โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วุฒิสภาสหรัฐฯ รุดจำกัดอำนาจทำสงคราม “ทรัมป์” หลังปฏิบัติการบุกเวเนซุเอลาเขย่าเสถียรภาพพลังงานโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 09.11 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. เวลา 02.11 น.

สภาสูงสหรัฐฯ ผนึกกำลังข้ามพรรคจ่อผ่านมติคุมเข้มอำนาจบริหาร หลังการบุกจับกุม "มาดูโร" ดันความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูงสุดในรอบทศวรรษ ตลาดน้ำมันโลกเฝ้าระวังใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงชาติผู้ครองสำรองน้ำมันดิบอันดับหนึ่งของโลก ท่ามกลางกระแสประณามการละเมิดอำนาจอธิปไตย นักวิเคราะห์จับตา "ความเสี่ยงระยะยาว" จากการคงกำลังทหารและการตั้งรัฐบาลรักษาการ หวั่นฉุดงบประมาณสหรัฐฯ และกระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงานในระยะยาว

9 มกราคม 2569 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเชิงนโยบายระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก เมื่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้มีมติเชิงรุกในการพยายามลดทอนอำนาจการใช้กำลังทางทหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการทางทหารระดับ "สายฟ้าแลบ" เข้าควบคุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และดัชนีความเสี่ยงทั่วโลก

วิกฤตความเชื่อมั่นและการตอบโต้ทางนิติบัญญัติ

ผลการลงคะแนนเบื้องต้นในวุฒิสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (8 ม.ค.) ปรากฏคะแนนเสียง 52 ต่อ 47 เสียง เห็นชอบให้มีการผลักดันร่างมติเพื่อจำกัดขอบเขตอำนาจของฝ่ายบริหาร (Executive Power) ในการดำเนินกิจกรรมทางทหารต่อเวเนซุเอลา ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกัน เมื่อวุฒิสมาชิกสายเหยี่ยว 5 ราย ตัดสินใจลงคะแนนร่วมกับพรรคเดโมแครต เพื่อสกัดกั้นสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็น "การขยายขอบเขตอำนาจเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ" และอาจนำไปสู่ภาวะสงครามยืดเยื้อที่ทำลายงบประมาณแผ่นดิน

สาระสำคัญของร่างมติดังกล่าว ระบุอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายบริหารจะต้อง "ถอนกองกำลังสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบในเวเนซุเอลาโดยทันที" หากไม่ได้รับความเห็นชอบหรือการรับรองอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรส โดยกระบวนการลงมติรับรองอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในภูมิภาคละตินอเมริกา

ภูมิรัฐศาสตร์กับผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน

การที่เวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก ทำให้ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเมืองภายใน แต่เป็นประเด็นความมั่นคงทางพลังงานระดับโลกนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำ ระบุว่า การบุกจับกุมประธานาธิบดีมาดูโรและนำตัวไปคุมขังที่นครนิวยอร์กเมื่อวันที่ 3 ม.ค. ที่ผ่านมา ได้สร้างสภาวะสูญญากาศทางการเมืองในคารากัส ซึ่งเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการผลิตน้ำมันดิบ และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก (Brent และ WTI) ปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน

นายทิม เคน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ผู้เสนอร่างมติดังกล่าว ได้ย้ำเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม โดยระบุว่าสัญญาณจากทำเนียบขาวบ่งชี้ถึงความตั้งใจที่จะเข้ายึดครองและแทรกแซงเวเนซุเอลาในระยะยาว "นี่ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมายตามหมายจับ แต่มันคือการเข้าแทรกแซงทางทหารเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลผูกพันต่อภาษีของประชาชนและเสถียรภาพของภูมิภาคไปอีกหลายปี" เคนกล่าวต่อที่ประชุม

ความแตกแยกในสภาคองเกรสและอนาคตของแผนยุทธศาสตร์

แม้จะมีเสียงสนับสนุนจากข้ามพรรค แต่วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันอีกจำนวนไม่น้อยยังคงปกป้องการตัดสินใจของทรัมป์ โดยอ้างว่าประธานาธิบดีมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ หลังจากเหตุการณ์ลอบโจมตีเรือในทะเลแคริบเบียนเมื่อปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นายแรนด์ พอล วุฒิสมาชิกสายเสรีนิยมจากรีพับลิกัน ได้ออกมาแย้งว่า "การทิ้งระเบิดใส่เมืองหลวงและการโค่นล้มประมุขแห่งรัฐ คือคำนิยามของสงคราม ซึ่งอำนาจในการประกาศสงครามนั้นเป็นของสภาคองเกรสตามกฎหมาย"

ในเชิงสถิติ นี่ถือเป็นความพยายามครั้งที่ 3 ในรอบหนึ่งปีที่ฝ่ายนิติบัญญัติพยายามคานอำนาจประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ในครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากสถานการณ์ในเวเนซุเอลาได้ข้ามผ่านเส้นแบ่งจากการกดดันทางการทูตไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารโดยตรง ซึ่งนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่า สภาคองเกรสจะสามารถ "เบรก" นโยบายต่างประเทศที่สุดโต่งนี้ได้หรือไม่ ก่อนที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะแผ่ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...