ปี 2026 รีเซ็ตครั้งใหม่ของ Gen Y-Gen Z ในโลก เศรษฐกิจ ที่ไม่เหมือนเดิม
วิกฤต เศรษฐกิจ ซ้ำซ้อน บ้านแพง รายได้โตช้า และความไม่แน่นอนของงาน ทำให้ Gen Y-Gen Z ต้องตั้งคำถามกับสูตรชีวิตแบบเดิม ปี 2026 จึงอาจเป็นปีแห่งการรีเซ็ตครั้งสำคัญ เพื่อปรับความฝันให้สอดคล้องกับโลกเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป
หากมองผ่านเลนส์เศรษฐกิจ คนรุ่น Gen Y และ Gen Z คือ "รุ่นที่เติบโตมาในโลกที่ความไม่แน่นอน" ไม่ใช่เหตุการณ์พิเศษ แต่เป็นเงื่อนไขปกติของชีวิต ต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มีเส้นทางชีวิตค่อนข้างชัดเจน เรียนจบ ทำงาน ซื้อบ้าน สร้างครอบครัว ขณะที่คนรุ่นนี้กลับต้องวางแผนชีวิตท่ามกลางวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก โควิด-19 ไปจนถึงยุคเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง ที่กดดันต้นทุนชีวิตพร้อมกันหลายด้าน
สำหรับGen Y หรือ Millennials ซึ่งเกิดประมาณปี 1981–1996 จุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงานแทบจะตรงกับช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดช่วงหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก นั่นคือวิกฤตการเงินโลกปี 2008 หรือไม่นานหลังจากนั้น งานวิจัยของ Pew Research Center ชี้ว่า คนรุ่นนี้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนั้นมากกว่ารุ่นอื่นในช่วงเริ่มต้นอาชีพ ทั้งในแง่อัตราการว่างงาน งานที่ไม่มั่นคง และการเติบโตของค่าจ้างที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลยาวต่อความสามารถในการสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว
ในหลายประเทศ ค่าจ้างที่แท้จริงของแรงงานวัยทำงานเติบโตช้ากว่าค่าครองชีพอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังปี 2020 ที่เงินเฟ้อเร่งตัว แต่รายได้จำนวนมากยังไม่ฟื้นกลับสู่ระดับก่อนโควิดอย่างเต็มที่ ความหมายในชีวิตจริงคือ คนทำงานจำนวนมาก ทำงานเท่าเดิมหรือมากขึ้น แต่เหลือเงินน้อยลงเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนในช่วงอายุเดียวกัน
เมื่อรายได้เริ่มต้นต่ำและเส้นทางอาชีพไม่ราบรื่น สิ่งที่ตามมาคือ ความยากลำบากในการเข้าถึงสินทรัพย์หลักของครัวเรือนอย่างบ้าน งานศึกษาของ OECD พบว่า ในหลายประเทศ อัตราการเป็นเจ้าของบ้านของคนอายุต่ำกว่า 35 ปี ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับคนรุ่นก่อนในช่วงอายุเดียวกัน ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้แรงงานหลายเท่าตัว
ภาพชีวิตจริงของ Gen Y จึงไม่ใช่การผ่อนบ้านควบคู่กับการสร้างครอบครัว แต่คือการเช่าบ้านนานขึ้น เก็บเงินดาวน์นานขึ้น และอยู่กับความไม่แน่นอนนานกว่าที่เคยคาดหวัง การเป็นเจ้าของบ้านในวัยสามสิบต้น ๆ ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง กลับกลายเป็นเป้าหมายที่ต้องรอจังหวะ หรือในบางกรณีอาจต้องยอมปล่อยผ่านไป
เมื่อโลกเริ่มฟื้นจากโควิด-19 ความหวังจะตั้งหลักก็ถูกทดสอบอีกครั้งจากแรงกระแทกหลังปี 2565 ทั้งสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว แม้ราคาทรัพย์สินจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ภาระผ่อนรายเดือนกลับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การตัดสินใจซื้อบ้านหรือรถจึงไม่ใช่เรื่องของอยากหรือไม่อยาก แต่กลายเป็นคำถามว่ารายได้ที่ยังผันผวนจะรับความเสี่ยงระยะยาวไหวหรือไม่
ขณะที่ Gen Z ซึ่งเกิดประมาณปี 1997-2012 เติบโตมาในบริบทที่ต่างออกไป ใช้ชีวิตท่ามกลางโซเชียลมีเดีย เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเผชิญวิกฤตโควิด-19 ตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ได้เห็นความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจและตลาดแรงงานตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าสู่วัยทำงานเต็มตัว รายงาน Deloitte Global Gen Z & Millennial Survey ระบุว่า คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางจิตใจ ความยืดหยุ่นของงาน และ work–life balance มากกว่าเงินเดือนสูงเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เชื่อว่าความมั่นคงจะมาจากงานประจำหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งได้ตลอดไป
วิกฤตที่อยู่อาศัยทำให้ภาพฝันเรื่องบ้านของ Gen Z ยิ่งเลือนราง ข้อมูลจากหลายประเทศสะท้อนตรงกันว่าคนรุ่นนี้มีแนวโน้มเช่ามากกว่าซื้อ และเลื่อนการเป็นเจ้าของบ้านออกไป การมีบ้านในวัยยี่สิบหรือสามสิบต้น ๆ ซึ่งเคยเป็นเรื่องปกติของรุ่นก่อน กลับกลายเป็นเป้าหมายระยะยาวที่อาจต้องรอถึงวัยใกล้สี่สิบ หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยในบางกรณี
ขณะเดียวกันชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่พึ่งพาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบอื่นมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ BNPL (Buy Now, Pay Later) โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z และ Millennials แม้เครื่องมือนี้จะช่วยบริหารกระแสเงินสดระยะสั้น แต่การเติบโตของ BNPL สะท้อนข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างว่า รายได้ของคนทำงานรุ่นใหม่ไม่สอดคล้องกับจังหวะการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพ จนต้องแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็นงวดย่อยเพื่อประคองชีวิต
ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่าวิกฤตที่ Gen Y และ Gen Z เผชิญไม่ใช่เหตุการณ์เดียวจบ แต่เป็นชุดวิกฤตซ้ำซ้อนตลอดกว่า 15 ปี ตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก โควิด-19 ไปจนถึงยุคเงินเฟ้อและดอกเบี้ยสูง ความพยายามเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะเอาชนะปัจจัยเชิงโครงสร้างได้อีกต่อไป และนี่คือเหตุผลว่าทำไมปีใหม่ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการตั้งเป้าหมายใหม่ แต่เป็นจังหวะของการรีเซ็ตกรอบคิดครั้งสำคัญ
The Great Reset ของ Gen Y และ Gen Z ในเชิงหลักคิด สะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 3 ด้านสำคัญ ด้านแรก คือ การเปลี่ยนจากการแสวงหาความมั่นคงแบบถาวร ไปสู่การสร้างความสามารถในการรับมือกับความผันผวน ความมั่นคงในโลกปัจจุบันไม่ได้หมายถึงการมีบ้านหรือทำงานที่เดียวตลอดชีวิต แต่คือการมีเงินสำรอง ภาระหนี้ที่จัดการได้ และความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ด้านที่สอง คือ การถอยห่างจากชีวิตแบบเส้นตรง ไปสู่การรักษาทางเลือกให้มากขึ้น การหลีกเลี่ยงการผูกมัดระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูง ไม่ใช่ความไม่กล้า แต่คือการรับรู้ว่าต้นทุนของความล้มเหลวในยุคนี้สูงกว่าที่เคยเป็น การมีทางเลือกจึงกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของความมั่นคง และ ด้านที่สาม คือ การทบทวนนิยามของความสำเร็จใหม่ จากเดิมที่วัดด้วยตำแหน่ง รายได้ หรือสถานะทางสังคม มาสู่การให้คุณค่ากับคุณภาพชีวิต สุขภาพกายและใจ และความหมายของสิ่งที่ทำมากขึ้น งานที่ไม่บั่นทอนชีวิตอาจไม่โดดเด่นจากภายนอก แต่ช่วยให้ไปต่อได้ในระยะยาว
ดังนั้น The Great Reset ของ Gen Y และ Gen Z ไม่ได้หมายถึงการเริ่มต้นจากศูนย์ หรือการละทิ้งความฝันทั้งหมด หากแต่คือการปรับความฝันให้สอดคล้องกับโลกความจริง เป็นการยอมรับว่าบางเป้าหมายต้องเลื่อน บางความคาดหวังต้องปรับ และบางสูตรสำเร็จอาจไม่ใช้ได้อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะคนรุ่นนี้ไม่สู้ แต่เพราะโลกทำให้การสู้แบบเดิมมีต้นทุนสูงเกินไป
ในโลกที่ไม่มีอะไรรับประกันได้อีกต่อไป การรีเซ็ตชีวิตอาจไม่ใช่การเปลี่ยนทุกอย่าง แต่คือการกล้าหยุดทบทวนอย่างมีสติว่าอะไรควรแบกต่อ และอะไรควรวางลงสำหรับคนรุ่น Gen Y และ Gen Z ปีใหม่ 2569 อาจไม่ใช่ปีแห่งความหวือหวา แต่คือปีแห่งการตั้งหลักอย่างเข้าใจโลก เข้าใจข้อจำกัดของตัวเอง และเลือกเส้นทางที่ยังดำรงอยู่ได้จริงโดยไม่พังกลางทาง
อ้างอิง : www.deloitte.com , www.weforum.org , www.pewresearch.org , www.investopedia.com