โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ลอรีอัล” เตรียมนำเข้าแบรนด์ใหม่ตี ตลาดความงามไทย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 01 เม.ย. 2567 เวลา 17.19 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2567 เวลา 10.19 น.

ตลาดความงามไทย ไปได้สวย ปี 2023 ลอรีอัลกวาดรายได้ 4.118 หมื่นล้านยูโร เตรียมนำเข้าแบรนด์ใหม่ปลุก ตลาดความงามไทย พุ่งเป้าชิงผู้นำตลาดสกินแคร์-เมกอัพ-สีผม เล็งขยายตลาดเมียนมา ลาว และกัมพูชา เพิ่ม

นายแพทริค จีโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชา เปิดเผยว่า ตลาดความงามมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั่วโลกมีการเติบโตประมาณ 8% สำหรับในประเทศไทย ภาพรวมตลาดความงามและ personal care มีการเติบโตอยู่ที่ 12% ด้วยมูลค่าสูงถึง 2.85 แสนล้านบาท โดยเมื่อดูเฉพาะส่วนความงาม กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเป็นตลาดใหญ่ที่สุดมีมูลค่าที่ 1.13 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่มูลค่า 3.9 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มเมคอัพยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องด้วยมูลค่าตลาดที่ 2.27 หมื่นล้านบาท และกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำหอมมีมูลค่าสูงถึง 1.02 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ลอรีอัล ประเทศไทย นับเป็นหนึ่งในตลาดหลักของภูมิภาค SAPMENA (เอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง และ แอฟริกาเหนือ) ที่ยังสามารถคงอัตราการเติบโตสองหลักเหนือตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ภูมิภาค SAPMENA เติบโตที่ 23.2%

โดย ลอรีอัล เติบโต 1.4 เท่าทั้งโลก ในระยะ 3 ปีนับจากหลังโควิด มียอดขาย4.118 หมื่นล้านยูโร เติบโตสูงสุดในรอบ 20 ปีกว่า 11% โดยเติบโตสอดคล้องกับตลาดโลกในทุกเซกเมนต์โดยแบรนด์ที่เติบโตสูงสุด 3 อันดับได้แก่ คือ การ์นิเย่ ในกลุ่มสกินแคร์, Maybelline ในกลุ่มเมกอัพ และ L'Oreal Paris

ขณะที่เซกเมนต์ที่ผลักดันการเติบโตและมีอัตราการเติบโตสูงสุดคือ “ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง” ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ของโลกสืบเนื่องจากหลังโควิดผู้บริโภคใส่ใจและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมากขึ้น ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เติบโตสูงสุด คือกลุ่ม Color Make Up หลังจากอั้นมานานในช่วงโควิดทำให้ยอดขายในปี 2023 เติบโตอย่างก้าวกระโดดแซงปี 2019 หรือก่อนโควิดไปแล้ว

+การเติบโตข้างต้นมาจากปัจจัยหนุน 3 ด้านคือ +

  • ชนชั้นกลางขยายตัวขึ้นเรื่อยๆและคาดว่าจะแตะประมาณ 50 ล้านคนในปี 2030 นั้นหมายความว่ากำลังซื้อจะสูงขึ้น
  • ผู้บริโภคมีความเป็น Digital native มากขึ้นทำให้การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าง่ายขึ้น
  • การเข้าสู่สังคงสูงวัย

“สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของลอรีอัลคือ เป็นประเทศขนาดใหญ่ ผู้บริโภคมีความละเอียดลออและซับซ้อนในการใช้ผลิตภัณฑ์ความงามที่ก้าวหน้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน และสุดท้ายคือเป็นหนึ่งในประเทศที่ประชากรเริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้การเปลี่ยนแปลงสังคมและตลาดต่างๆความงามในประเทศไทยเป็นสิ่งที่น่าสนใจ”

ตลาดความงามไทย

สำหรับปี 2024 นี้ลอรีอัลประเทศไทยตั้งเป้าเติบโต “ดับเบิ้ลดีจิต” รวมทั้งตั้งเป้าเป็นผู้นำในกลุ่มของสกินแคร์เพราะเป็นพอร์ตใหญ่ และอีกหนึ่งเป้าหมายคือการเป็นผู้นำในตลาด Make up เนื่องจากเป็นตลาดที่กำลังเติบโตและลอรีอัลก็มีองค์ความรู้ในเรื่องของ Make up ค่อนข้างเยอะ

“แต่กลุ่มที่เรายังสู้ไม่ได้คือกลุ่มของ Hair Care เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ที่เยอะจนสามารถออฟเฟอร์ให้ผู้บริโภคได้เท่ากับคู่แข่ง ในส่วนของ Hair Color หรือสีผมเราก็อยากเป็นผู้นำตลาดเพราะเป็นผลิตภัณฑ์แรกที่เป็นต้นกำเนิดของบริษัท ขณะที่กลุ่มน้ำหอมก็ยังมีการเติบโตมากซึ่งที่ผ่านมาตลาดยังเล็กอยู่แต่มีแนวโน้มการเติบโตสูงและของเราเองก็มีหลายแบรนด์ในพอร์ต”

“ซึ่งปัจจุบันลอรีอัลมีแบรนด์ทั้งหมด 37 แบรนด์ทั่วโลก และประเทศไทยมี 15 แบรนด์ แน่นอนเราอยากนำแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูในเรื่องของการลงทุนและความต้องการของผู้บริโภคในประเทศด้วย คาดว่าภายในไม่เกิน 1 ปีครึ่งเราน่าจะได้เห็นแบรนด์ใหม่ๆอยู่ใน portfolio ของประเทศไทย”

ผู้บริหารกล่าวต่อไปว่า เป้าหมาย 3 ปีข้างหน้า ลอรีอัลประเทศไทยตั้งเป้ามีแบรนด์ใหม่ๆเข้ามาในพอร์ตรวมทั้งแคตากอรี่ต่างๆ เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังดูแลในตลาดลาว กัมพูชาและเมียนมาร์ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโตสูงเพราะมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับไทย แต่ความยากคือสถานการณ์ทางการเมืองของบางประเทศที่ทำให้มีข้อจำกัดในการบริหารจัดการหรือการนำเข้า แต่ลอรีอัลยังคงมีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าใน3ตลาดนี้ให้เข้มแข็ง

ในส่วนของกำลังซื้อเองมองว่าดูเหมือนจะมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ แต่ในความเป็นจริงผู้บริโภคมีการซื้อผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายรูปแบบ แม้แต่ในกลุ่มลักชัวรี่หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ชั้นสูงเครื่องสำอางก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถที่จะเข้าถึงง่ายที่สุด สามารถผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายตามราคาที่ต้องการ ไม่ไช่คนมีเงินเยอะขึ้นแล้วจะซื้อเฉพาะของแพงอย่างเดียว แต่ผู้บริโภคจะซื้อของที่อยากได้และเหมาะกับตัวเอง แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงหลักๆจะมีกลุ่มผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มหนึ่งที่ขับเคลื่อนตลาดเป็นประจำอยู่ด้วย

อ่านข่าวอื่น ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...