โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ถกเดือดในจีน เสียงเรียกร้อง “หยวนแข็งค่า” ดังขึ้น ท้าทายนโยบายเศรษฐกิจยุคสี จิ้นผิง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ธ.ค. 2568 เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2568 เวลา 03.38 น.

แวดวงนักเศรษฐศาสตร์จีนเริ่มมองว่าเงินหยวนอ่อนค่ากำลังฉุดการเติบโต-การบริโภค เสียงถกเถียงกำลังกดดันผู้กำหนดนโยบายให้พิจารณาปล่อยค่าเงินแข็งขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางความเสี่ยงต่อการส่งออกและเงินฝืด

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 06.09 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในแวดวงผู้กำหนดนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลในจีน ค่าเงินหยวนที่อ่อนค่ามาอย่างต่อเนื่องกำลังถูกมองมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของประเทศ นักเศรษฐศาสตร์จีนและอดีตเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางจำนวนมากขึ้นเริ่มออกมาเห็นพ้องว่า จีนจำเป็นต้องมีค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น หากต้องการปรับสมดุลเศรษฐกิจให้พึ่งพาการส่งออกน้อยลง กระตุ้นอุปสงค์ผู้บริโภคที่ซบเซา และลดความขัดแย้งทางการค้ากับต่างประเทศ

การถกเถียงอย่างเปิดเผยในประเด็นอ่อนไหวอย่างนโยบายค่าเงินถือเป็นเรื่องที่พบได้ยากในจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งการตัดสินใจเชิงนโยบายมักดำเนินไปอย่างไม่โปร่งใสนัก กระแสเรียกร้องดังกล่าวกำลังจุดชนวนการคาดการณ์ว่า ผู้กำหนดนโยบายอาจเปิดทางให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นในกรอบที่กว้างขึ้น แม้จะยังไม่มีใครคาดหวังว่าการแข็งค่าจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทั้งนี้ Goldman Sachs Group Inc. ประเมินว่าค่าเงินหยวนยังอ่อนค่ากว่าระดับที่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจราว 25%

แบรด เซตเซอร์ นักวิจัยอาวุโสแห่ง Council on Foreign Relations และอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า “การที่มีการถกเถียงภายในเกี่ยวกับต้นทุนและผลประโยชน์ของนโยบายหยวนอ่อนค่าถือเป็นเรื่องสำคัญ ค่าเงินหยวนที่อ่อนมีต้นทุนที่แท้จริงต่อผู้บริโภคจีนและเศรษฐกิจโดยรวม”

ในช่วง 3 ปีจนถึงปี 2567 ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงราว 13% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ จากผลกระทบของวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อและการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐ ซึ่งทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าแผ่วลง แม้ปีนี้หยวนจะฟื้นตัวขึ้นเกือบ 4% แต่เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ กลับยังอ่อนค่า โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยูโรที่ลดลงถึง 9%

ช่วงที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (PBOC) ถูกมองว่าดำเนินการเพื่อจำกัดการแข็งค่าของหยวน ซึ่งถูกกำหนดให้เคลื่อนไหวได้ไม่เกิน 2% จากอัตราอ้างอิงรายวัน นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ธนาคารกลางมักกำหนดอัตราอ้างอิงให้อ่อนกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ธนาคารของรัฐเข้าซื้อดอลลาร์ ตามข้อมูลจากผู้ค้าเงินตรา

ผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของจีนย้ำเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะรักษาเสถียรภาพค่าเงินหยวนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับดุลยภาพที่สมเหตุสมผล โดยการอ่อนค่าของหยวนในวงกว้างเกิดขึ้นท่ามกลางการส่งออกที่พุ่งแรงในปี 2568 ซึ่งช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ถูกกดดันจากการบริโภคที่ซบเซาและสงครามราคาที่รุนแรงจนสร้างแรงกดดันเงินฝืด สะท้อนความไม่สมดุลด้านอุปสงค์อย่างชัดเจน เมื่อจีนทำสถิติดุลการค้าเกินดุลสินค้าเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 11 เดือนแรกของปี

ค่าเงินหยวนที่แข็งค่าขึ้นถูกมองว่าเป็นทางออกบางส่วนในการแก้ปัญหาความไม่สมดุลดังกล่าว ซึ่งกำลังสร้างความกังวลมากขึ้นในเวทีโลก เมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง เรียกดุลการค้าของจีนว่าไม่ยั่งยืน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าการอ่อนค่าของหยวนเป็นปัจจัยซ้ำเติมความไม่สมดุลทางการค้า ขณะที่เม็กซิโกอนุมัติการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน

อัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงเชิงประสิทธิผลของจีน ซึ่งปรับตามระดับราคา อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2554 ตามข้อมูลของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS)

หลิว ซือจิน อดีตกรรมการคณะนโยบายการเงินของธนาคารกลางจีน กล่าวว่า “กลยุทธ์การค้าต่างประเทศของจีนจำเป็นต้องปรับครั้งใหญ่ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และจำเป็นต้องสร้างสมดุลพื้นฐานระหว่างการนำเข้าและส่งออก” ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่ปักกิ่งเมื่อต้นเดือนนี้ เขาเห็นว่าการแข็งค่าอย่างสมเหตุสมผลของหยวนจะช่วยเพิ่มอำนาจซื้อในต่างประเทศ กระตุ้นการบริโภค และขยายการใช้เงินหยวนในระดับโลก

เชิง ซ่งเฉิง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสถิติและวิเคราะห์ของ PBOC ชี้ให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนของค่าเงินหยวนเมื่อวัดตามความเท่าเทียมของอำนาจซื้อ (PPP) โดยกล่าวว่าจากมุมมอง PPP อัตราแลกเปลี่ยนไม่น่าจะอยู่ที่ 1 ต่อ 7 แต่อาจเป็น 1 ต่อ 5 หรือแม้แต่ 1 ต่อ 4 ซึ่งสะท้อนว่าหยวนยังอ่อนค่าและมีพื้นที่ให้แข็งค่าขึ้นอีกมาก ทั้งนี้หยวนล่าสุดซื้อขายที่ราว 7.05 ต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ดีระดับที่เหมาะสมของการแข็งค่าของหยวนยังเป็นประเด็นถกเถียง เว่ยเจี้ยน ซาน ประธานบริหารกองทุนไพรเวตอิควิตี้ PAG เขียนบทความใน Financial Times เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายนว่า หากหยวนแข็งค่าขึ้น 50% ภายใน 5 ปี จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาเชิงคุณภาพและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ

ขณะที่จาง จุน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น เสนอว่าการปล่อยให้หยวนแข็งค่า 10–30% ในระยะกลางถึงยาว อาจเป็นทางเลือกในการลดดุลการค้าเกินดุลและเพิ่มมูลค่าให้ภาคบริการและอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การค้า ส่วนจาง หมิง รองผู้อำนวยการสถาบันการเงินและการธนาคารแห่งสถาบันสังคมศาสตร์จีน เรียกร้องให้เพิ่มค่าเงินแท้จริงราว 4% เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงกับดักรายได้ปานกลาง

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายมองว่าการแข็งค่าของหยวนเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าจะเป็นทางออกของปัญหาดุลการค้า โดยเห็นว่าต้นตอแท้จริงของการส่งออกที่พุ่งแรงมาจากราคาภายในประเทศที่ลดลง ทำให้บริษัทจีนสามารถตัดราคาคู่แข่งต่างชาติได้อย่างรุนแรง

ภาวะเงินฝืดภาคโรงงานยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 38 ในเดือนพฤศจิกายน จากปัญหากำลังการผลิตล้นเกินและการบริโภคที่อ่อนแอ ยอดค้าปลีกขยายตัวเพียง 1.3% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นอกช่วงโควิด ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรยังหดตัว

ดันแคน ริกก์ลีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ Pantheon Macroeconomics กล่าวว่า “การแข็งค่าของหยวนอาจช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้า แต่ไม่น่าจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อความไม่สมดุลทางการค้า ซึ่งมีรากมาจากการบริโภคที่อ่อนแอเมื่อเทียบกับผลผลิตภาคอุตสาหกรรม”

ผู้นำระดับสูงของจีนประกาศให้การกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งสำหรับปี 2569 ตามมติของคณะโปลิตบูโรในเดือนนี้

ทิง ลู่ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Nomura เตือนว่า หากจีนไม่ดำเนินมาตรการควบคู่เพื่อพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์และการบริโภค การแข็งค่าของหยวนอาจกดดันการส่งออกและซ้ำเติมเงินฝืด ซึ่งย้อนกลับมากดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าอีกครั้ง

แม้จะเป็นเช่นนั้น เสียงเรียกร้องทั้งในและนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น กำลังกดดันให้ผู้กำหนดนโยบายจีนต้องปรับทิศทาง แต่แทบไม่มีใครคาดหวังการแข็งค่าอย่างฉับพลัน โดยบางฝ่ายยกกรณีค่าเงินเยนหลังข้อตกลง Plaza Accord ปี 1985 ซึ่งนำไปสู่ฟองสบู่สินทรัพย์และความไม่มั่นคงทางการเงิน ขณะที่การลดค่าเงินหยวนแบบฉับพลันในปี 2558 ก็เคยสร้างความผันผวนและบั่นทอนความเชื่อมั่นตลาดมาแล้ว

การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองเพียงการแข็งค่าเล็กน้อย Goldman Sachs คาดว่าหยวนจะขยับไปที่ 6.85 ต่อดอลลาร์ในอีก 12 เดือน Deutsche Bank มองที่ 6.7 ในปี 2569 ขณะที่ Morgan Stanley คาดว่าจะทรงตัวใกล้ 7.05

ริกก์ลีย์กล่าวสรุปว่า “จีนอาจส่งเสริมให้หยวนแข็งค่าขึ้น แต่จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะกังวลผลกระทบต่อการส่งออก การแข็งค่าอย่างรุนแรงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผู้กำหนดนโยบายมองบทเรียนจากญี่ปุ่นหลัง Plaza Accord เป็นอุทาหรณ์ที่จีนต้องหลีกเลี่ยงอย่างถึงที่สุด”

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...