โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

อ.ธรณ์ ชำแหละน้ำท่วมยุคโลกเดือด: ไทยต้องตั้ง Mindset ใหม่ ชี้ระบบเดิมรับไม่ไหวแล้ว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ธ.ค. 2568 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 09.27 น.
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน: สุวัฑ แซงลาด

ผศ.ดร.ธรณ์ เตือน ‘โลกยุคใหม่ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม’ ปริมาณฝนหลายร้อยมิลลิเมตรในหาดใหญ่คือสัญญาณชัดเจนของ Climate Change ที่กำลังกระโจนเข้าสู่ระดับเร่งตัว เผยประเทศไทยเสี่ยงน้ำท่วมหนักติดอันดับโลก แต่ระบบบริหารจัดการน้ำยังตั้งอยู่บนสถิติเมื่อหลายสิบปีก่อน พร้อมชี้จุดเปราะบาง-การเตือนภัยดี แต่ ‘คนตัดสินใจ’ อาจตามไม่ทันสถานการณ์จริง

ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญเหตุอุทกภัยถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และคาดเดายากขึ้น ‘น้ำท่วมหาดใหญ่’ ล่าสุดได้กลายเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไป ทั้งด้านปริมาณฝน ความเร็วของกระแสน้ำ และความพร้อมของระบบรับมือภัยพิบัติ

ประชาชาติธุรกิจ คุยกับ ‘ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์’ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจ ‘ภาพใหญ่’ ของสถานการณ์น้ำท่วมในยุคโลกเดือด พร้อมเปิดจุดอ่อนระบบเตือนภัยไทย การบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยง และโจทย์ใหม่ที่ทั้งภาครัฐ–ท้องถิ่น–เอกชน–ชุมชน ต้องร่วมกันปรับตัว

New Climate Change: น้ำท่วมยุคใหม่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

เมื่อเริ่มต้นด้วยคำถามว่า น้ำท่วมยุคนี้ต่างจากอดีตอย่างไร ? ผศ.ดร.ธรณ์ ชี้ว่า ปรากฏการณ์ที่เห็นทั่วประเทศไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญ แต่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ ที่ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้านานแล้ว

“อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ โอกาสเกิดน้ำท่วมใหญ่ก็เพิ่มขึ้นตามเท่านั้น นี่ไม่ใช่แค่ความเห็น แต่มาจากข้อมูลของ IPCC และนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหลายหมื่นคน”

ปัจจุบัน โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นราว 1.3–1.4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ความถี่ของภัยพิบัติเพิ่มขึ้นกว่าอดีต 3–4 เท่า ประเทศไทยแม้ไม่ติดกลุ่มเสี่ยงเรื่องคลื่นความร้อน แต่กลับอยู่ใน Top 10 ประเทศเสี่ยงน้ำท่วมมากที่สุดในโลก

ฝนที่ตกแบบ ‘ฝนซ้ำ ฝนเดิม’ กลายเป็นลักษณะใหม่ที่เห็นเด่นชัด ไม่ว่าจะในภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคใต้ เช่น หาดใหญ่ ที่ต้องเผชิญปริมาณฝนระดับหลายร้อยมิลลิเมตรภายในช่วงสั้น ซึ่งเป็นลักษณะฝนที่ เกินกว่าความสามารถของระบบบริหารจัดการน้ำแบบเดิม ๆ จะรองรับ

น้ำท่วมภาคใต้

ระบบจัดการน้ำไทย: อิงสถิติเดิม ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว

ผศ.ดร.ธรณ์ ชี้ให้เห็นภาพชัดว่า ระบบจัดการน้ำของไทยโดยรวมยังตั้งอยู่บนข้อมูลชุดเก่า โดยใช้สถิติสูงสุดย้อนหลัง 30 ปีเป็นฐาน ซึ่งไม่ทันกับพฤติกรรมฝนยุคใหม่

“ฝน 400–600 มิลลิเมตร คือสิ่งที่เราไม่เคยต้องเจอมาก่อน ระบบเดิมรองรับไม่ไหว เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับโลกอุณหภูมิสูงแบบนี้”

อย่างกรุงเทพฯ ถูกออกแบบให้รองรับฝนได้ราว 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง หากเกินนี้คือ ‘น้ำรอการระบาย’ ส่วนหาดใหญ่มีปัจจัยซับซ้อนกว่า เพราะภูมิประเทศเป็น ‘แอ่งกระทะ’ น้ำไม่ได้มาจากฝนในพื้นที่เท่านั้น แต่หลากมาจากภูเขารอบด้าน ส่งผลให้พื้นที่ท่วมเร็วและระดับน้ำพุ่งสูงในเวลาสั้น

‘คาดไม่ถึง’ คือโจทย์ใหญ่ของภัยพิบัติยุคใหม่

ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนเร็ว ผศ.ดร.ธรณ์เตือนว่า Mindset แบบเดิม ที่คิดว่าน้ำจะมาแค่ระดับเดิม หรือใช้เวลาแบบเดิม คืออันตราย

“เราชินกับภาพน้ำท่วมแบบเก่า แต่ยุคนี้มันมาเร็วมาก ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย และครั้งนี้ที่หาดใหญ่ หลายพื้นที่ ‘คาดไม่ถึง’ ว่าน้ำจะมาเร็วและสูงขนาดนี้”

เขาระบุว่า ประเทศไทยต้องรีเซตวิธีคิดใหม่ทั้งหมด โดยตั้งต้นจาก ‘Worst-case scenario’ หรือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ไม่ใช่ใช้เงื่อนไขเฉลี่ยหรือสถิติเก่าเป็นตัวตั้งเหมือนทุกวันนี้

จุดอ่อนระบบเตือนภัย: ข้อมูลมี ระบบมี แต่ ‘คนตัดสินใจ’ ทำให้ช้า

แม้ระบบเตือนภัยของไทยจะพัฒนาไปมาก แต่จุดอ่อนสำคัญในมุมของ ผศ.ดร.ธรณ์ อยู่ในขั้นตอน ‘ปลายสุด’ คือ การวิเคราะห์–สั่งการของคนในระบบ

“ระบบแจ้งเตือนทำงานแล้ว แต่ช่วงท้ายคือ Decision Maker บางครั้งตัดสินใจช้า หรือไม่เข้าใจข้อมูลมากพอ ทำให้เกิดความล่าช้า ซึ่งอันตรายมากในยุคที่น้ำมาเร็วกว่าเดิม”

เขาเสริมว่า ปัญหาเกิดทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น หลายครั้งข้อมูลถูกสื่อสารว่า “ปลอดภัย เดี๋ยวก็ลด” ทำให้ประชาชนชะล่าใจ ทั้งที่น้ำกำลังไหลมาด้วยความเร็วสูง

เมื่อการเมืองท้องถิ่นเป็นตัวแปรหลักของการรับมือภัยพิบัติ

บทสนทนาสะท้อนว่า ความรับผิดชอบหลักในภาวะวิกฤต ไม่ได้อยู่ที่ส่วนกลาง แต่เป็นของพื้นที่ เช่น จังหวัด อบจ. และเทศบาล ที่ถืออำนาจตัดสินใจและงบประมาณ

“ส่วนกลางเป็นแค่หน่วยสนับสนุน คนที่ต้องตัดสินใจจริงคือตัวพื้นที่ ถ้าผู้ว่าฯ หรือเทศบาลไม่รู้บริบทพื้นที่ ระบบก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่”

เขาชี้ให้เห็นอีกจุดที่ต้องทบทวน คือพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน

“ถ้าเราเลือกผู้บริหารที่ไม่ได้สนใจเรื่องภัยพิบัติ สนใจแค่เรื่องแจกเงิน หรือไม่ดูความสามารถด้านบริหารความเสี่ยง สุดท้ายพื้นที่ก็จะไม่มีผู้นำที่พร้อมรับมือ”

แผนรับมือน้ำท่วมไทย: ไม่ล้มเหลว แต่ทำได้ดีขึ้นกว่านี้ได้

เมื่อถามว่า แผนรับมือน้ำท่วมเข้าขั้น “ล้มเหลว” หรือไม่ ? ผศ.ดร.ธรณ์ตอบอย่างมีหลักการว่า ไม่มีประเทศใดรับมือภัยพิบัติได้สมบูรณ์แบบ แม้แต่สหรัฐอเมริกาหรือเกาหลีใต้ก็ยังมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในเหตุการณ์ใหญ่

แต่ประเทศไทย ‘สามารถทำได้ดีกว่านี้ได้อีกมาก’ โดยเฉพาะเรื่องการปรับตัว (Adaptation) ที่ยังถูกพูดน้อย ในขณะที่ประเด็น Net Zero, ESG หรือคาร์บอนต่ำ ถูกผลักดันมากกว่า เพราะสัมพันธ์กับภาคธุรกิจและการค้า

“เราคุยเรื่องลดปล่อยคาร์บอน แต่เรื่อง ‘รับ’ และ ‘ปรับตัว’ เราทำน้อยมาก ทั้งที่ภัยพิบัติจะหนักขึ้นในอีก 25 ปีข้างหน้า” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว

ภูมิศาสตร์เป็นชะตากรรม: ทำไมสงขลาไม่ท่วมเท่าหาดใหญ่?

ในมุมมองของ ผศ.ดร.ธรณ์ ความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะภูมิประเทศ

“หาดใหญ่เป็นแอ่งกระทะ มวลน้ำจำนวนมากไหลลงมารวมกัน สงขลาเจอฝนเท่ากันแต่ไม่หนักเท่า เพราะความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ต่างกัน”

นอกจากนี้ การขยายตัวของเมือง เช่น การสร้างบ้านและสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำยิ่งทำให้การระบายน้ำช้าลง และเพิ่มความเสียหายเมื่อเกิดฝนตกรุนแรง

ท่องเที่ยวภาคใต้: ความเสี่ยงใหม่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบตรงจากน้ำท่วมครั้งนี้ โดยเฉพาะจังหวัดที่พึ่งพานักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างหาดใหญ่

“นักท่องเที่ยวมาเลเซียติดอยู่ในโรงแรม ข้าวไม่มีกิน ออกไปไหนไม่ได้ นี่คือความเสี่ยงใหม่ที่เราไม่ค่อยพูดถึง”

เขาระบุว่า ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้ความปลอดภัยจากอาชญากรรม และต้องมีระบบประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านในยามวิกฤตเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

มาตรการเร่งด่วน 48–72 ชั่วโมงหลังฝนหนัก

ผศ.ดร.ธรณ์ ระบุ “ขั้นตอนเร่งด่วน” ที่ต้องทำทันทีในวิกฤตน้ำท่วมยุคใหม่ ได้แก่

1.ต้องไม่มีผู้เสียชีวิต

เขาย้ำว่านี่คือหัวใจสำคัญที่สุด การจัดลำดับความสำคัญต้องเริ่มที่การปกป้องชีวิตประชาชนก่อนเสมอ

“เป้าหมายแรกคือไม่มีผู้เสียชีวิต เราต้องลดให้ได้มากที่สุด”

2.เคลื่อนย้ายกลุ่มเสี่ยงก่อนเกิดวิกฤต

ต้องรู้ตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็ก และดึงตัวออกมาก่อนที่ระดับน้ำจะสูงจนเข้าถึงลำบาก

3.ใช้เทคโนโลยี

กรณีพื้นที่เข้าถึงยาก ต้องใช้โดรนส่งอาหาร–ยา หรืออุปกรณ์จำเป็น ซึ่งปัจจุบันเป็นเทคโนโลยีที่มีพร้อมแล้วในไทย

ระยะกลาง–ยาว: อนาคตเมืองไทยต้องเริ่มที่ “Mindset ใหม่”

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ก่อนพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจร่วมกันของสังคมว่าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การพัฒนาเมืองต้องยึดหลักพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) มีระบบระบายน้ำสมัยใหม่ และมีแผนพัฒนาเมืองที่ไม่สวนทางกับธรรมชาติ เช่น ไม่ถมพื้นที่ลุ่มน้ำ หรือสร้างบ้านขวางทางน้ำหลาก

“ตอนนี้แม้แต่แนวคิดพื้นฐานเรายังไม่มี ต้องเริ่มจาก Mindset ใหม่ เลือกผู้นำที่เข้าใจภัยพิบัติ และไม่พึ่งแต่นโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว

โมเดลต่างประเทศทำได้ แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับบริบทไทย

โมเดลต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์หรือญี่ปุ่น เป็นต้นแบบสำคัญ แต่ไม่สามารถลอกแบบได้ทั้งหมด

  • เนเธอร์แลนด์ อยู่ในบริบทที่เสี่ยงภัยทะเลน้อยกว่า และเป็นประเทศที่ควบคุมระดับพื้นที่ด้วยการถมทะเลมาหลายทศวรรษ
  • ญี่ปุ่น ใช้ระบบเตือนภัยและการศึกษาที่เข้มแข็ง ประชาชนฝึกซ้อมอพยพจนเป็นวินัย

“ของไทย ระบบเตือนภัยทำงาน แต่คนไม่ออก เพราะห่วงทรัพย์สิน เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรม และให้ความรู้เรื่องภัยพิบัติตั้งแต่ระดับโรงเรียน” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว

Single Command ไม่พอ ถ้าคนไม่ปฏิบัติตาม

แม้จะมีข้อเสนอว่าประเทศไทยควรตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการด้านน้ำ’ แบบ Single Command แต่ ผศ.ดร.ธรณ์มองว่าปัจจัยชี้ขาดยังเป็น ‘คน’

“ต่อให้มีศูนย์บัญชาการเดียว แต่ถ้าเจ้าหน้าที่พื้นที่ไม่ทำงานตามระบบ หรือประชาชนไม่ยอมอพยพ ระบบก็ไร้ความหมาย”

เขาย้ำว่า ความร่วมมือของประชาชนสำคัญไม่แพ้การมีเทคโนโลยีหรือระบบเฝ้าระวัง

ภาคเอกชน-ชุมชน ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้

ในมุมของเขา ภาคเอกชนส่วนใหญ่มีศักยภาพดูแลตนเองได้ดี ทั้งระบบป้องกันโรงงานและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ

แต่ ‘ชุมชน’ คือกลุ่มที่ต้องเสริมศักยภาพมากที่สุด

“ชุมชนต้องเรียนรู้ความเสี่ยง ไม่สร้างบ้านขวางทางน้ำ และรู้วิธีรับมือภัยธรรมชาติด้วยตัวเอง ไม่รอแต่ความช่วยเหลือจากรัฐ”

โลกไม่เหมือนเดิม ถ้าเราไม่ปรับตัว เราจะตามไม่ทัน

ผศ.ดร.ธรณ์ ฝากคำเตือนสำคัญต่อสังคมไทยในช่วงท้ายว่า

‘โลกเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราไม่ปรับตัว เราจะเจอเหตุการณ์น้ำท่วมแบบนี้บ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้น’

เขาย้ำว่า การรับมือภัยพิบัติไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฝ่ายเดียว แต่เริ่มจากประชาชนทุกคน ทั้งการเลือกผู้นำที่เข้าใจภัยพิบัติ การเตรียมพร้อมระดับครอบครัว และความเชื่อร่วมกันว่า ภัยธรรมชาติยุคใหม่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

“วันหนึ่งเราอาจเป็นผู้ประสบภัยที่รอความช่วยเหลืออยู่ในบ้าน และวันนั้นอาจสายเกินไป ถ้าเราไม่เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้” ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อ.ธรณ์ ชำแหละน้ำท่วมยุคโลกเดือด: ไทยต้องตั้ง Mindset ใหม่ ชี้ระบบเดิมรับไม่ไหวแล้ว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...