โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กังฉินร้ายพ่ายรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 มี.ค. 2567 เวลา 12.04 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 12.04 น. • Oneam
หลิวจงเหอหลงเข้าใจผิดอยู่นานว่าตัวเองเป็นพวกรักชอบบุรุษเพราะดันไปหลงรักลูกน้องตัวเองเข้า เขาทำใจอยู่นานกว่าจะยอมรับกับตัวเองได้ในที่สุดแต่กลับกลายเป็นว่าแท้จริงแล้วคนผู้นี้กลับเป็นสตรี? ช่างน่าตายนัก!

ข้อมูลเบื้องต้น

ตัวละคร

หลิวจงเหอ อุปราชราชสำนักผู้มีใบหน้างดงามและเป็นคนโปรดของจักรพรรดิ อยู่ใต้เพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับแสนแถมยังได้รับความโปรดปรานอย่างล้นเหลือ

ชายหนุ่มหลงเข้าใจผิดอยู่นานว่าตัวเองเป็นพวกรักชอบบุรุษเพราะดันไปหลงรักลูกน้องตัวเองเข้า เขาตีอกชกตัวทึ้งหัวตัวเองอยู่หลายวัน ทำใจอยู่นานกว่าจะยอมรับกับตัวเองได้ในที่สุด แต่ก็แปลกที่กับบุรุษอื่นเขาก็ยังนึกพิศวาสไม่ลงเช่นเคย และชอบที่จะมองหน้าอกกลม ๆ มากกว่าแผงอกแบน ๆ แม้แต่น้องชายของเขาก็มีปฎิกิริยาแต่กับเจ้าหนุ่มหลี่เฟิงผู้นี้เท่านั้นจึงสรุปกับตัวเองได้ในที่สุดว่าเขาไม่ได้ชอบบุรุษแต่เขาชอบหลี่เฟิง! แต่กลับกลายเป็นว่าแท้จริงแล้วคนผู้นี้กลับเป็นสตรี? ช่างน่าตายนัก! เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วไม่ว่าต้องใช้วิธีใดเขาก็จะเอานางมาเป็นของเขาให้ได้!

หูหลี่ ลูกสาวมาเฟียทะลุมิติเกิดใหม่ในคราบบุตรีที่ถูกลืมเลือนของต้าซือหนง รัฐมนตรีการคลังของฉางอาน แต่กลับมีใบหน้าเหมือนพี่ชายคนละแม่ราวกับฝาแฝดจึงถูกไปรับตัวกลับมาตามข้อตกลงเป็นตัวตายตัวแทนให้พี่ชายเจิ้งหลี่เฟิงที่ป่วยไม่ฟื้นเพื่อเข้าไปทำงานเป็นมือเป็นเท้าให้กับหลิวจงเหอในราชสำนักจนกว่าพี่ชายจะฟื้น

เจิ้งไห่หลาง ตำแหน่งต้าซือหนงบิดาแท้ ๆ ของนางเอก เป็นคนทะเยอทะยานและอยากจะเป็นหนึ่งในลูกน้องที่ได้รับความไว้ใจของหลิวจงเหอมากจนกลัวว่าอาการที่ไม่มีวี่แววจะฟื้นของบุตรชายจะทำให้พลาดโอกาสไป

คำโปรย

ตลอดชีวิตการเป็นขุนนาง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจิ้งจอกราชสำนักอย่างเขา ด้วยอำนาจที่มีในมือ….ตลอดเวลาหลิวจงเหอจึงมีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังเอาอกเอาใจ เป็นที่โปรดปราบขององค์จักรพรรดิ เรียกลมเรียกฝนได้ตามใจและแน่นอนว่าย่อมไม่มีใครปฏิเสธที่จะทำงานให้เขา ตำแหน่งมือขวาข้างกายยังคงว่างอยู่ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ถูกใจใครเป็นพิเศษ

จนกระทั่งวันหนึ่ง คนผู้นั้นก็ปรากฏตัว….หลี่เฟิง ฉลาดเฉลียว เจ้าเล่ห์มากแผนการณ์ถูกใจเขาเป็นที่สุด แต่เจ้าคนน่าตายผู้นั้นกลับปฏิเสธที่จะมาทำงานให้เขา แถมยังเอาแต่หนีราวกับเขากับรังเกียจ จนเขาต้องเปลืองสมองลงทุนลงแรงวางแผนไปมากมายกว่าจะได้ตัวอีกฝ่ายมา

แต่ด้วยความใกล้ชิดกอปรกับจ้องจับผิด เขาจึงสังเกตได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง หลี่เฟิงเป็นชายหนุ่มผู้มีใบหน้างดงามจนไม่อาจละสายตา ข้อเท้าเล็กบางดั่งหยกสลัก ลำคอขาวผ่องผิวเรียบเนียนและกลิ่นหอมอ่อนราวกับสตรี? ทำเอาเขาถึงกับใจสั่น คิดฟุ้งซ่านจนถลำลึกจนยากเกิดห้ามใจ

ในใจเกิดความปรารถนาอยากเป็นเจ้าของ ทุกอย่างของหลี่เฟิงต้องเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว อยากกระชากอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมกอดและทำตามที่หัวใจเรียกร้อง จนกระทั่งในหัวเริ่มจินตนาการถึงแต่เรื่องต้องห้ามจนร่างกายเริ่มร้อนผ่าว อยากให้อีกฝ่ายนอนทอดกายอยู่ใต้ร่างรอรับสัมผัสจากเขาด้วยความเต็มใจ อยากได้ยินเสียงครางกระเส่าเรียกหาแต่ชื่อของเขา….

ทำใจอยู่นานกว่าจะยอมรับตัวเองที่เป็นชายรักชาย แต่แล้วทุกอย่างพลันก็เปลี่ยนไป……

บทนำ

“จะ…เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ ประเดี๋ยวมีใครผ่านมาเห็นเข้า”

เสียงครางหอบกระเส่าด้วยความทรมานระคนสุขสมจากการถูกปลุกเร้าอย่างหนักของบุรุษผู้มีใบหน้างดงามเย้ายวนใจ ชายหนุ่มร้องห้ามปรามอย่างไม่จริงจังนัก แต่ยิ่งห้ามก็กลับยิ่งเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ

เรียวลิ้นอุ่นร้อนของใครบางคนกำลังลากระเรื่อยไปตามแผงอกเขา อ้อยอิ่งเป็นพิเศษที่ยอดอก เน้นสัมผัสทั้งดูดทั้งลิ้มเลียชิมเขาเลยราวกับหิวกระหายจนมันแข็งเป็นตุ่มไต เลือดในกายหนุ่มเริ่มร้อนระอุจนไหลมารวมกันบริเวณท้องน้อยจนปวดหนึบ แก่นกายขยายแข็งขึงคับแน่นอยู่ภายใต้อาภรณ์

“ยะ…อย่า อึ๊ก!”

มือเล็กลูบไล้สะเปะสะปะไปทั่วตัว ทั้งยังส่อเจตนาปลดเปลื้องอาภรณ์บนร่างเขา ยิ่งความเคลื่อนไหวนั้นหนักหน่วงและเคลื่อนลงต่ำมากแค่ไหน เรี่ยวแรงในกายหนุ่มก็ราวกับจะหดหายไปด้วย

สายรัดเอวถูกอีกฝ่ายกระตุกออกสำเร็จในเวลาไม่นาน ความเป็นชายขนาดใหญ่โตคับแน่นที่ขยายตัวเต็มที่แทบจะเด้งผึงออกมาทันทีที่ถูกปลดปล่อย อวัยวะแสดงความเป็นชายสั่นระริกตั้งตระหง่านท้าทายต่อสายตา หลิวจงเหอเห็นอีกฝ่ายตกตะลึงชะงักการเคลื่อนไหวแต่ไม่นานก็เริ่มได้สติและเล่นสนุกกับร่างกายเขาต่อ

“เจ้าต้องการจะทำอะไรกันแน่?” ฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบคำ ทำเพียงแย้มยิ้มยั่วยวนและก้มหน้าลงต่ำโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เจ้าสิ่งที่กำลังผงาดอาจหาญอยู่กลางหว่างขา ชายหนุ่มถึงกับร้องห้ามเสียงหลง ความทรมานสายหนึ่งกระแทกเข้ามาในห้วงอารมณ์จนไม่สามารถกลั้นเสียงครางเอาไว้ได้หลังจากริมฝีปากบางที่เพิ่งยิ้มให้เขาคู่นั้นโอบอุ้มอ้ารับตัวตนของเขาเข้าไปเกือบทั้งหมด

มือเล็กสองข้างของอีกฝ่ายประคับประคองเล้าโลมลูบไล้ส่วนอ่อนไหวของเขาเข้าออกเป็นจังหวะสอดประสานใช้ทั้งมือและริมฝีปากปรนเปรอให้เขาด้วยความเต็มใจ

ขุนนางหนุ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป แววตาคู่คมปิดลงด้วยความรู้สึกเสียวกระสันบริเวณท้องน้อยจนถึงกับใบหน้าแหงนเงยไปด้านหลัง เสียงครางด้วยความพึงพอใจแผ่วดังออกมาเป็นระยะ

“อึ๊ก!” จังหวะที่อีกฝ่ายรับตัวตนของเขาจนสุดความยาวเข้าลึกจนถึงลำคอ ชายหนุ่มรู้สึกราวกับจะควบคุมตนเองเอาไว้ไม่อยู่ ราวกับอะไรบางอย่างกำลังทะลักทลายออกมา ลมหายใจแปรปรวนหอบหนัก ยิ่งอีกฝ่ายเร่งจังหวะเร็วและแรงมากเท่าไหร่ เขายิ่งเป็นฝ่ายหยัดกายเข้าหาอย่างเผลอไผล สองมือประคองศีรษะอีกฝ่ายไว้แน่นและเริ่มที่จะทำตามใจ

“อา… ข้าทนไม่ไหวแล้ว ให้ข้านะเด็กดี..”

หลิวจงเหอพลิกตัวกดอีกฝ่ายลงกับที่นอน รวบมือทั้งสองไว้ด้านบน ประกบจุมพิตเร่าร้อนบดเบียดลงมาอย่างเอาแต่ใจไปบนริมฝีปากบางที่ทรมานเขาอยู่จนถึงเมื่อครู่ ลิ้นช่ำชองแทรกผ่านกำแพงไข่มุกและกวาดชิมไปทั่วราวกับตั้งใจเอาคืนเรียวลิ้นเล็กที่เป็นฝ่ายรังแกเขาก่อน

กางเกงผ้าตัวน้อยถูกปลดเปลื้องออกจากเรียวขาคู่งามก่อนจะปลิวไปอีกห้องด้วยอย่างแรงด้วยอารมณ์กำหนัดที่โหมกระหน่ำ หลิวจงเหอไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ร้องขอชีวิต เขาจับเรียวขาทั้งสองแยกออกกว้างแทรกตัวเข้าไปตรงกลาง ประคับประคองส่วนอ่อนไหวพลางรูดมือไปตามความยาวอยู่สองสามครั้งในขณะที่อีกมือส่งนิ้วร้อนเข้าไปสำรวจพื้นที่คับแคบ สอดนิ้วเข้าออกรัวเร็วจนชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำเกิดเสียงหยาบโลน ช่องทางคับแคบเริ่มตอดรัดนิ้วจนเขารู้สึกพอใจ

ชายหนุ่มสอดใส่ตัวตนทีทั้งแข็งขึงและร้อนระอุเข้าไปทันทีอย่างรุนแรงจนสุดความยาวก่อนจะค้างเอาไว้เช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งเพื่อดื่มด่ำกับความรู้สึกถูกโอบอุ้มและครอบครอง ด้านในทั้งอุ่นร้อนและบีบรัดเขาอยู่บ่อยครั้งจนยากจะทานทน

เขารู้สึกได้ว่าคนที่อยู่ใต้ร่างเนื้อตัวสั่นและกระตุกอย่างแรง เสียงกรีดร้องแว่วหวานอู้อี้ผ่านริมฝีปากที่ถูกเขาประกบปิดไว้

ชายหนุ่มจับสองขาพาดไว้บนเอวแกร่ง ปล่อยสองแขนให้เป็นอิสระก่อนจะรวบทั้งร่างเข้ามากอดรัดไว้แน่นเสียจนร่างทั้งสองแทบจะจะหลอมเข้าด้วยกัน สะโพกแกร่งถอนกายออกจนสุดความยาวก่อนจะกระแทกเข้าไปอย่างไม่ยั้ง ทั้งรุนแรงและเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ขับควบอย่างบ้าคลั่งในตัวอีกฝ่ายโดยไม่สนเล็บคม ๆ ทั้งสิบที่จิกลงไปบนกลางหลัง

ริมฝีปากถูกปล่อยเป็นอิสระชั่วคราว ความรัญจวนพุ่งแตะจุดสูงสุดของอารมณ์จนต้องแหงนหน้าไปด้านหลัง เปิดเปลือยลำคอขาวผ่องให้ชายหนุ่มได้ขบกัด บังทรงตัวน้อยลอยตามกางเกงผ้าไปติด ๆ ปทุมถันคู่งามขาวผ่องปรากฏสู่สายตา หลิวจงเหอไม่รอช้าฝังใบหน้าลงไปทันที มือแกร่งบีบเคล้นจนเนื้ออิ่มล้นทะลักออกมาตามร่องมือ สลับกับดูดเลียปลายยอดราวกับต้องการเอาคืนสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำต่อเขา

คนใต้ร่างหยัดกายแอ่นอกตอบสนองตอบรับจังหวะของเขาอย่างเผลอไผล สองขาอ้ากว้างเกี่ยวกระหยัดเอวสอบ เปิดทางให้เขาเข้ามาได้ลึกกว่าเดิม สองมือเรียวเล็กจิกแทรกเข้าไปในกลุ่มผมของเขา พยายามกั้นเสียงน่าละอายไว้สุดชีวิต แต่ชายหนุ่มก็ไม่ปล่อยให้ทำตามใจ

ร่างกายส่วนล่างที่เชื่อมต่อกันกระแทกกระทั้นอย่างหนักหน่วงอย่างดิบเถื่อน เรี่ยวแรงอันมหาศาลของเขาที่กระแทกเข้ามาทำเอาคนใต้ร่างได้แต่โยกไหวไปตามความบ้าคลั่งของเขาอย่างยากที่จะต้านทานและตอบสนองเขาอย่างเร่าร้อนไม่แพ้กัน

เสียงร้องคำรามราวสัตว์ป่าที่เปล่งออกมาจากลำคอแกร่งบ่งบอกได้ว่าเจ้าตัวสุขสมแค่ไหน ร่างหนาผละออกเล็กน้อยเพื่อมองคนที่อยู่ใต้ร่างให้ชัดขึ้น ยอดปทุมกระเด้งกระดอนขึ้นลงไปตามจังหวะกระแทกกระทั้นช่างดูเร้าอารมณ์เสียจนอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปกอบกุม เรียวขาคู่งามถูกยกขึ้นสูงพาดกับหัวไหล่ เอวทรงพลังถอนแก่นกายออกจนสุดและกระแทกเข้าลึกอย่างไม่ออมแรงแม้แต่น้อยจนคู่กรณีสุขสมไปไม่รู้รอบที่เท่าไหร่แล้วแต่เขายังไม่ได้ปลดปล่อยออกมาสักครั้ง ทั้งอึดและทานทนจนเพียงแค่ครั้งเดียวก็แทบไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร

ในที่สุดชายหนุ่มก็มาถึงจุดที่ไม่อาจเหนี่ยวรั้งตัวเองได้อีกต่อไป จังหวะความเร็วถี่กระชั้นขึ้นทำเอาความกระสันพุ่งสู่จุดสูงสุดของอารมณ์จนกระทั่งทะลักทลายออกมา ร่างทั้งร่างกระตุกสั่นปลดปล่อยทุกอย่างออกมาด้วยความอิ่มเอมในอารมณ์แต่ยังไม่วายกระทุ้งเข้าไปอีกสองสามครั้งเพื่อรีดเค้นทุกหยาดหยดบ่งบอกได้ถึงความพึงพอใจที่มีต่ออีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ทำเอาชายหนุ่มเผลอครางชื่อฝ่ายตรงข้ามออกมาเป็นครั้งแรก….

“หลี่เฟิง..เจ้าเป็นของข้า”

แสงสว่างนอกหน้าต่างในยามเช้าที่สาดส่องเข้ามาเริ่มสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ทำเอาคนที่กำลังหลับฝันดีรู้สึกตัวตื่นเพราะความเปียกชื้นของกางเกงชั้นใน หลิวจงเหอสะลึมสะลืออยู่ครู่หนึ่งก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อนึกถึงความฝันแสนวาบหวามเมื่อครู่

ชายหนุ่มยันกายลุกขึ้นนั่งมองหลักฐานความชื้นที่หว่างขาบ่งบอกได้ดีว่าเขานั้นรู้สึกดีกับคนในฝันนั่นแค่ไหนจนถึงกับใช้สองมือปิดหน้าหลีกหนีความจริงอันน่าหวาดกลัว

เขาฝันเปียก! แน่นอนว่าเป็นเรื่องธรรมดาของบุรุษแล้วเขาจะมานั่งเครียดทำไม หากไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายถึงเป็นลูกน้องเขา…หลี่เฟิง!? คนในฝันเป็นสตรีไม่ผิดแน่แต่ใบหน้ากลับเป็นหลี่เฟิงซึ่งเขานั้น….เป็นบุรุษ!

‘นี่เราคงไม่ใช่…. ต้วนซิ่วหรอกนะ?!?’

ก้าวแรกของมาเฟียยุคโบราณ

“เจ้าหนู ตื่นได้แล้ว! เป็นอะไรไปล่ะเนี่ย?” หูหลี่รู้สึกปวดศีรษะอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตามองไปยังสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยรอบ ๆ ตัวและมาจบลงที่สภาพสกปรกมอมแมมของตัวเองที่คนรักความสะอาดอย่างนางทนดูไม่ได้ เสียงรอบตัวยังคงดังต่อไปโดยไม่ทันได้สังเกตความผิดปกติของนางแม้แต่น้อย

“ฟื้นมาก็ดีแล้ว ข้าก็นึกว่าเจ้าจะตายตามมารดาเจ้าไปอีกคนเสียแล้ว!”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียง ก็เห็นสตรีวัยกลางคนแต่งตัวแปลก ๆ …. ไม่สิที่แปลกคือนางต่างหาก เพราะคนที่อยู่รอบ ๆ ก็แต่งตัวเช่นเดียวกันกับสตรีวัยกลางคนผู้นี้

“เห็นว่าเจ้าจะขายตัวเป็นทาสเพื่อหาเงินฝังศพแม่ไม่ใช่หรือ? มีใต้เท้าท่านหนึ่งสนใจ จะซื้อเจ้าไปเป็นบ่าวในเรือน เขานั่งรอเจ้าอยู่ในโรงเตี๊ยมของข้าตรงโน้นน่ะ เจ้ารีบไปพบเขาเร็วเข้า” สตรีวัยกลางคนเมื่อพูดธุระตัวเองเสร็จก็เดินจากไป ปล่อยให้หูลี่นั่งจับต้นชนปลายอยู่คนเดียว ความทรงที่ไม่ใช่ของตนหลั่งไหลเข้ามาในสมองทีละน้อย

‘ขายตัวเป็นทาส? นี่มันเรื่องอะไรกัน’ หูหลี่เป็นลูกสาวมาเฟียเจ้าใหญ่ที่ทรงอิทธิพลและมีอำนาจมากที่สุดบนเกาะฮ่องกง ขึ้นชื่อในเรื่องของความเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยม อยู่เบื้องหลังช่วยนักการเมืองหลายคนทำเรื่องสกปรกมาแล้วก็ไม่น้อย

หูหลี่วัยยี่สิบต้น ๆ กำลังจะจบมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาล้วนงดงาม ส่วนโค้งส่วนเว้าก็มีอย่างพอเหมาะทำให้เธอได้ชื่อว่าเป็นคนที่สวยที่สุดในมหาวิทยาลัย เป็นที่หมายปองของหนุ่ม ๆ มากมาย แต่น้อยคนที่จะรู้ด้วยวัยเพียงเท่านี้ กิจการที่กลุ่มมาเฟียของตระกูลของเธอคุมอยู่ทุกวันนี้ กว่าสองในสามเป็นผลงานของเธอทั้งสิ้น เบื้องหน้าหูหลี่คือนักศึกษาสาวพราวเสน่ห์ เบื้องหลังวงการใต้ดินเรียกเธอว่า ‘เทพธิดามาเฟีย’

อ่า….แล้วตอนนี้เทพธิดาซาตานอย่างนางมาทำอะไรที่นี่?

หูหลี่หลับตาลงเงียบ ๆ ปล่อยให้ความทรงจำของร่างเก่าที่ยังเหลืออยู่ซึมซับเข้าสมอง เจ้าของร่างชื่อเดียวกันนาง ‘หูหลี่’ เป็นเด็กสาวอายุสิบหกปีแต่กลับดูไม่เหมือนสตรีแม้แต่น้อย ทั้งผอมและสูงโปร่งดูคล้ายเด็กผู้ชายมากกว่า ผิวหนังหยาบกร้านจากการตรากตรำทำงานตั้งแต่เด็ก

แม้จะมีกล้ามเนื้อบ้างแต่ยังถือว่าผอมแห้ง เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ผมเผ้ารุงรังไม่รู้ว่าไม่ได้อาบน้ำมากี่วันแล้ว เทพธิดาซาตานแทบกลั้นใจตายอีกรอบเมื่อรู้ว่าหลังจากนี้ไปร่างใหม่ของตัวเองสภาพเป็นเช่นนี้ เพราะไม่ว่าจะหยิกตัวเองไปแล้วกี่ครั้ง นางก็ยังไม่ตื่นเสียที…..

เจ้าของร่างอาศัยอยู่กับมารดาที่เป็นภรรยานอกสมรสของขุนนางใหญ่ผู้หนึ่ง เมื่อก่อนเคยเป็นสาวใช้ข้างห้องในเรือนแต่พอผู้นำตระกูลคนปัจจุบันแต่งงานได้ไม่นาน ฮูหยินใหญ่ที่ตั้งครรภ์พร้อมกันกับมารดาของนาง สตรีผู้นั้นไม่อยากให้ลูกที่เกิดจากสตรีอื่นมาลอยหน้าลอยตาอยู่ในเรือนก็ขับไล่มารดาของนางออกมาพร้อมให้เงินเพียงน้อยนิดมาตั้งตัวใหม่ทั้ง ๆ ที่กำลังใกล้จะคลอด สิ่งเหล่านี้โหดร้ายอย่างมากสำหรับสตรีผู้หนึ่ง ที่นางรู้ก็เพราะมารดาของเจ้าของร่างนี้เล่าให้ลูกสาวของตัวเองฟังบ่อย ๆ

โชคดีหน่อยที่ยังมีบ้านหลังเล็กและรายได้จากกิจการขนาดเล็กสำหรับประทังชีวิตแต่กิจการก็ไปได้ไม่ดีเท่าไหร่นักเพราะอาการป่วยเรื้อรังที่เป็นมาตั้งแต่คลอดนางทำให้ไม่สามารถทำงานเยอะ ๆ ได้ มารดาของนางหมดเงินไปกับการรักษาตัว หลังจากคลอดหูหลี่แล้วจิตใจจมจ่ออยู่กับความเสียใจจึงทำให้ร่างกายเจ็บป่วยไปด้วย ป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายปี สุดท้ายแม้แต่หมอก็ไม่ได้ไปหาเพราะไม่มีเงินจนกระทั่งสิ้นใจไปเมื่อไม่กี่วันก่อน

ก่อนที่จะให้กำเนิดนาง มารดาผู้น่าสงสารของนางเคยรับอุปการะเด็กน้อยไว้คนหนึ่ง เป็นเด็กผู้ชายอายุมากกว่าเจ้าของร่างนี้อยู่นิดหน่อย ก่อนมารดาของนางตายหมอนั่นเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ไม่เป็นอันทำอะไร หากเดาไม่ผิดตอนนี้ก็น่าจะยังนอนกอดศพมารดาของนางร้องไห้อยู่ในบ้านเป็นแน่

หูหลี่รู้สึกโกรธแค้นแทนเจ้าของร่างที่ต้องมามีชะตากรรมเช่นนี้ ไม่ใช่ความผิดของมารดานางแม้แต่น้อยที่เกิดมาต่ำต้อย ถูกคนเลี้ยงไว้เป็นนางบำเรอพอตั้งท้องก็ถูกคนเป็นสามีไล่ออกจากบ้าน อย่างน้อยนางก็ถือเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขคนหนึ่ง หมามันยังไม่ทิ้งลูกของตัวเองเลย

ธิดาซาตานสะกดกลั้นอารมณ์โกรธของตัวเองที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลามาแก้แค้นหรือคิดถึงเรื่องในอดีตเหล่านั้น ที่สำคัญตอนนี้คือนางจะเอาตัวรอดในแต่ละวันไปได้อย่างไร เพราะตอนนี้จากคนที่มั่งคั่งและความเป็นอยู่สุขสบายที่สุด กลับกลายเป็นต้องมาเป็นคนชนชั้นที่เกือบจะกลายเป็นทาสไปเสียแล้ว

หูหลี่หลับตาลงเนินนานนึกถึงความตายของตนเองในชาติที่แล้ว มันช่างงี่เง่าเกินกว่าจะรับไหว! ธิดาซาตานที่เคยแม้กระทั่งวิ่งฝ่ากระสุน หลบระเบิด เผชิญหน้ากับการปองร้ายมาแล้วไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันตรายมาได้ตลอดยี่สิบกว่าปี แต่กลับต้องมาตายเพราะบอดี้การ์ดคนสนิทคู่เกย์ที่หึงหวงกันเองแล้วพวกมันก็ทะเลาะกัน พอทะเลาะกันพวกมันก็ยิงกัน แล้วก็ยิงมาโดนนาง! จบชีวิตของการเป็นเทพธิดาซาตานไว้เพียงเท่านี้

‘อนาถกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!’

ระหว่างที่มัวแต่คิดว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตดี ‘ทูเจียว’ ก็มาตามกลับเรือนไปกินข้าว ใช่แล้ว! เขาคือลูกกระจ๊อกเพียงคนเดียวของนางในร่างนี้นั่นเอง…

“คุณหนูขอรับ”

ปฏิกิริยาทางร่างกายหลอมรวมกับบาดแผลทางจิตใจ ทำเอาหูหลี่เตรียมเงื้อเท้าทันที “เจ้า! บอกข้ามาว่าชอบบุรุษหรือสตรี?”

ทูเจียวที่ถูกถามกะทันหันยังตั้งตัวไม่ถูก ใบหน้าค่อย ๆ ขึ้นสีแดงเรื่อเขินอาย “คะ…คุณหนู! ข้าชอบสตรีขอรับ แต่ถ้าคุณหนูจะให้ข้าน้อยอุ่นเตียงให้แล้วละก็…”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หูหลี่เก็บเท้ากลับมา ก่อนเอ่ยสำทับ ไม่ให้หนุ่มน้อยคิดไปไกล “เจ้าเลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย!”

หึ! ถ้าเห็นวี่แววว่าเจ้าหมอนี่จะเป็นพวกรักเพศเดียวกันเมื่อไหร่นะ นางจะฆ่าทิ้งทันที!

…..

หูหลี่ในร่างใหม่ปรับตัวอยู่หลายวันก็เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับโลกใหม่ของตัวเอง นางรู้ว่านี่เป็นยุคโบราณน่าจะราว ๆ ราชวงศ์ถังที่เชื่อกันว่าเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจีน หลังจากที่ตั้งสติได้นางก็เลิกไปนั่งคุกเข่าตากแดดขายตัวเองเป็นทาสเป็นมาขายกิจการที่กำลังร่อแร่ทิ้งเพื่อเอาเงินไปทำศพให้มารดาที่นางไม่เคยพบหน้าของเจ้าของร่าง จนพอเหลือเงินติดตัวอยู่ต่ออีกไปได้หลายวัน

ทูเจียวนั่งหลบอยู่มุมห้องด้วยท่าทีหวาดระแวงกับความเปลี่ยนแปลงของนายสาวราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง คุณหนูที่เขาเห็นมาตั้งแต่เกิด มาวันนี้ให้เขาเปลี่ยนคำเรียกขานเป็น ‘คุณชาย’ แทนแถมยังให้ปิดเรื่องที่นางเป็นสตรีเอาไว้อีก ที่สำคัญหูหลี่ที่เขารู้จักตั้งแต่เกิดนั้นไม่ได้มีบุคลิกสุขุมเยือกเย็นและรอยยิ้มที่แสนเย็นชาราวกับเย้ยหยันทุกสิ่งบนโลกนี้เช่นที่กำลังอยู่ตรงหน้าเขา

แต่ลูกกระจ๊อกหนุ่มกลับรู้สึกเลื่อมใสอย่างประหลาดกับท่าทีอันแปลกใหม่นี้ช่างดูห้าวหาญนัก ใบหน้าเด็กหนุ่มแดงระเรื่อเมื่อได้เห็นหูหลี่คนใหม่อาบน้ำแต่งตัวขัดผิดขนคราบเหม็นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามตัวหลุดออกไปหมด

ระหว่างที่ทูเจียวกับว้าวุ่นกับตัวเองหูหลี่ก็ตัดสินใจกับตัวเองได้แล้วว่าต้องออกไปหาอะไรทำ จึงชวนอีกฝ่ายไปเดินเล่นในตลาด เมืองลั่วหยางที่นางอยู่แม้จะห่างจากเมืองหลวงฉางอานพอสมควรแต่ก็ถือเป็นเมืองที่มีประชาชนอาศัยอยู่กันไม่น้อย อาจเป็นเพราะเมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ก่อน ๆ ก็เป็นได้ เป็นเมืองที่เหล่าพ่อค้าคหบดีต่างพากันพลุกพล่านไปด้วยผู้คนและเป็นเมืองที่สำคัญทางการค้า

‘เอาล่ะ…แล้วอดีตลูกสาวเจ้าพ่ออย่างนางจะทำอะไรที่นี่?’

หูหลี่จำได้ว่าวันที่นางมาที่นี่วันแรกสตรีเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นคนแรกในโลกใบนี้ที่นางได้คุยด้วย ดูเหมือนร่างนี้จะเคยไปทำงานเป็นพนักงานในร้านอยู่ช่วงหนึ่ง แต่พอมารดาใกล้สิ้นลมก็ต้องลาออกมาดูแลไม่ห่าง หลายวันก่อนนางจึงไปติดต่อขอทำงานได้สองวัน

ระหว่างนั้นชายวัยกลางคนที่วันก่อนต้องการให้ซื้อตัวนางไปเป็นเด็กรับใช้ในเรือนก็มาทานอาหารที่โรงเตี๊ยมนั้นเช่นเคย เห็นว่าเขาเป็นเจ้าของบ่อนการพนันที่ใหญ่ที่สุดในลั่วหยางแต่ตอนนี้กลับมีปัญหาที่แก้ไม่ตก

หูหลี่แอบได้ยินเถ้าแก่โรงเตี๊ยมแอบซุบซิบคุยกับคนงานว่าราชสำนักออกกฎใหม่เข้มงวดกับการเก็บภาษีเจ้ามือพนันทุกชนิดมากกว่าเดิมจนตอนนี้เขาแทบไม่ได้กำไรจากกิจการเหมือนเมื่อก่อน เรียกได้ว่าหาพบว่ามีกำไรจากบ่อนเมื่อไหร่ราชสำนักจะเข้ามาแทรกแซงทันที หากไม่ยอมก็ต้องปิดกิจการไปอย่างไม่มีทางเลือก

ที่เป็นเช่นนี้เพราะขุนนางระดับสูงคนใหม่ ‘ต้าซือถู’ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากองค์จักรพรรดิ เข้มงวดกับการหาเงินเข้าพระคลังมากชนิดที่เรียกว่าไม่ให้กระเด็นซักอีแปะ คนผู้นี้เพิ่งมารับตำแหน่งได้ไม่นาน ก็กำจัดขุนนางที่เล่นพรรคเล่นพวกหรือฉ้อราษฎร์บังหลวงออกไปได้หลายคน เรียกได้ว่าล้างบางกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังได้ยินกันว่าหูตาของคนผู้นี้ช่างกว้างไกลยิ่งนัก ว่ากันว่าบนแผ่นดินนี้มีหูตาของเขาอยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน หากจะทำเรื่องไม่ดีก็จำต้องคิดให้มาก

คนที่ถูกเขาจับไปจะโดนทรมานจนกว่าจะสารภาพ ผู้ที่เคยโดยเขาจับไปทรมานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตายไปให้จบ ๆ เสียยังจะดีกว่า โทษทัณฑ์ของผู้ที่เบียดบังเงินแผ่นดินมีอยู่เพียงสองอย่างคือเนรเทศลดชนชั้นไปเป็นทาสหรือ….ตาย! สถานเดียว

แต่หูหลี่หาได้สนใจเรื่องไกลตัวไม่ เขาผู้นั้นจะเป็นเช่นไรก็ช่าง ตอนนี้เรื่องปากท้องของนางสำคัญกว่า หากนางทำข้อเสนอกับเจ้าของบ่อนผู้นั้นได้ ก็จะมีเงินมาใช้ในชีวิตประจำวันแบบที่ไม่ต้องทำงานหนัก ลูกสาวมาเฟียอย่างนางจะทำอะไรได้เล่า! นอกจากเรื่องอบายมุข

พอตัดสินใจกับตัวเองได้ หูหลี่จึงทำตามแผน ทันทีที่ได้เจอเจ้าของบ่อนผู้นั้นอีกครั้งนางตั้งใจจะหาทางเจรจากับเขา แต่ด้วยความที่ใบหน้าของเจ้าของร่างนี้งดงามแทบลืมหายใจ หูหลี่ที่เพิ่งค้นพบความจริงจึงตัดสินใจใช้เขม่าทางหน้าทาตัวให้ดำนาเกลียดเข้าไว้และอาศัยร่างกายที่ยังโตไม่เต็มวัยของนางแต่งตัวเป็นชายเพื่ออำพรางและป้องกันความยุ่งยากทั้งหลายที่จะตามมา เห็นสาเหตุที่มารดาของหูหลี่คนเก่าไม่เคยซื้อเสื้อผ้าสตรีให้กับบุตรสาวของตัวเอง นอกจากเรื่องความจนแล้วก็คงเป็นเรื่องหน้าตาอันงดงามนี่กระมัง

“ใต้เท้าเกา อาหารมาแล้วขอรับ” หูหลี่ในคราบเด็กหนุ่มยกอาหารเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเยือกเย็น ใบหน้าฉาบด้วยความเย็นชาอยู่สามส่วน แม้จะทาใบหน้าด้วยเขม่าดินแล้วก็ยังพอที่จะเห็นเค้าความงามและแววตาที่สดใส จนผู้ที่อยู่ในห้องอดที่จะกล่าวทักไม่ได้

เจ้าของชื่อเลิกคิ้วอย่างแปลกใจให้กับผู้ที่เข้ามาในห้อง เขามากินอาหารที่โรงเตี๊ยมนี้ก็บ่อย รู้จักแทบทุกคนในร้านตั้งแต่เจ้าของยันคนงานในห้องครัว เด็กหนุ่มตรงหน้าเขาคุ้นหน้าคุ้นตาอีกฝ่ายราวกับว่าเคยทำงานที่นี่มาก่อน

“เจ้าคือ….”

“ข้าน้อยหูหลี่ขอรับ หลายวันก่อนเห็นใต้เท้าสนใจจะซื้อตัวข้าขอรับ”

“อืม… ข้าตั้งใจให้เจ้าไปทำงานรับใช้ในเรือนเพราะคนงานขาด ว่าแต่เจ้ามีอะไรหรือ?” ถ้าเขาจำไม่ผิด เถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมบอกเขาว่าเป็นเด็กผู้หญิงนี่นา เอ…หรือเขาจะเข้าใจผิด?

“มิอาจปิดบัง ข้าน้อยซาบซึ้งในความกรุณาของใต้เท้าไม่น้อย แต่ทว่าข้าน้อยกลับคิดว่าตัวเองมีความสามารถมากกว่านั้น ดังนั้นวันนี้จึงมาขอรบกวนเจรจาต่อรองขอรับ ข้าน้อยมิอาจขายตัวเป็นทาสได้ แต่หากเป็นการรับจ้างทั่วไปหรือเป็นที่ปรึกษา เสร็จงานแล้วเป็นอันจบกัน”

เกาจงฟังจบแล้วก็ให้ระเบิดหัวเราะ เด็กหนุ่มตรงหน้าช่างดูอวดดีไม่น้อย ตัวแค่นี้จะเอาความสามารถอะไรมาช่วยงานเขาได้

หูหลี่รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องไม่เชื่อถือในตัวนางจึงรอให้อีกฝ่ายหยุดหัวเราะและกล่าวเข้าประเด็นโดยไม่รอช้า นิสัยของนางเป็นคนตรงไปตรงมาขวานผ่าซากอยู่แล้ว “ได้ยินว่าใต้เท้ากำลังคิดหาทำกิจการที่ได้เงินกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยที่ทางการไม่ระแคะระคายว่าเป็นการพนันใช่หรือไม่ขอรับ?”

“เจ้า!?!” เกาจงฟังแล้วก็ให้โมโหจนเลือดขึ้นหน้าในความอวดดีของคนตรงหน้า เด็กอายุสิบหกปากยังไม่ทันสิ้นกลิ่นน้ำนม ชายวัยกลางคนถึงกลับมีโทสะจนตัวสั่น

หูหลี่ตะเบงเสียงขัดขึ้นทันที “เจ้าเด็กอวดดี! เด็กน้อยอย่างเจ้าจะมารู้อะไร? สามหาวเป็นที่สุด” “คาดว่าใต้เท้าคงกำลังคิดกับข้าเช่นนี้อยู่กระมัง”

อดีตลูกสาวมาเฟียถึงกับยอมเสี่ยงที่จะใช้วิธีนี้ เพราะการที่เด็กอย่างนางจะเข้าถึงเป้าหมายและบรรลุข้อตกลงได้อย่างรวดเร็วจำต้องอาศัยความบ้าบิ่นและโจมตีที่จุดอ่อนของศัตรูเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้กี่ปี่ที่จะได้ลืมตาอ้าปาก ในโลกใบนี้นางหวังเพียงแค่ว่ามีบ้านมีกิจการและที่ให้นางอยู่อย่างสงบไปจวบจนบั้นปลายชีวิตก็เพียงพอแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นนางจำเป็นต้องมีเงินก่อน ซึ่งนี่ก็เป็นวิธีการหาเงินของนาง….

หญิงสาวคาดเดามิผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก ก่อนหน้านี้นางก็พอรู้มาบ้างว่าการพนันในยุคสมัยนี้มีอะไรบ้าง นางถึงกับลงทุนไปเรียนรู้ในบ่อนของจริงหนึ่งวันเต็ม ๆ จนกระทั่งหลังจากที่เข้าใจทุกอย่างแล้วจึงลงมือวางแผนทันที

เวลาหนึ่งวันก็เพียงพอแล้วสำหรับนาง ข้อมูลที่ได้จากบ่อนไม่ได้มีเพียงเรื่องทั่วไป แต่ยังมีเรื่องราวของการเก็บภาษีรูปแบบใหม่ของราชสำนักมาให้ได้ยินบ้างประปราย กิจการมอมเมาประชาชนอย่างบ่อนการพนันจะถูกเก็บภาษีในรูปแบบใหม่ที่โหดกว่าเดิม จนแทบจะเรียกได้ว่าแทบไม่เหลืออะไรเลยก็ว่าได้ ทำเอาเกาจงและผู้ประกอบการรายอื่นถึงกับเคร่งเครียดไปตาม ๆ กัน ดังนั้นพอถูกเด็กหนุ่มจี้ใจดำเข้าหน่อยเรื่องที่ขุ่นเคืองมาหลายวันและยังหาทางออกไม่ได้กลับปะทุขึ้นมาทันที

เกาจงสาดน้ำชารวดเดียวลงคอ เขากำลังคิดอยู่ว่าจะฟังเด็กหนุ่มผู้นี้ต่อหรือจะไล่ออกไปไกล ๆ ดี ขณะนั้นเสียงหูหลี่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ใต้เท้าก็ไม่เห็นมีอะไรที่ต้องเสี่ยงนี่ขอรับ หากทำตามที่ข้าแนะนำได้สำเร็จที่เหลือก็คือกำไรและเพียงแค่จ่ายค่าที่ปรึกษามา หากเป็นผลสำเร็จท่านก็แค่จ่ายค่าตอบแทนให้ข้าน้อยมา แต่หากเรื่องนี้ไม่สำเร็จ ข้าน้อยจะไม่รับเงินค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นเช่นนี้ดีมิใช่หรือขอรับ?”

เกาจงมีท่าทีลังเล ในขณะที่หูหลี่แสยะยิ้มเย็น “สำหรับข้าน้อยแล้ว วิธีที่มีอยู่ในใจตอนนี้นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นใต้เท้าเกา ขอเพียงมีใครสักคนที่สนใจและยอมรับในข้อเสนอข้าน้อยก็พร้อมที่จะแลกเปลี่ยน กิจการบ่อนการพนันในลั่วหยางไม่ได้มีเพียงท่าน อยู่ที่ใต้เท้าจะเลือกเป็นผู้บุกเบิกเจ้าแรกที่ทำหรือเป็นเพียงแค่ผู้ที่ทำตามกระแสคอยเก็บตกผลงานของผู้อื่นเขา… ข้าน้อยเห็นว่าท่านมีความเมตตาให้ พอมีความคิดดีก็อยากที่จะให้ท่านรับรู้ก่อนเป็นคนแรก แต่ทั้งนี้ทุกอย่างย่อมแล้วแต่การตัดสินใจของท่าน” นางเพียงต้องการบอกเขาว่าหากเขาไม่ตกลงก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่ตกลง

หูหลี่ให้เวลาเขาสองวัน หากเขาตกลงนางพร้อมที่จะเริ่มงานได้เสมอ กะอีแค่เงินสองร้อยตำลังที่นางเรียกไปเทียบไม่ได้เลยกับกำไรที่จะตามมา ในเมื่อราชสำนักบังคับเก็บภาษีสำหรับกิจการบ่อนการพนันเสียแพงหูฉี่ ก็แค่จดทะเบียนในชื่ออื่นเสียก็สิ้นเรื่อง! สำหรับคนที่อยู่กับเรื่องผิดกฎหมายมาทั้งชีวิตแล้วชาติหนึ่งอย่างหูหลี่ เรื่องแค่นี้ง่ายราวพลิกฝ่ามือ!

แต่เพียงแค่วันถัดมาใต้เท้าเกาก็เรียกนางมาคุย เพราะเมื่อวานหลังจากที่แยกกัน เขาได้ให้คนติดตามสะกดรอยอีกฝ่ายไป คนของเขากลับมารายงานว่าหูหลี่มีเดินไปด้อม ๆ มอง ๆ บ่อนพนันของผู้อื่นด้วย เขากลัวว่าหากอีกฝ่ายมีแผนดีจริง ๆ แล้วตัวเองจะเสียผลประโยชน์จึงรีบเรียกอีกฝ่ายมาคุยทันที

แท้จริงแล้วหูหลี่เพียงแค่ต้องการไปศึกษาบ่อนการพนันในยุคนี้เพิ่มเติมเท่านั้นหาได้ต้องการลองเชิงแต่อย่างใด แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ความระแวงของเกาจงทำให้นางทำงานง่ายขึ้น

เกาจงจ่ายเงินค่าจ้างให้นางเพียงครึ่งแรก ที่เหลือหลังจากงานจบ หูหลี่รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายังไม่เชื่อถือนางสักเท่าไหร่ หลังจากที่ตัดสินใจว่าจ้างแล้วยังให้คนมาแอบติดตามเขาอยู่บ่อย ๆ แต่ก็ช่างปะไร

หญิงสาวนำเงินก้อนแรกที่ได้มาไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายใหม่ทั้งหมดแต่เป็นเสื้อผ้าสำหรับบุรุษสำหรับของนางและของทูเจียว นางเคยถามเขาแล้วว่าหากต้องการจะแยกออกไปอยู่คนเดียวนางจะให้เงินเขาไปก้อนหนึ่งเพื่อตั้งตัวและจะได้ไม่ต้องมาคอยรับใช้นาง แต่ผลปรากฏว่าทูเจียวเอาแต่ร้องห่มร้องไห้เกาะแข้งขานาง ขอติดตามไปด้วยจนนางได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ

“หากข้าใช้งานเจ้าเยี่ยงทาสก็อย่ามาบ่นละกัน”

ทูเจียวปาดน้ำตาออกจากใบหน้าพยักหน้ารัวเร็ว “ข้าจะไม่บ่น แม้แต่จะให้ข้ารับใช้ในยามค่ำคืนข้าก็….” หูหลี่รู้ว่าเจ้าหมอนี่จะพูดอะไรต่อจึงรีบเอ่ยตัดบทอย่างรวดเร็ว

“ในเมื่อเราจะอยู่ด้วยกันต่อ ข้ามีกฎเหล็กอยู่สองข้อ หนึ่งคือความลับที่ข้าเป็นสตรี จำเอาไว้ว่าเจ้าต้องปกปิดมันเอาไว้ให้ดี”

“ขอรับ”

“สองข้าไม่ต้องการลูกน้องที่ทำอะไรไม่เป็น หากอยากติดตามข้าก็พัฒนาฝีมือตัวเองเสีย!”

“เข้าใจแล้วขอรับ” สายตาลูกกระจ๊อกหนุ่มเต็มไปด้วยความเลื่อมใส แววตาระยิบระยับจนต้องเบือนหน้าหนี ก่อนจะออกปากไล่อีกฝ่ายไปไกล ๆ

……..

ฮวยหวย 1

เริ่มงานวันแรก แม้หูหลี่จะใส่เสื้อผ้าใหม่แต่ก็ยังคงปิดบังใบหน้าตัวเองด้วยการทาเขม่าดำผสมแป้งน้ำเพื่อปกปิดความงามระดับงามล่มเมืองของเจ้าของร่างแต่กระนั้นก็ยังพอที่หลงเหลือเค้าความงามอยู่ นางจึงต้องหาพัดเล่มถือติดมือไว้เพื่อปิดบังใบหน้า อดีตลูกสาวมาเฟียขัดใจเล็กน้อยที่ไม่อาจเฉิดฉายได้ดั่งใจคิด แต่พอนึกถึงผลที่จะตามมาแล้วก็ตัดสินใจปกปิดไว้น่าจะเป็นการดีกว่า สตรีในยุคสมัยนี้ใช้ชีวิตลำบาก….

ในเมื่อได้รับโอกาสให้ทำงาน หูหลี่แสดงศักยภาพของตัวเองโดยการกวาดสายตามองคนที่พยายามโกงในบ่อนพนันได้หลายสิบคน จนเกาจงตื่นตะลึงความน่าเชื่อถือในตัวเด็กหนุ่มเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จึงได้เอ่ยปากให้นางเริ่มงานตามข้อตกลงในทันที

การหาเงินรูปแบบใหม่ที่หูหลี่จะแนะนำให้กับเกาจงคือ ‘ฮวยหวย [1] ’ หลายวันที่ผ่านมานางได้ศึกษาตามบ่อนการพนันทั่วเมืองแล้วจึงได้รู้ว่าสมัยนี้ยังไม่มีการพนันในรูปแบบนี้

“ฮวยหวย?” เห็นสีหน้างุนงงระคนหวาดวิตกของเกาจงหลังจากที่นางอธิบายหลักการไปแล้ว หูหลี่ก็รู้ทันทีว่าเขากำลังกังวลเรื่องอะไร

“ใต้เท้าหากท่านกังวลเรื่องราชสำนักจะมาเก็บภาษีการบ่อนพนันแล้วล่ะก็ ท่านก็แค่จดทะเบียนกิจการเป็นอย่างอื่นไปก็ได้”

“เจ้าช่วยอธิบายให้ความกระจ่างหน่อย”

หูหลี่แสยะยิ้ม โบกพัดในมือไปมาก่อนเอ่ย “ข้าเดาว่าราชสำนักต้องจับตามองกิจการที่จดทะเบียนเป็น ‘บ่อนการพนัน’ เป็นพิเศษ แต่หากเราจดทะเบียนเป็นอย่างอื่นเช่น ร้านเช่าขายป้ายชื่อ อย่างไรก็ได้เพื่อเป็นการบิดเบือนวัตถุประสงค์หลักราวกับเป็นการเสี่ยงทายตอบคำถามเพื่อแลกโคมกระดาษในงานเทศกาล หากมีคนถามท่านก็แค่บอกว่ามันเป็นการสมนาคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ คืนกำไรให้กับลูกค้าที่ซื้อแผ่นป้ายไปก็เท่านั้น” หึ! ไม่มีใครรู้จัก ‘หวย’ สักคน คงอีกนานแหละกว่าจะรู้ตัว ไม่มีใครบอกสักหน่อยนี่ว่าการพนันต้องกำจัดอยู่แค่ที่บ่อนเท่านั้น

เกาจงทำตามทันที หลังจากให้คนไปจดทะเบียนตามที่นางบอก ไม่นานกิจการที่ว่าก็เริ่มขึ้น เขาจ้างบัณฑิตที่ลายมือสวยไว้เพื่อเขียนแผ่นป้ายที่ว่า โดยกำหนดเป็นชื่อคนที่มีชื่อเสียงในเมือง ทั้งหมดมีจำนวนสามสิบสี่แผ่นแขวนไว้หน้าร้านเพื่อเปิดให้คนมาลงชื่อเสี่ยงทายมันด้วยราคาที่ต้องการเพื่อทายว่าเถ้าแก่จะจับฉลากได้แผ่นป้ายชื่อไหน จ่ายมากจ่ายน้อยแล้วแต่ศรัทธา แต่หากถึงช่วงที่ต้องจ่ายคืนเขาจะจับรางวัลต่อหน้าทุกคน รางวัลใหญ่จะจ่ายคืนถึงห้าเท่าสำหรับผู้ที่เลือกแผ่นป้ายตรงกับที่เขาจับขึ้นมาได้

ส่วนรางวัลอื่น ๆ ผลตอบแทนจะแตกต่างออกไปลดหลั่นกันลงมาอีกสี่รางวัล โดยช่วงแรกจะกำหนดจับรางวัลทุกต้นเดือนและกลางเดือน

หลายเดือนผ่านไปเริ่มมีกิจการเริ่มมีคนเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ กำไรที่ได้เป็นกอบเป็นกำเสียยิ่งกว่าที่เสียไป การเสี่ยงพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อตอบรับคนที่รอไม่ไหวถึงครึ่งเดือน คราวนี้แกะสลักแผ่นไม้เป็นรูปดอกไม้…

กติกาการเล่นคือเจ้ามือจะเลือกแผ่นป้ายชื่อหนึ่งแผ่นใส่ในกระบอกปิดฝามิดชิดแล้วแขวนไว้บนหลังคาโรงฮวยหวย ส่วนคนเล่นจะทายว่าชื่อในกระบอกที่ถูกเลือกนี้เป็นชื่อของใคร ถ้าทายถูกเจ้ามือจะต้องจ่ายสามสิบต่อหนึ่งแน่นอนว่าถ้าทายผิดเจ้ามือก็กินเรียบ

กิจการเฟื่องฟูขึ้นทุกวัน รายได้จากคนที่มาใช้บริการทำกำไรให้กับเกาจงเป็นกอบเป็นกำจนเรียกความสนใจจากคนที่อยู่ในวังหลวง

ณ ศาลาว่าราชการของสามเสนาบดีของราชสำนัก (ซันกง หรือ ซานกง) ประกอบด้วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายต้าซือถู เสนาบดีฝ่ายขวาต้าซือคงและเสนาบดีฝ่ายทหารพลเรือนต้าซือหม่า ในบรรดาเสนาบดีทั้งสามผู้ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากองค์จักรพรรดิมากที่สุดเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก….

“เรียนต้าซือถู ผู้ตรวจการลับของเราฝั่งลั่วหยางของเราตรวจจับความผิดปกติของกิจการอย่างหนึ่งได้ขอรับ แต่ว่า….” ขุนนางผู้รายงานมีสีหน้าลำบากใจ ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดจากตรงไหน

หลิวจงเหอเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารที่สุมกองท่วมหัวที่ไม่รู้ว่าทั้งหมดนั้นจะเสร็จชาติไหน ทำเอาซ่านฉินที่เป็นองครักษ์คนสนิทนึกเห็นใจนายเหนือหัวอยู่ไม่น้อย การเป็นคนที่จักรพรรดิทรงไว้เนื้อเชื่อพระทัย บางทีก็ไม่ง่ายเลย..

“ว่ามา” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่น่าเกรงขามพอ ๆ กับองค์จักรพรรดิ มาพร้อมกับแววตาคู่คม จับจ้องมองตรงมาอย่างคาดคั้น แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการทำให้คนที่เข้ามารายงานถึงกับเข่าอ่อน

คนตรงหน้าขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้ายขี้หงุดหงิดและเอาแต่ใจเป็นที่สุด ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าชักช้าเล่าสิ่งที่ได้รู้มาให้ผู้เป็นนายฟัง

หลิวจงเหอแววตาสว่างวาบทันทีที่ได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มที่มุมปากราวกับถูกอกถูกใจ ชายหนุ่มพูดเพียงสั้น ๆ ก่อนจะหันไปสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อ “ทำสิ่งที่ควรทำ จับตาดูเกาจงเอาไว้ เขาไม่น่าคิดเรื่องนี้ได้เอง ให้คนของเราลองสืบดูว่าใครที่เป็นคนให้คำแนะนำเรื่องนี้ แล้วมารายงานข้า!”

“ทราบแล้วขอรับใต้เท้า”

………

ณ ลั่วหยาง หลังจากนั้นอีกหลายวัน หลังจากที่เถ้าแก่ถอนทุนคืนมาได้แล้วกำลังจะจ่ายค่าจ้างหูหลี่เป็นที่ปรึกษาชั่วคราวที่เหลืออีกหนึ่งร้อยตำลึง จึงนัดให้นางมาหา แต่ทว่า….

ที่หน้าร้านฮวยหวยของเกาจงเต็มไปด้วยผู้คนตามปกติอย่างที่เห็นเป็นภาพชินตา แต่ครั้งนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไป เทพธิดาซาตานที่เคยเผชิญหน้ากับการลอบทำร้ายมาตลอดชีวิตในชาติที่แล้ว ประสาทสัมผัสเฉียบคมสลักลึกไปถึงวิญญาณรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

แม้จะในทุกวันจะมีผู้คนมากมายอยู่แล้วก็จริง แต่วันนี้กลับมีเจ้าหน้าที่ของทางการมาด้วย หูหลี่กระซิบทูเจียวที่ตามมาด้วยให้ไปสืบจากคนที่เข้ามามุงจึงได้ความว่า ดูเหมือนกิจการของเกาจงที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานจะเข้าข่ายการพนัน!

“คุณชาย เห็นว่ามีผู้ตรวจการมาเชิญตัวเถ้าแก่ไปที่ว่าการอำเภอขอรับ เมื่อครู่เขาให้ลูกน้องคนหนึ่งมาดักรอเพื่อบอกให้ท่านอย่างเพิ่งโผล่หน้าไปตอนนี้ เขาบอกว่าสามารถเอาตัวรอดได้ตามวิธีที่คุณชายเคยบอกไว้”

“ชิ! รู้เร็วขนาดนี้เชียว” วิธีที่ว่านั้นคือตั้งแต่ตอนขอเปิดกิจการระบุทุกอย่างเอาไว้หมดแล้วว่าจะทำอะไรบ้างทุกขั้นทุกตอน หูหลี่ศึกษาข้อกฎหมายเหล่านั้นมาจนหมดแล้วจึงอาศัยช่องโหว่เหล่านั้นร่างเอกสารขอเปิดกิจการขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ทางการไม่มีใครสักคนที่เอะใจถึงความผิดปกตินี้

แน่นอนว่าที่เกาจงปกป้องนางไม่ใช่เพราะคุณธรรมแต่เห็นว่านางยังทำประโยชน์ให้เขาได้ เมื่อคิดอย่างคนละโมบเขาจึงไม่ซัดทอดมาถึงนางหนึ่งก็เพื่อเอาไว้ใช้งานในภายภาคหน้า สองเพื่อต้องการเป็นหนี้บุญคุณกับนาง

หูหลี่แค่นยิ้มเย็นชา มีหรือนางจะไม่รู้ว่าเกาจงคิดอะไร แต่เถ้าแก่วัยกลางคนหารู้ไม่ว่าคนอย่างนางไม่มีทางให้เขาผูกมัดอะไรได้ ไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกัน หากครั้งนี้เกาจงไม่สามารถเอาตัวเองออกมาได้หรือไม่สามารถจ่ายเงินก้อนที่เหลือเป็นค่าทำงานให้กับนางได้ ที่ผ่านมาถือว่าจบกัน

อีกฝ่ายได้กำไรมากมายมหาศาลจากกิจการที่เปิดขึ้นเพราะคำแนะนำของนางไปแล้ว แต่ก็ยังประวิงเวลามาหลายเดือนกว่าจะจ่ายส่วนที่เหลือก็เพื่อเหนี่ยวรั้งอยากเก็บนางไว้ใช้งานจนกระทั่งมาถูกจับไปเสียก่อน คิดจะเล่นตุกติกกับนางก็ต้องดูว่าเขา…มีความสามารถมากพอหรือไม่!

เกาจงถูกต้าเซียงหลิงหรือตำแหน่งนายอำเภอที่ดูแลเมืองนี้นำตัวไปแล้ว แต่ที่หน้าร้านยังมีขุนนางผู้ตรวจการสามคนยืนอยู่หนึ่งคนสวมชุดขุนนางสีดำและอีกสองคนสวมชุดสีแดง คนที่สวมชุดขุนนางสีดำดูเหมือนจะมีอำนาจมากที่สุดกำลังกวาดตามองไปรอบ ๆ ฝูงชนด้วยแววตาคมกริบ หูหลี่เห็นเช่นนั้นจึงหลบฉากออกไปนั่งในโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้ามเพื่อสังเกตการณ์ แต่กลับได้ยินเรื่องผู้ตรวจการผู้นั้นแทน

“นี่! ข้าได้ยินมาว่าการที่ผู้ตรวจการมาที่นี่ก็เป็นเพราะคำสั่งของท่านผู้นั้นอีกแล้ว เห็นว่าเขาเป็นคนเดียวที่รู้ถึงความผิดปกติของกิจการเถ้าแก่เกาว่าเข้าข่ายการพนันจึงได้ให้ขุนนางตู้โหยว (หน่วยข่าวกรอง) มาตรวจสอบก่อน”

“ ‘เขา’ ที่เจ้าว่าเนี่ย? หมายถึงต้าซือถูแซ่หลิว หลิวจงเหอ ผู้ที่เพิ่งได้ตำแหน่งขุนนางปกครองคนนั้นหรือ?”

“ถูกต้องแล้ว เห็นว่าอำนาจในมือเขามีมากมาย ทั้งสำนักผู้ตรวจการและหน่วยข่าวกรองตู้โหยวทั้งหมดล้วนเป็นเขาที่กุมอำนาจ ใครอย่าได้ทำผิดบนแผ่นดินนี้ใต้จมูกเขาเชียว ไม่อย่างนั้นจะหาจุดจบที่ดียาก! เล่าลือกันว่าแม้แต่จักรพรรดิยังต้องเกรงใจเขา”

“ใช่ๆ ข้าก็ได้ยินมาเช่นนั้น นอกจากชื่อเสียงเล่าอ้างถึงความโหดเหี้ยมโดยเฉพาะที่เขากระทำต่อขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้ายังได้ยินว่าเขาเป็นคนที่เจ้าอารมณ์เอาแต่ใจมาก ๆ คนหนึ่ง หากทำอะไรให้เขาไม่พอใจย่อมมีจุดจบที่ไม่ดีนัก ข้าเคยได้ยินมาว่าเคยมีขุนนางในราชสำนัก แค่จ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบก็โดนสั่งลดขั้นไปประจำชายแดนห่างไกลแล้ว”

“อูย..ดีนะที่พวกเราไม่ต้องได้เจอคนเช่นเขา คนแบบนี้อยู่ห่างได้จะดีมาก”

หูหลี่สั่งอาหารมาชุดใหญ่และเลือกนั่งโต๊ะที่ใกล้หน้าต่างเพื่อสังเกตการณ์ด้านล่าง ในขณะที่สองหูก็เงี่ยฟังเสียงซุบซิบในร้านเพื่อเก็บข้อมูล จนกระทั่งยามบ่ายคนเริ่มซาแล้วจึงกลับเรือน ทูเจียวเห็นนางเงียบไปนานก็ให้ใจไม่ดี

“คุณชายเป็นเช่นนี้ไปแล้วจะไม่เป็นอะไรหรือขอรับ”

“เห็นทีข้าคงชวดเงินก้อนนี้ไปแล้วล่ะ” หญิงสาวในคราบชายหนุ่มถอนใจให้กับตัวเองและเริ่มมองหาเป้าหมายหาเงินใหม่ เพราะเงินที่ได้รับมาก้อนแรกก็ร่อยหลอลงไปทุกวัน ได้แต่สะสมความผิดหวังครั้งนี้ไว้และท่องชื่อคนที่ทำให้นางล้มเหลวในใจเป็นร้อย ๆ รอบอย่างคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แม้จะรู้ว่าตัวเองในตอนนี้ไม่มีกำลังจะไปสู้รบกับใคร

‘ต้าซือถู หลิวจงเหอ’

………….

ณ เมืองหลวงฉางอาน จวนประจำตำแหน่งต้าซือถูของแผ่นดิน บุรุษเจ้าของเรือนผู้อยู่ใต้คนๆ เดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น กำลังเอนกายอย่างเกียจคร้านในห้องอาบหรูหราขนาดใหญ่ที่มีแม้กระทั่งหัวสิงโตพ่นน้ำ

ท่ามกลางไอน้ำอุ่นร้อนปรากฎภาพเรือนกายแข็งแกร่งกำยำดั่งนักรบแต่กลับมีใบหน้างดงามราวอิสตรีที่ไม่ว่าใครได้เห็นย่อมตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ ไม่อาจละสายตาได้โดยง่าย

เส้นผมราวกับเส้นไหมดำขลับเปียกลู่ไปตามใบหน้าคม ดวงตาผลซิ่งคล้ายคนเจ้าชู้มากรักรับกับแผงขนตางอนงามที่ทั้งหนาและยาวดูเย้ายวน คิ้วได้รูปดั่งคันศร จมูกโด่งเป็นสัน นับเป็นความลงตัวอย่างสมบูรณ์แบบและทุกอย่างประกอบขึ้นเป็นเขาผู้นี้ หลิวจงเหอ

แม้เป็นความงามที่ราวกับเทพเซียนแต่กลับแฝงไปด้วยอันตรายอย่างเขาคนนี้ หากใครได้ลุ่มหลงหรือตกบ่วงเขาไปแล้ว หลังจากนี้พึงนับรอวันตายได้เลย

ชายหนุ่มเสยเส้นผมเปียกน้ำที่ระใบหน้าไปด้านหลัง มือแกร่งถือจอกเหล้าแกว่งของเหลวสีแดงวนไปมาก่อนยกขึ้นจิบดื่มด่ำกับรสชาตินุ่มนวลหวานหอมที่ปลายลิ้น น้ำจัณฑ์รสชาติกลมกล่อมจากแดนไกลที่แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่เคยได้ดื่ม สุรารสเลิศสีแดงก่ำราวสีเลือดเลอะอยู่ตามริมฝีปากดั่งสีเลือด ราวกับชายหนุ่มผู้งดงามผู้นี้ชื่นชอบการดื่มเลือดคนเป็นอาหาร

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทันทีที่ของเหลวในจอกเหล้าหมดแล้ว “มากันครบแล้วหรือยัง?”

พ่อบ้านชายชราที่ยืนรอปรนนิบัติอยู่ด้านข้างขยับตัวทันทีที่ชายหนุ่มเรียก “คนมาครบแล้วขอรับใต้เท้า”

“แต่งตัวให้ข้า”

ครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น ต้าซือถูหลิวจงเหอเดินฝ่าความมืดในจวนประจำตำแหน่งของตัวเองที่ติดกับศาลาว่าราชการไปยังห้องโถงประชุม ทุก ๆ ต้นเดือนและกลางเดือนเขาจะนัดตู้โหยวหรือขุนนางหน่วยข่าวกรองเข้ามาประชุมเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน

เมื่อเห็นว่านายเหนือหัวมาแล้ว เหล่าขุนนางตู้โหยวต่างพากันทำความเคารพและเริ่มรายงานถึงสิ่งที่ตนได้รับมอบหมายออกมา แม้จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้มาหลายครั้งแล้วแต่เหล่าตู้โหยวก็ยังอดที่จะอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้

หลิวจงเหอนั่งให้สาวใช้ตะไบเล็บไปด้วยฟังไปด้วยอีกคนหนึ่งนวดไหล่ อีกคนหนึ่งนวดขา มีสองคนนั่งพัดคลายร้อนทำตัวราวกับเป็นราชาจนกระทั่งรายงานครบทุกคนก็ยังไม่ได้ยินเรื่องที่อยากได้ยินจนเริ่มที่จะอารมณ์ไม่ดี เกิดความเงียบปกคลุมห้องแม้กระทั่งเข็มตกก็ยังได้ยิน คนที่อยู่ในห้องล้วนไม่มีใครกล้าหายใจแรง

ต้าซือถูผู้งดงามแสยะยิ้มกว้างพร้อมเสียงหัวเราะทุ้มต่ำเยือกเย็นชวนให้เสียวสันหลัง พวกเขายังจำได้ดีว่าคนตรงหน้าจัดการอย่างไรกับคนที่ทำงานไม่ได้ดั่งใจ เสียงไม้พลองที่ฟาดไปบนหลังเหล่าเพื่อนร่วมงานที่เคยโดนลงทัณฑ์ยังคงก้องอยู่ในหูไม่รู้ลืม

“ไม่เห็นมีใครรายงานข้าเรื่องความคืบหน้าของบ่อนเกาจง? พวกเจ้าคงไม่คิดหรอกนะ…ว่าคนของข้าจะสืบไม่ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

หนึ่งในตู้โหยวก้าวขึ้นด้านหน้ามาก้าวหนึ่งเพื่อรายงาน “เรียนใต้เท้า เกาจงปิดปากเงียบ ไม่ว่าถามอย่างไรก็ไม่ยอมตอบขอรับ เขาเอาแต่บอกว่าตัวเองเป็นคนคิดเรื่องทั้งหมดขึ้นมาเอง”

เกิดความเงียบชวนกดดันขึ้นมาครู่หนึ่งจนเหล่าผู้คนเริ่มรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็บเฉียบที่แผ่นหลัง ไม่มีใครกล้าปริปากเลยสักคน จนกระทั่งชายหนุ่มผู้งดงามแสยะยิ้มเย็น กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเอื่อยแต่แฝงไปด้วยความกดดัน

“หน่วยข่าวกรองที่ข้าตั้งขึ้นมา จะไม่มีใครเลยหรืออย่างไรที่จะทำงานได้ถูกใจข้า ตำแหน่งต้าซือถูกของข้านั้น…ช่างไร้ความศักดิ์สิทธิ์เสียจริง เป็นเช่นนี้แล้ว ข้า….จะมีพวกเจ้าไว้ทำไม?”

ตู้โหยวคนที่ก้าวออกมารายงานถึงกับเข่าอ่อน ละล่ำละลักกล่าวตอบ “เรียนใต้เท้า เกาจงถือว่ามีความผิดก็จริง แต่เอกสารที่เปิดกิจการเขาได้แจ้งรายละเอียดไว้ตั้งแต่ต้นแล้วจึงไม่สามารถเอาผิดเขาได้อย่างเต็มที่นักและส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะขุนนางท้องที่ปล่อยปละละเลยในส่วนนี้ ดังนั้นบทลงโทษความผิดของเกาจงจึงมีแค่จำคุกสามเดือนและริบทรัพย์ที่เป็นรายได้จากบ่อยฮวยหวยขอรับ ข้าน้อยคิดว่าหากเราใช้วิธีการรุนแรงอาจเกิดคำครหาแก่ใต้เท้าได้”

“เอาเถอะ ๆ มีแต่ปัญหาข้าเลิกสนใจแล้ว” หลิวจงเหอโบกไม้โบกมือไล่ ราวกับไม่ใส่ใจ เหล่าตู้โหยวได้แต่แปลกใจเพราะน้อยครั้งนักที่นายเหนือหัวจะถอดใจจากอะไรง่าย ๆ และน้อยครั้งนักที่หากไม่ได้ดั่งใจแล้วจะไม่มีคนเจ็บตัว ระหว่างที่กำลังเลิ่กลั่กมองหน้ากันไปมาไม่รู้จะเอาอย่างไรกับชีวิต เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นอีก

“พวกเจ้าไปได้แล้ว”

ตู้โหยวทั้งหลายสลายตัวแทบจะในทันที เหลือเพียงเจ้าของคฤหาสน์ที่ยังนั่งอยู่ท่ามกลางความมืดในห้องอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่ง…

“ซ่านฉิน พาคนของเจ้าไปเดินเล่นที่ลั่วหยางสักเดือนนึง”

“ขอรับใต้เท้า”

………..

[1] หวยในระยะแรกจะเล่นอยู่ในกลุ่มชาวจีน เรียกว่า "ฮวยหวย" (花會) แปลว่า ชุมนุมดอกไม้ เพราะเริ่มแรกเขียนตัวหวยเป็นรูปดอกไม้ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นชื่อคนจีน โดยทำเป็นแผ่นป้ายเล็ก ๆ จำนวน 34 ป้าย แล้วเขียนชื่อของผู้มีชื่อเสียงในสมัยโบราณเอาไว้บนป้าย ให้แทงว่าจะออกเป็นชื่อใคร ถ้าทายถูกเจ้ามือจ่าย 30 ต่อหนึ่ง ต่อมาเมื่อการพนันแพร่ระบาดสู่สังคมไทย จึงได้มีการออกหวยที่เป็นอักษรไทย (ซึ่งใช้ตัวอักษร 36 ตัว) จึงมีชื่อเรียกว่า "หวย ก ข" โดยโรงหวยเป็นของรัฐที่มีเอกชน เป็นผู้ได้รับสัมปทานดำเนินการ ทั้งนี้นายอากรหวย ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนบาล" หรือ "ขุนบาน" โดยรายได้จากอากรหวยมีเป็นจำนวนมาก และได้กลายเป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...