โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เลี่ยงแต่งงาน-ไม่มีลูก ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นกลยุทธ์เอาตัวรอด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ไทยเกิดน้อยต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ชะลอแต่งงาน-ไม่มีลูกเพราะค่าครองชีพ งานไม่มั่นคง และภาระดูแล ขณะที่การเมืองแข่งแจกเงินอุดหนุน แต่ยังไม่แตะโครงสร้างศูนย์เด็กเล็ก ลางาน และสวัสดิการถ้วนหน้า

ประเทศไทยกำลังเดินจาก “ประเทศเด็กเยอะ” ไปสู่ “ประเทศที่คนไม่กล้ามีลูก” อย่างรวดเร็ว ตัวเลขเกิดใหม่ถูกจับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าไทยมีเด็กเกิดราว 416,000 คนในปี 2025 ต่ำสุดในรอบ 75 ปี และเป็นปีที่สองติดต่อกันที่จำนวนเกิดต่ำกว่า 500,000 คน

ในช่วงเวลาเดียวกัน สนามการเมืองกลับคึกคักด้วยนโยบาย “อุดหนุนเด็กเล็ก” ตั้งแต่เงินรายเดือนแบบเพิ่มขั้นบันได ไปจนถึงคูปองเลี้ยงเด็กและแพ็กเกจสวัสดิการถ้วนหน้า แนวคิดเหล่านี้พยายามตอบคำถามใหญ่ของประเทศว่า “จะทำอย่างไรให้คนอยากมีลูก” แต่เสียงจากคนวัยทำงานจำนวนไม่น้อยบอกตรงกันว่า ปัญหาไม่ได้จบที่ “มีเงินเพิ่มเดือนนี้” หากคือ “โครงสร้างชีวิตทั้งชุด” ที่ทำให้การมีลูกเหมือนเอาอนาคตไปจำนอง

ไลฟ์สไตล์ไม่แต่ง-ไม่มีลูก ไม่ใช่แฟชั่น แต่เป็นกลยุทธ์เอาตัวรอด

ปรากฏการณ์คนโสด คู่รักแบบ DINK หรือเลือกเลี้ยงสัตว์แทนลูก ไม่ได้เกิดจากความเกลียดเด็กเสมอไป หากมาจากการประเมินความเสี่ยงในชีวิตจริง ทั้งงานไม่มั่นคง หนี้ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ รวมถึงความกังวลต่อสภาพสังคมและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่ามีคนจำนวนมาก “ไม่อยากมีลูก” ด้วยเหตุผลด้านภาระค่าใช้จ่ายและความกังวลต่อสังคมที่เด็กต้องเติบโต

อีกชั้นสำคัญคือมิติความเท่าเทียมทางเพศและภาระงานดูแลในครอบครัว ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยมองว่า หากมีลูก ภาระงานบ้านและการดูแลจะถาโถมมากกว่าที่ระบบงานและสังคมรองรับได้ ทำให้ “การเป็นแม่” กลายเป็นต้นทุนอาชีพและสุขภาวะ ขณะที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศยังติดข้อจำกัดเชิงสิทธิและการยอมรับในหลายมิติ จึงยิ่งทำให้คำถามแบบ “ทำไมไม่ช่วยชาติด้วยการมีลูก” ไม่แฟร์กับประสบการณ์จริง

เลี้ยงลูกในเมือง ต้นทุนไม่ใช่แค่เงิน แต่คือเวลาและโอกาส

รัฐมีมาตรการภาษี เช่น การหักลดหย่อนค่าฝากครรภ์และคลอดได้สูงสุด 60,000 บาทต่อการตั้งครรภ์ แต่เครื่องมือนี้ช่วยได้กับ “คนที่เสียภาษีถึงเกณฑ์” เป็นหลัก ขณะที่แรงงานนอกระบบหรือรายได้น้อยซึ่งเผชิญความเปราะบางหนักกว่า มักไม่อยู่ในจุดที่จะได้ประโยชน์เต็มที่

ส่วนเงินอุดหนุนเด็กเล็กที่เป็นหัวใจของการถกเถียงเชิงนโยบาย ก็ยังเผชิญปัญหา “ตกหล่น” โดยมีข้อมูลอ้างอิงว่ามีเด็กจากครัวเรือนยากจนจำนวนหนึ่งไม่ได้รับเงินรายเดือนทั้งที่มีสิทธิ และมีข้อเสนอให้ขยายเป็นสวัสดิการถ้วนหน้าเพื่อแก้ปัญหาการหลุดจากระบบ ขณะที่งานประเมินของยูนิเซฟเกี่ยวกับโครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็ก ชี้ให้เห็นบริบทของการกำหนดสิทธิแบบมุ่งเป้าตามรายได้ และความท้าทายด้านการเข้าถึงในทางปฏิบัติ

คนโสดจ่ายภาษี แต่แทบไม่มี “พื้นที่” ในสมการนโยบาย

ในเชิงการเมือง “เด็ก–ครอบครัว–ผู้สูงอายุ” มักเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกพูดถึงมากที่สุด แต่คนโสดและคู่ไม่มีลูกกลับถูกมองเป็น “กลุ่มต้องชักจูงให้กลับเข้าประเพณี” มากกว่าการเป็นแรงงานและฐานภาษีที่แบกรับระบบรัฐสวัสดิการ นำไปสู่ความรู้สึกว่า นโยบายแจกเงินบางแบบคือการโยกภาระจากโครงสร้างรัฐไปให้ครัวเรือน แล้วค่อยชดเชยเล็กน้อยด้วยเงินรายเดือน

ภาพนี้ยิ่งชัดเมื่อการเมืองเลือกตอบโจทย์ประชากรด้วย “เงิน” มากกว่า “บริการ” ทั้งศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ ระบบลาพ่อแม่ที่ยืดหยุ่น เวลาทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และระบบดูแลผู้สูงอายุที่ทำให้คนไม่ต้องมีลูกเพื่อหวังพึ่งพาในอนาคต

การเมืองแข่งแจก แต่สัญญาณเตือนเรื่องวินัยการคลังดังขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงโค้งเลือกตั้ง ข้อถกเถียงใหม่ไม่ใช่แค่ว่า “จะให้เท่าไร” แต่รวมถึง “จะเอางบจากไหน” และ “ทำได้จริงแค่ไหน” สื่อและวงวิชาการเริ่มตั้งคำถามต่อความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง หากนโยบายหาเสียงถูกออกแบบแบบระยะสั้นและไม่บอกแหล่งเงินชัดเจน

ขณะเดียวกัน TDRI และเวทีสาธารณะหลายเวทีพยายามดัน “ชุดนโยบายปรับโครงสร้าง” มากกว่าประชานิยมที่เพิ่มภาระระยะยาว โดยย้ำข้อจำกัดหนี้สาธารณะและความจำเป็นของความรับผิดชอบทางการคลัง

จุดตัดสำคัญคือ รัฐกำลังพูดกับ “คนอยากมีลูก” หรือ “คนที่ไม่เชื่อระบบ”

นโยบายอุดหนุนเด็กเล็กพูดกับคนที่อยากมีลูกแต่ติดเงินเป็นหลัก แต่คนอีกกลุ่มไม่อยากมีลูกเพราะไม่เชื่อในระบบ ตั้งแต่คุณภาพการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ โอกาสทางอาชีพ ไปจนถึงความเป็นธรรมทางเพศ ในโจทย์แบบนี้ เงินเดือนละ 600–2,000 บาทอาจช่วยประคองได้บางส่วน แต่ไม่พอจะเปลี่ยนการตัดสินใจชีวิต หากรัฐยังไม่ทำให้ “การมีลูก” เข้ากับชีวิตการทำงานและความมั่นคงระยะยาวจริง ๆ

ตัวอย่างเชิงนโยบายที่ถูกหยิบมาถกเถียง เช่น แนวทางเปลี่ยนเป็นเงินอุดหนุนถ้วนหน้าแบบไต่ระดับจนถึง 1,200 บาทต่อเดือน หรือเพิ่มบริการศูนย์ดูแลเด็กเล็กควบคู่กัน ซึ่งอย่างน้อยสะท้อนทิศทางว่า การแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยต้องไปไกลกว่า “แจกเงินอย่างเดียว” และต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า ระบบจะช่วยแบกรับภาระจริง ไม่ใช่โยนให้ครอบครัวแล้วค่อยเยียวยาปลายทาง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...