แต่ยัง "ชังชาติ" มากขึ้น โดยเห็นว่าความรักชาติถูกนำไปใช้ประโยชน์เพื่อหวังผลทางการเมืองในช่วงที่เกิดความแตกแยกทางการเมือง และในโลกวิชาการของไทยยังประโคมแนวคิดเรื่อง "ชาติไม่มีอยู่จริง" โดยสั่งสอนว่าชาติเป็นสิ่งสมมติและพรมแดนก็สมมติขึ้นมา "มนุษย์ควรจะอยู่ร่วมกันฉันภราดรภาพโดยไม่พรมแดนมาขวางกัน" ดังนั้น ช่วงนี้คนไทยจึงพยายาม "รัก" และ "โปร" เพื่อนบ้านอย่างหนัก และตำหนิชาติตัวเองว่าชอบไปกดขี่และดูแคลนชาติอื่น

นอกจากชาตินิยมไทยจะตกต่ำถึงเพียงนั้นแล้ว แนวคิดเรื่องปรารถนาดินแดนเดิม (Irredentism) ของไทยยังไม่มี คือไม่มีความคิดเอาเลยในหมู่ประชาชน (และยิ่งหนักในหมู่นักวิชาการสายไม่ชอบชาติ) ที่จะต้องการดินแดนของไทยคืนมาก่อนยุคล่าอาณานิคม ไม่ว่าจะเป็นดินแดนเพื่อนบ้านใดก็ตาม ตรงกันข้าม ยังมีความคิดของคนไทยบางกลุ่มด้วยซ้ำที่คิดอุตริอยากจะเอาอีสานไปรวมกับลาวบ้าง เอาล้านนาไปรวมกับพม่าบ้าง และเอาสามจังหวัดใต้ให้เป็นรัฐมลายู

ในช่วงนั้นจนถึงก่อนถึงสงครามไทย-กัมพูชาล่าสุด ไทยไม่มีความคิดที่อาลัยอาวรณ์ "บ้านเกิดเมืองนอนที่สูญหาย" (patrie perdue) เอาเลย

ตรงกันข้าม กัมพูชาต่างหากที่อยู่ในวังวนของชาตินิมและมัวเมากับความปรารถนาจะได้ดินแดนเดิม โดยเฉพาะการเมืองกัมพูชานั้นขับเคลื่อนด้วย Nationalism ส่วนภาคประชาชนนั้นขับเคลื่อนด้วย Irredentism

การใช้ Nationalism ของพวกฮุนเพื่อหวังผลทางการเมืองนั้นเป็นที่รับทราบกันดี แต่คนไทยเพิ่งจะมาตระหนักว่าประชาชนเขมรก็หลงไหลในแนวคิด Irredentism อย่างมาก็เมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งสองแนวคิดนี้เป็นภยันตรายอย่างมากต่อไทยซึ่งพิกลพิการมานานหลายสิบปีในเรื่องชาตินิยมและความเป็นเอกภาพของชาติ

ภยันตรายนี้ได้ถูกชี้ให้เห็นตังแต่ก่อนจะเกิดสงครามแล้ว แต่ไม่มีใครใส่ใจ จนกระทั่งมันกลายเป็นรูปธรรมในที่สุด นั่นคือการรุกรานและการฆ่าฟัน อันเป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่สุดสำหรับทั้งสองชาติที่ควรจะเป็น "อารยะประเทศ" กันได้แล้ว โดยเฉพาะกัมพูชาที่ควรจะเลิกแนวคิด Irredentism อันไม่เป็นสากลนิยมอย่างยิ่ง

แม้เราจะทราบว่าไทยขาดชาตินิยมและไม่อยากได้ดินแดนใคร ส่วนกัมพูชานั้นตรงกันข้าม แต่ "คนนอก" กลับมองสถานการณ์แบบเหมารวม เช่นสื่อและนักคิดฝรั่งเศสดังกล่าวซึ่งพยายามจะบอกว่า ไทยมีความโหยหา patrie perdue ที่เสียไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่ได้เอ่ยถึงความบ้าคลั่งในกัมพูชาเรื่องชาตินิยมและความกระหายดินแดนเดิมที่ถูกปั่นอย่างหนักมาตลอดหลายสิบปี

นี่คือมุมมองที่ขาดความรอบคอบ แต่ก็สะท้อนความคิดของนักคิดและนักข่าวตะวันตกที่พยายามอธิบายสถานการณ์ไทย-กัมพูชาแบบรวบรัดในทำนองว่า "ทั้งสองประเทศกล่าวโทษกันไปมา" ซึ่งเป็นการอธิบายแบบขอไปที ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะไทยและเขมรไม่ใช่ประเทศที่โลกจะต้องมาใส่ใจอะไรทุกวัน

แต่ถ้าจะพยายามลงลึกถึง "ต้นเหตุความขัดแย้ง" แล้วล่ะก็ ควรจะมองสถานการณ์ในสองประเทศนี้ให้ลึกถึงแก่นอย่างมาก แล้วจะพบว่าประเทศที่โหยหา patrie perdue นั้นไม่ใช่ไทย แต่เป็นกัมพูชามาโดยตลอด

บทความประกอบการสัมภาษณ์ ดาวิด กองรูซ์ ยังพยายามอธิบายต่อไปว่า "นอกเหนือจากพรมแดนแล้ว ความสำคัญเชิงสัญลักษณ์นั้นมหาศาล เสียมเรียบและปราสาทนครวัดเป็นตัวแทนของมรดกแห่งจักรวรรดิเขมร ในขณะที่ประเทศไทยประกาศอย่างภาคภูมิใจในสถานะของตนว่าเป็น "ชนชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยถูกล่าอาณานิคม" ธงชาติทั้งสองสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งและความโหยหาอดีตจักรวรรดิ ซึ่งก่อให้เกิดความดูถูกเหยียดหยามและความเข้าใจผิดในทั้งสองฝ่าย"

การพรรณนาแบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สื่อและนักคิดตะวันตกมองสถานการณ์แบบเหมารวม โดยคิดว่าไทยมีแนวคิดโหยหาย "จักรวรรดิไทย" ซึ่งอย่างที่ผมอธิบายไปแล้วว่า "ชาตินิยมไทยมันแทบจะตายไปแล้วก่อนหน้านี้" ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องจักรวรรดินิยมในความคิดของคนไทย

แต่ในกัมพูชา คนเขมรกับหมกมุ่นกับการรื้อฟื้น "จักรวรรดิเขมร" ทั้งในแบบเรียนไปจนถึงสื่อรูปแบบต่างๆ ทำให้คนกัมพูชาร้อยทั้งร้อยเกือบจะมีความคิดเหมือนกันหมดว่า "ไทยคือโจร" หรือ "โจรสยาม" ที่แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างจาก "จักรวรรดิเขมร" ไป

เนื่องจากสื่อและนักคิดตะวันตกไม่เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงในกัมพูชาและทัศนะของคนกัมพูชาต่อไทย ทำให้เกิดการอธิบายที่ "ไม่สมมมาตร" ด้วยการทำให้ทั้งไทยและกัมพูชา "สมมาตร" นั่นคือ เป็นพวกหลงชาตินิยมและหลงความยิ่งใหญ่แต่เก่าก่อนพอๆ กัน ทั้งๆ ที่มีชาติหนึ่งไม่ได้เป็นแบบนั้น

การอธิบายที่เหมารวมและไม่ดูตาม้าตาเรือแบบนี้ ทำให้ชาวโลกยิ่งไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างสองประเทศกันแน่ "ในระดับรากเหง้า" (ไม่ใช่สถานการณ์ชายแดนเท่านั้น)

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่าเบื้องต้น ประเทศอื่นๆ ไม่จำเป็นจะต้องเข้าใจพวกเรา (ไทยกับเขมร) เพราะความจำเป้นเร่งด่วนกว่านั้นคือทำให้คนไทยและเขมรเข้าใจและปรองดองกันได้อย่างไรมากกว่า

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo*- ประชาชนโบกธงชาติกัมพูชาขณะเข้าร่วมการเดินขบวนเพื่อสนับสนุนกัมพูชาและเรียกร้องสันติภาพในความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา-ไทย ที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2025 (ภาพโดย AFP)*

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...