โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โรงเรียนเก่ากำลังจะหายไป ถอดรหัสความเสี่ยงธุรกิจการศึกษาไทยในยุค ‘เด็กเกิดน้อย’

SMART SME

อัพเดต 04 ธ.ค. 2568 เวลา 10.04 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2568 เวลา 10.04 น.

การปิดตัวลงของโรงเรียนเก่าแก่หลายแห่งที่เคยเป็นเสาหลักของการศึกษาไทยกำลังส่งสัญญาณเตือนถึง “วิกฤตการณ์ทางธุรกิจ” ในอุตสาหกรรมการศึกษาอย่างชัดเจน โรงเรียนจำนวนมากที่ดำเนินกิจการมาอย่างมั่นคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ธุรกิจโรงเรียนในประเทศไทย จะแบ่งเป็น 1.โรงเรียนเอกชนทั่วไป 2.โรงเรียนนานาชาติ และ 3.โรงเรียนเอกชนเฉพาะทาง โดยช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเหล่าโรงเรียนกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะที่สุ่มเสี่ยงกับธุรกิจ นั่นคือแรงกดดันด้านจำนวนประชากรสืบเนื่องจาก อัตราการเกิดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ของประเทศไทย ทำให้ปริมาณนักเรียนใหม่เข้าสู่ระบบลดลงอย่างฮวบฮาบ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้หลักของโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนขนาดเล็กถึงกลางที่ไม่สามารถสร้างความประหยัดจากขนาดได้ การที่จำนวนนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เกิดภาวะที่ อุปทาน (จำนวนที่นั่งเรียน) มีมากกว่า อุปสงค์ (จำนวนนักเรียน) อย่างรุนแรง และยืดเยื้อ

ต่อมาคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและความล้มเหลวในการปรับตัว การศึกษาในปัจจุบันต้องแข่งขันกับตลาดอื่น ๆ เช่น โรงเรียนทางเลือก, โรงเรียนนานาชาติที่มีค่าธรรมเนียมเข้าถึงง่ายขึ้น (Affordable International Schools) และแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่เข้ามาสร้าง Digital Disruption ผู้ปกครองในยุคนี้ไม่ได้มองหาเพียงแค่สถานที่เรียน แต่ต้องการ “ความคุ้มค่า” และ “จุดแข็งที่แตกต่าง” ในการสร้างทักษะแห่งอนาคตให้กับบุตรหลาน โรงเรียนดั้งเดิมหลายแห่งจึงไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังนี้ได้ ขณะเดียวกัน โรงเรียนเหล่านี้ต้องแบกรับ ต้นทุนคงที่ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น เงินเดือนครูและค่าบำรุงรักษาสถานที่ ทำให้โครงสร้างทางการเงินเปราะบางลงมาก

ตัวอย่างสถานการณ์ ที่ชัดเจนคือการทยอยปิดตัวลงของ โรงเรียนเอกชนขนาดเล็กและโรงเรียนคาทอลิกเก่าแก่บางแห่ง ทั้งในเขตปริมณฑล และต่างจังหวัด ซึ่งเคยมีชื่อเสียงมานานหลายสิบปี แต่เมื่อจำนวนนักเรียนไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายก็ต้องตัดสินใจยุติการดำเนินกิจการหรือควบรวมกิจการเข้ากับเครือข่ายโรงเรียนที่ใหญ่กว่า

นี่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ความภักดีต่อแบรนด์ที่สั่งสมมานานอาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดอีกต่อไป หากไม่มีการลงทุนในหลักสูตรใหม่ ๆ หรือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการต้นทุน

เมื่อดูบทวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) พบว่าแนวโน้มธุรกิจโรงเรียนนานาชาติรายได้มีโอกาสขยายตัว 9.7% และนักเรียนนานาชาติกลับมามีโอกาสขยายถึง 8.3% โดยหลักสูตรนานาชาติที่ทันสมัยยังคงหนุนให้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติเติบโต รวมถึงจำนวนนักเรียนต่างชาติที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ อย่างนักเรียนจีนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเอาตัวรอดและสร้างจุดแข็งในการแข่งขันในยุคที่จำนวนนักเรียนลดลงและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท โรงเรียนต้องปรับเปลี่ยนสถานะจาก “สถานที่ให้ความรู้” เป็น “ผู้ให้บริการโซลูชันการเรียนรู้” กลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญในการสร้างความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น การเน้นทักษะแห่งอนาคต ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นไปที่ทักษะที่ตลอดต้องการสูง เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ , การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน, ทักษะด้านดิจิทัล (Coding/AI Literacy) และความฉลาดทางอารมณ์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยประเมิน และออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะกับความถนัดของนักเรียนแต่ละคน

เช่นเดียวกับ การสร้างจุดแข็งที่ไม่เหมือนใคร เช่น สร้างโรงแรมสีเขียวที่เน้นด้านสิ่งแวดล้อม, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภาษา เพื่อหลีกเลี่ยงกับการแข่งขันกับโรงเรียนอื่น นอกจากนี้ การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรวมทรัพยากร ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน และเพิ่มความหลากหลายของหลักสูตร หรือร่วมมือกับองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำเพื่อนำมาแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือเข้ามาในหลักสูตรก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ดังนั้น โอกาสในการอยู่รอดของธุรกิจโรงเรียนเก่าแก่ หรือโรงเรียนใหม่ในยุคปัจจุบันจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “พลิกบทบาท” จากผู้ให้การศึกษาแบบดั้งเดิมไปสู่การเป็นผู้ให้บริการ “โซลูชันการเรียนรู้เฉพาะทาง” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่มีขนาดเล็กลงแต่มีความคาดหวังที่สูงขึ้นแทน

เรื่องอื่นๆ ที่น่านสนใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...