วุฒิสภาสหรัฐฯ รุดจำกัดอำนาจทำสงคราม “ทรัมป์” หลังปฏิบัติการบุกเวเนซุเอลาเขย่าเสถียรภาพพลังงานโลก
สภาสูงสหรัฐฯ ผนึกกำลังข้ามพรรคจ่อผ่านมติคุมเข้มอำนาจบริหาร หลังการบุกจับกุม "มาดูโร" ดันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ ตลาดน้ำมันโลกเฝ้าระวังใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงชาติผู้ครองสำรองน้ำมันดิบอันดับหนึ่งของโลก ท่ามกลางกระแสประณามการละเมิดอำนาจอธิปไตย นักวิเคราะห์จับตา "ความเสี่ยงระยะยาว" จากการคงกำลังทหารและการตั้งรัฐบาลรักษาการ หวั่นฉุดงบประมาณสหรัฐฯ และกระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระยะยาว
9 มกราคม 2569 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเชิงนโยบายระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก เมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเชิงรุกในการพยายามลดทอนอำนาจการใช้กำลังทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารระดับ "สายฟ้าแลบ" เข้าควบคุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีความเสี่ยงทั่วโลก
วิกฤตความเชื่อมั่นและการตอบโต้ทางนิติบัญญัติ
ผลการลงคะแนนเบื้องต้นในวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) ปรากฏคะแนนเสียง 52 ต่อ 47 เสียง เห็นชอบให้มีการผลักดันร่างมติเพื่อจำกัดขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร (Executive Power) ในการดำเนินกิจกรรมทางทหารต่อเวเนซุเอลา ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกัน เมื่อวุฒิสมาชิกสายเหยี่ยว 5 ราย ตัดสินใจลงคะแนนร่วมกับพรรคเดโมแครต เพื่อสกัดกั้นสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น "การขยายขอบเขตอำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ" และอาจนำไปสู่ภาวะสงครามยืดเยื้อที่ทำลายงบประมาณแผ่นดิน
สาระสำคัญของร่างมติดังกล่าว ระบุอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายบริหารจะต้อง "ถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบในเวเนซุเอลาโดยทันที" หากไม่ได้รับความเห็นชอบหรือการรับรองอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส โดยกระบวนการลงมติรับรองอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาคละตินอเมริกา
ภูมิรัฐศาสตร์กับผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน
การที่เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก ทำให้ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเมืองภายใน แต่เป็นประเด็นความมั่นคงทางพลังงานระดับโลกนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำ ระบุว่า การบุกจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรและนำตัวไปคุมขังที่นครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้สร้างสภาวะสูญญากาศทางการเมืองในคารากัส ซึ่งเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการผลิตน้ำมันดิบ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก (Brent และ WTI) ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน
นายทิม เคน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ผู้เสนอร่างมติดังกล่าว ได้ย้ำเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม โดยระบุว่าสัญญาณจากทำเนียบขาวบ่งชี้ถึงความตั้งใจที่จะเข้ายึดครองและแทรกแซงเวเนซุเอลาในระยะยาว "นี่ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมายตามหมายจับ แต่มันคือการเข้าแทรกแซงทางทหารเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลผูกพันต่อภาษีของประชาชนและเสถียรภาพของภูมิภาคไปอีกหลายปี" เคนกล่าวต่อที่ประชุม
ความแตกแยกในสภาคองเกรสและอนาคตของแผนยุทธศาสตร์
แม้จะมีเสียงสนับสนุนจากข้ามพรรค แต่วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันอีกจำนวนไม่น้อยยังคงปกป้องการตัดสินใจของทรัมป์ โดยอ้างว่าประธานาธิบดีมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หลังจากเหตุการณ์ลอบโจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนเมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นายแรนด์ พอล วุฒิสมาชิกสายเสรีนิยมจากรีพับลิกัน ได้ออกมาแย้งว่า "การทิ้งระเบิดใส่เมืองหลวงและการโค่นล้มประมุขแห่งรัฐ คือคำนิยามของสงคราม ซึ่งอำนาจในการประกาศสงครามนั้นเป็นของสภาคองเกรสตามกฎหมาย"
ในเชิงสถิติ นี่ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 3 ในรอบหนึ่งปีที่ฝ่ายนิติบัญญัติพยายามคานอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ในครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากสถานการณ์ในเวเนซุเอลาได้ข้ามผ่านเส้นแบ่งจากการกดดันทางการทูตไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่า สภาคองเกรสจะสามารถ "เบรก" นโยบายต่างประเทศที่สุดโต่งนี้ได้หรือไม่ ก่อนที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะแผ่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้