โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นฮูหยินน้อยจวนหย่งอันโหว (Mpreg)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 มี.ค. 2567 เวลา 13.00 น. • เผยแพร่ 25 มี.ค. 2567 เวลา 13.00 น. • Serial.print()
ชีวิตที่แล้วถูกลุงตนเองฆ่าตาย ชีวิตใหม่กลับเกิดมาเป็นฮูหยินน้อยจวนหย่งอันโหวผู้อาภัพในความรักจนคิดฆ่าตัวตาย ชีวิตของเขายังมีเรื่องโชคร้ายอันใดกว่านี้อีกหรือไม่

ข้อมูลเบื้องต้น

ลูกตาลเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่กับลุงขี้เมา เขาถูกผู้เป็นลุงทำร้ายร่างกายจนตายไปในวัยเพียงสิบแปดปี ชีวิตของเด็กชายน่าสงสารจนสวรรค์ต้องเห็นใจให้เขาไปเกิดใหม่ในร่างของบุตรชายเกอคนเล็กของจวนตระกูลหลิวนามหลิวเหมยหลัน

แต่เป็นเพราะเขาเป็นคนอับโชคเรื่องครอบครัวถึงได้ไปเกิดในตระกูลที่บิดาพึ่งจะเสียชีวิต ทำให้ตระกูลส่งเขาไปแต่งงานกับท่านโหวที่อายุมากกว่าตนถึงยี่สิบปี!

พี่ชายก็เป็นคนไม่เอาไหน มารดาก็วางอำนาจบาตรใหญ่ ตระกูลกำลังจะเสื่อมถอยจนต้องให้บุตรเกอแต่งงานเข้าจวนสกุลใหญ่ เพื่อคงอำนาจตระกูลเอาไว้

สามีของเขาก็เป็นพวกร้ายลึก ไม่แม้แต่จะสนใจว่าคนที่ตนแต่งด้วยนั้นมีคนรักอยู่แล้ว คิดเพียงเรื่องของอำนาจที่ตนเองจะได้รับ จนทำให้หลิวเหมยหลันคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากสามีเฒ่า

ลูกตาลที่มาเกิดใหม่ในร่างนี้จึงต้องใช้ชีวิตในร่างของหลิวเหมยหลันฮูหยินน้อยของจวนหย่งอันโหว แม้ชีวิตจะสุขสบายแต่กลับต้องมีเรื่องทุกข์ใจเข้ามาไม่ได้หยุดได้หย่อน จะหนีออกจากจวนเพื่อกลับบ้านก็ไม่ได้ กลายเป็นฮูหยินที่ต้องถูกกักขังอยู่แต่ในจวน ชีวิตไม่เป็นอิสระ

คนรักเก่าก็คอยตามตื๊อไม่เลิก แถมก่อนหลิวเหมยหลันคนเก่าจะตายไปยังสร้างเรื่องเอาไว้เสียใหญ่โต ชีวิตของลูกตาลเหตุใดจึงได้ยากนัก

หนีจากลุงขี้เมามาได้ ยังต้องมาพบกับสามีโรคจิตที่คิดจะฆ่าเขาทิ้งเมื่อใดก็ไม่รู้ มองไปทางไหนก็ไร้ที่พึ่ง เด็กน้อยคนหนึ่งจะมีชีวิตรอดในสถานการณ์แสนโหดร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร

ลูกตาลเป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่กับลุงขี้เมา เขาถูกผู้เป็นลุงทำร้ายร่างกายจนตายไปในวัยเพียงสิบแปดปี ชีวิตของเด็กชายน่าสงสารจนสวรรค์ต้องเห็นใจให้เขาไปเกิดใหม่ในร่างของบุตรชายเกอคนเล็กของจวนตระกูลหลิวนามหลิวเหมยหลัน

แต่เป็นเพราะเขาเป็นคนอับโชคเรื่องครอบครัวถึงได้ไปเกิดในตระกูลที่บิดาพึ่งจะเสียชีวิต ทำให้ตระกูลส่งเขาไปแต่งงานกับท่านโหวที่อายุมากกว่าตนถึงยี่สิบปี!

พี่ชายก็เป็นคนไม่เอาไหน มารดาก็วางอำนาจบาตรใหญ่ ตระกูลกำลังจะเสื่อมถอยจนต้องให้บุตรเกอแต่งงานเข้าจวนสกุลใหญ่ เพื่อคงอำนาจตระกูลเอาไว้

สามีของเขาก็เป็นพวกร้ายลึก ไม่แม้แต่จะสนใจว่าคนที่ตนแต่งด้วยนั้นมีคนรักอยู่แล้ว คิดเพียงเรื่องของอำนาจที่ตนเองจะได้รับ จนทำให้หลิวเหมยหลันคิดฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากสามีเฒ่า

ลูกตาลที่มาเกิดใหม่ในร่างนี้จึงต้องใช้ชีวิตในร่างของหลิวเหมยหลันฮูหยินน้อยของจวนหย่งอันโหว แม้ชีวิตจะสุขสบายแต่กลับต้องมีเรื่องทุกข์ใจเข้ามาไม่ได้หยุดได้หย่อน จะหนีออกจากจวนเพื่อกลับบ้านก็ไม่ได้ กลายเป็นฮูหยินที่ต้องถูกกักขังอยู่แต่ในจวน ชีวิตไม่เป็นอิสระ

คนรักเก่าก็คอยตามตื๊อไม่เลิก แถมก่อนหลิวเหมยหลันคนเก่าจะตายไปยังสร้างเรื่องเอาไว้เสียใหญ่โต ชีวิตของลูกตาลเหตุใดจึงได้ยากนัก

หนีจากลุงขี้เมามาได้ ยังต้องมาพบกับสามีโรคจิตที่คิดจะฆ่าเขาทิ้งเมื่อใดก็ไม่รู้ มองไปทางไหนก็ไร้ที่พึ่ง เด็กน้อยคนหนึ่งจะมีชีวิตรอดในสถานการณ์แสนโหดร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร

แนะนะตัวละคร

หลิวเหมยหลัน เป็นบุตรเกอคนเล็กของตระกูลหลิวมีอายุ 16 ปี ถูกลูกตาลคนจากยุคปัจจุบันที่มีอายุ 18 ปี เข้าไปเกิดใหม่ในร่าง ผิวสีขาวหยกมีใบหน้ากลมมน ดวงตาคมเฉี่ยว ริมฝีปากอวบอิ่ม นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม รูปร่างบอบบางตัวเล็ก ส่วนสูง 165 ซม.

โจวอี๋ว์ เป็นบุตรชายคนโตของอ๋องหย่งอันน้องชายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน มีตำแหน่งเป็นหย่งอันโหว อายุ 35 ปี มีใบหน้าคมเข้มผิวสีคล้ำเล็กน้อย ริมฝีปากบางนัยน์ตาสีน้ำมหาสมุทร ส่วนสูง 180 ซม.

หลิวอี้เซวียน บุตรชายคนโตของตระกูลหลิว พี่ชายของหลิวเหมยหลัน อายุ 22 ปี ใบหน้ารูปไข่ผิวสีขาวหยก หางตาตวัดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มใจดี ส่วนสูง 179 ซม.

ถังอิ๋น ประมุขคนปัจจุบันของตระกูลถัง อายุ 30 ปี มีผิวสีน้ำผึ้ง รูปร่างโปร่งบาง ใบหน้าเรียวริมฝีปากเล็ก จมูกโด่งสัน หน้าตาเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลา ส่วนสูง 178 ซม.

หน่วยความยาว

1 หลี เท่ากับ 0.03 ซม.

1 เฟิน เท่ากับ 10 หลี หรือ 0.33 ซม.

1 ชุ่น เท่ากับ 10 เฟิน หรือ 3.33 ซม.

1 ฉื่อ เท่ากับ 10 ชุ่น หรือ 33.33 ซม.

1 จั้ง เท่ากับ 10 ฉื่อ หรือ 3.33 เมตร

1 ลี้ เท่ากับ 150 จั้ง หรือ 500 เมตร

2 จั้ง เท่ากับ 300 ฉื่อ หรือ 1 กิโลเมตร

การบอกเวลา

1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที

1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง

ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.

ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.

ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.

ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.

ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.

ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.

ยามอู่ คือ 11.00 - 12.59 น.

ยามเว่ย คือ 13.00 - 14.59 น.

ยามเซิน คือ 15.00 - 16.59 น.

ยามโหย่ว คือ 17.00 - 18.59 น.

ยามซวี คือ 19.00 - 20.59 น.

ยามห้าย คือ 21.00 - 22.59 น

***นิยายอัพทุกวันเวลา 20.00 น. ยกเว้นวันอังคารและวันพฤหัสบดี อัพให้อ่านฟรีจนจบ

บทนำ

หลายครั้งลูกตาลก็คิดว่าไม่อยากเกิดมาในโลกที่แสนโหดร้ายเช่นนี้ เขาเกิดมาเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ตายจากไปตั้งแต่เขายังไม่ทันจะรู้ความด้วยซ้ำ ทั้งสองจากไปโดยไม่ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้เลยแม้แต่น้อย

ปล่อยให้เขาอาศัยอยู่กับผู้เป็นลุง ที่วัน ๆ เอาแต่ดื่มเหล้าไม่ทำการทำงาน ตั้งแต่จำความได้ลูกตาลก็ถูกลุงขี้เมาทุบตีเพื่อระบายอารมณ์อยู่ตลอด ในบ้านหลังซอมซ่อที่ไม่มีแม้แต่ผนังกั้นห้องให้ความรู้สึกปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย

เด็กชายในวัยอายุสิบแปดปีใกล้ถึงวัยที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เขายังโชคดีที่ได้เรียนจบมัธยมศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ก็ต้องออกจากการเรียนเพื่อที่จะหางานทำ เขาเป็นเด็กที่ต้องทำงานเลี้ยงตนเองมาตั้งแต่เด็ก

ความคิดที่อยากจะเรียนให้จบสูง ๆ นั้นเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย งานที่ทำเงินเดือนก็พออยู่ได้ไปวัน ๆ บางครั้งยังถูกหักเงินเพราะเขาทำงานผิดพลาด ชีวิตของเด็กคนหนึ่งต้องต่อสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ช่างเหนื่อยนัก

วันที่สามสิบของเดือนเป็นวันที่ได้รับเงินเดือนรอบที่สองของลูกตาล เขาเดินกลับบ้านด้วยรอยยิ้มที่ป้อนความสุข วันนี้เขาคิดเอาไว้แล้วว่าจะซื้อเนื้อสักกรัมไปทำกับข้าวกินฉลองที่บ้าน

แต่เมื่อเขาเดินกลับมาถึงบ้านซอมซ่อของตนเอง ก็เห็นข้าวของและเสื้อผ้าวางกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น เป็นฝีมือของลุงเขาเป็นแน่ที่ค้นหาเงินเพื่อนำไปซื้อเหล้า

มือบางกำเงินในมือของตนเองเอาไว้แน่น ในใจได้แต่หวังว่าคนที่ทำให้บ้านเละเช่นนี้จะไม่อยู่

“ไอ้ตาลวันนี้เงินเดือนมึงออกเอามาให้กู!”

เสียงตะโกนอยู่ด้านหลังทำให้ลูกตาลสะดุ้ง เขารีบหันหลังกลับไปมองลุงของตนเองที่เดินโซซัดโซเซ เข้ามาหาเขาเพื่อแย่งเงินในมือไป

“ไม่ได้นะลุง เงินนี้เอาไว้จ่ายค่ากับข้าวทั้งเดือนเลยนะ”

ลูกตาลรีบวิ่งหลบผู้เป็นลุงของตนแล้วเอาเงินไปซ่อนไว้ด้านหลัง ทุกครั้งที่เงินเดือนออกลุงเขาก็มักจะทำเช่นนี้ แต่ครั้งนี้เขาไม่ยอมอีกแล้ว เงินที่เขาทำงานอย่างหนักเพื่อแลกมันมา จะต้องไม่เอาไปจ่ายให้กับของมึนเมาเช่นนี้

“มึงกล้าเถียงกูรึ กูบอกให้เอามา!”

ลุงของลูกตาลเป็นพวกมีรูปร่างใหญ่ ทุกครั้งเวลาที่อีกฝ่ายตะคอก หรือทำท่าทางคล้ายจะตบตีลูกตาลจะกลัวมาก ผู้ที่ตกอยู่ในฤทธิ์ของมึนเมาจะไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตนเองได้

“ลุงตาลขอร้องอย่าเอาไปเลย ฮือ”

ลูกตาลร่ำไห้อย่างน่าสงสาร พร้อมกับวิ่งหนีไปรอบบ้านที่แสนคับแคบ หากครั้งนี้เขายอมเอาให้ลุงอีก เดือนนี้ทั้งเดือนก็จะไม่มีเงินซื้ออาหารให้ตนเองและลุงอีก หัวหน้าที่ทำงานของเขาก็ขู่เอาไว้แล้วว่าจะไม่อนุญาตให้เบิกเงินล่วงหน้าอีกเด็ดขาด

คงต้องเป็นเหมือนครั้งก่อน ยอมถูกทุบตีเล็กน้อยแต่ก็เหลือเงินเอาไว้ใช้ลูกตาลก็ยอม ที่เขายังอยู่อย่างนี้ไม่ยอมหนีไปไหนเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายเป็นลุงที่เลี้ยงตนเองมา หากไม่มีลุงเขาก็คงไม่อาจโตมาได้จนป่านนี้ จะยังไงก็เป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่บนโลกนี้ของเขา จึงมีแต่ต้องอดทน ในใจคิดว่าวันหนึ่งลุงจะต้องคิดได้

“เก่งนักนะมึง!”

แต่ลูกตาลคิดผิด คนที่ทำผิดแล้วรู้ว่าตนเองทำผิดจะสามารถกลับตัวได้ แต่คนที่ไม่รู้ว่าการกระทำของตนเองผิด ไม่มีทางที่จะกลายเป็นคนดีหรือเห็นใจผู้อื่น ลุงใช้ฝ่ามือฟาดไปที่ใบหน้าของลูกตาลอย่างแรง

จนใบหน้าของลูกตาลหันไปตามแรงฝ่ามือ ในมือของเขากำเงินเอาไว้แน่นเพื่อปกป้องมันสุดชีวิต แต่ในตอนนั้นเอง ศีรษะบางก็กระแทกเข้ากับเสาไม้ของบ้านอย่างจัง จนเลือดไหลอาบใบหน้าลงมา ตอนนี้สมองเขารู้สึกมึนเบลอไปหมด จากนั้นร่างเล็กจึงล้มลงกองไปกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง

“หึ! วันนี้มีเยอะเชียวกูจะแดกให้หนำใจไปเลย”

มือหยาบกระด้างแย่งเอาเงินที่ถูกกำเอาไว้แล้วยกขึ้นอย่างดีใจ อีกฝ่ายเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเลยสักนิดว่าลูกตาลจะเป็นเช่นไร จะอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่เคยมองว่าเขาเป็นมนุษย์อยู่แล้ว ทุกครั้งก็ยอมให้ทุบตีไม่ใช่หรือ

สายตาของลูกตาลเริ่มพร่าเบลอแล้วดับมืดลง รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งศีรษะจนไม่อาจฝืนทนได้ แรงกระแทกเมื่อครู่รุนแรงมากจนลูกตาลมีเลือดออกในสมอง เด็กชายตัวน้อยได้ตายจากโลกอันแสนโหดร้ายนี้เสียที รู้สึกยินดียิ่งนัก

บทที่ 1 คิดหนีไปกับชายชู้

จวนหย่งอันโหวของแคว้นโจวกำลังจัดพิธีมงคลสมรสของเจ้าของจวนและบุตรเกอคนเล็กของตระกูลหลิว พิธีถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวาตามความต้องการของผู้เป็นเจ้าสาว

หลิวเหมยหลันบุตรเกอคนเล็กของหลิวอี้คังผู้เป็นต้าซือหม่าของแคว้น (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) ถูกมารดาและพี่ชายของตนเองส่งไปแต่งงานให้กับจวนหย่งอันโหวเพื่อรักษาอำนาจของจวนตระกูลหลิวเอาไว้

บิดาของเขาหลิวอี้คังตายไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว อำนาจทางการทหารของแคว้นจึงเริ่มสั่นคลอน หลายคนต่างก็ต้องการแต่งกับตระกูลหลิวเพื่อควบคุมอำนาจนี้ไว้ในมือ แต่ผู้ที่ได้มันไปกลับเป็นหย่งอันโหวผู้ที่วางตนเป็นกลางในราชสำนักอยู่ตลอด

หนึ่งเดือนก่อนที่หลิวอี้คังจะเสียชีวิต ก่อนตายเขาได้กล่าวเอาไว้ว่าต่อไปสกุลหลิว ต้องหาผู้ที่สามารถพึ่งพิงได้มาเชื่อมสัมพันธ์ เพราะบุตรชายของตนต่างก็ไม่เอาไหน จึงได้แต่ฝากความหวังไว้กับบุตรเกอคนเล็กที่ยังไม่แต่งงาน

หลิวฮูหยินถูกบรรดาแม่สื่อมากมายมาทาบทามบุตรคนเล็กของนางเพื่อสานสัมพันธ์ แต่ละคนต่างยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ข้อเสนอที่ทำให้นางสนใจที่สุดก็คือของหย่งอันโหว นางจึงตัดสินใจยกบุตรให้เขาโดยไม่ถามเจ้าตัวแม้แต่น้อยว่าต้องการแต่งหรือไม่

อย่างไรการตัดสินใจแต่งงานของบุตรก็เป็นเรื่องของบิดามารดา หลิวเหมยหลันไม่อาจปฏิเสธได้ แม้ใจจะไม่ยินยอม เขามีคนที่ตนรักอยู่แล้ว อีกฝ่ายเป็นถึงจงเจิ้ง (รัฐมนตรีกระทรวงเชื้อพระวงศ์) แต่กลับไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากฟังคำสั่งผู้เป็นมารดา

ใบหน้ากลมมนในช่วงวัยออกเรือน ผิวขาวดุจหยกรับกับดวงตาคมเฉี่ยวมีหางตายกขึ้นคล้ายกับคนมีอารมณ์หงุดหงิดตลอดเวลา กอปรกับริมฝีปากอิ่มสีผลอิงเถา

ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าขับให้หลิวเหมยหลันดูดื้อรั้นเป็นอย่างมาก บวกกับนิสัยความเอาแต่ใจของเจ้าตัว ทำให้ใบหน้านี้ดูน่ารักน่าชังไปพร้อมกัน เจ้าตัวกำลังทำสีหน้ากรุ่นโกรธให้ผู้เป็นมารดาอยู่ในตอนนี้

“ท่านแม่ข้าไม่อยากแต่งขอรับ ข้ามีคนรักอยู่แล้ว อีกอย่างท่านโหวผู้นั้นก็อายุมากขนาดนั้น ข้าไม่แต่งขอรับ!”

หลิวเหมยหลันเข้าไปขอร้องมารดาเรื่องการแต่งงานของตน ผู้คนในเมืองหลวงต่างก็ทราบ ว่าเขาและคุณชายเหวินเป็นคนรักกัน ผู้คนต่างบอกว่าพวกเขาเปรียบเสมือนกิ่งทองกับใบหยกที่คู่ควรกันที่สุด

“เจ้าไม่อยากแต่งก็ไม่แต่งได้รึ จะอย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งกับหย่งอันโหว ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น กลับไปเตรียมตัวได้แล้ว”

หลิวฮูหยินมารดาของหลิวเหมยหลันตอบบุตรคนเล็กด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด นางไม่เคยสอนให้บุตรมีข้อกังขากับตนเอง ทุกคนในจวนจะต้องฟังคำสั่งจากนาง ตอนนี้ผู้เป็นสามีก็ตายไปแล้ว ดังนั้นอำนาจชี้ขาดของจวนในตอนนี้จึงตกเป็นของนางที่เป็นฮูหยินแต่เพียงผู้เดียว

“ท่านแม่!”

หลิวเหมยหลันเดิมทีก็เป็นบุตรคนเล็ก เขาถูกตามใจตั้งแต่เด็กจึงมีนิสัยที่ดื้อรั้น ครั้งนี้ถูกบังคับให้แต่งงานจึงมีความขัดใจเป็นอย่างมาก

“อย่ามาขึ้นเสียงกับแม่ พวกเจ้าจับเหมยเอ๋อร์กลับเรือนแล้วเฝ้าเอาไว้ อย่าให้ออกไปไหนจนกว่าจะถึงวันพิธีแต่งงาน!”

หลิวฮูหยินสั่งสาวใช้ให้มาจับตัวบุตรแสนดื้อรั้นของนางกลับไป จะอย่างไรนางก็ไม่มีวันตามใจบุตรในเรื่องนี้

หลิวเหมยหลันรู้สึกเสียใจมากในวันแต่งงานสีหน้าของเขาจึงไม่มีรอยยิ้มออกมาแม้แต่น้อย ใบหน้าแสนดื้อรั้นและจองหองถูกแสดงออกไปประจักรสายตาผู้คน ให้พวกเขาได้รู้ว่าเขาไม่ยินดีแต่ง

ในพิธีแต่งงานคนรักของเขาเหวินตวนก็มาด้วย ดวงตาคมเฉี่ยวของหลิวเหมยหลันจึงมองไปที่อีกฝ่ายด้วยความเสียใจ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้

ค่ำคืนที่แสนมืดมิดในคืนส่งตัวเข้าหอ เหวินตวนได้ลอบเข้ามาในห้องหอที่หลิวเหมยหลันอยู่ ในห้องประดับด้วยผ้าสีแดงมากมายพาให้ใจของเขาเจ็บปวด

“เหมยเอ๋อร์…”

เสียงเรียกชื่อของคนรักทำให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงแววตาสั่นไหว อีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาใกล้ จนพวกเขาทั้งสองมองเห็นกันได้อย่างชัดเจน

“ตวนเกอข้าไม่ได้ยินยอมนะ”

หลิวเหมยหลันกล่าวกับคนรักตน ร่างบางรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วเข้าไปจับมือหนาเพื่อแก้ต่างว่าตนเองถูกบังคับ เขาไม่อยากทำให้คนรักต้องเข้าใจผิด

“พวกเราหนีไปด้วยกันเถิด”

เหวินตวนกล่าวกับคนตรงหน้า มือหน้ายื่นออกไปจับใบหน้าของคนที่ตนชอบพอมาตั้งแต่เด็ก ใบหน้าแสนดื้อรั้นและเย่อหยิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกอยากครอบครอง

“ข้างนอกมีคนมากมายพวกเราจะหนีออกไปได้อย่างไร”

หลิวเหมยหลันเอ่ยกับคนรักด้วยความกังวล เขาเองก็อยากหนีไปกับคนรักเช่นกัน หากพวกเขาหนีออกไปได้ก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับคนที่รักได้แล้วไม่ใช่หรือ

“ไม่ต้องกลัวด้านนอกมีคนของข้าอยู่ไปเถิด”

กล่าวจบเหวินตวนก็จับมือบางแล้วพาเดินออกมา แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากประตู กลับพบเงาคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่ด้านหน้า

“คิดจะพาภรรยาของข้าไปที่ใดหรือใต้เท้าเหวิน”

เสียงเข้มพร้อมแววตาวาวโรจน์กล่าวขึ้น ด้านหลังของเขามีองครักษ์ประจำจวนล้อมเรือนหอแห่งนี้เอาไว้ทั้งหมด ส่วนลูกน้องของอีกฝ่ายนอนจมกองเลือดตายอยู่บนพื้นด้านหน้าเรือนทั้งหมดแล้ว

เลือดสีแดงกระจายไปทั่วพื้นดินในวันเข้าห้องหอ เป็นเรื่องที่อัปมงคลสิ้นดี เจ้าสาวก็คิดจะหนีไปกับชายอื่น นี่มันหยามเกียรติของหย่งอันโหวอย่างเขาเกินไปหรือไม่

“หรือว่าใต้เท้าเหวินอยากจะดูข้าและภรรยาร่วมหอกัน ถึงจะดูเขินอายอยู่บ้างแต่ข้าก็ยินดี มานี่สิภรรยาของข้า”

สิ้นเสียงเหวินตวนก็ถูกเหล่าองครักษ์จับมามัดเอาไว้มุมหนึ่งของห้องส่วนร่างบางที่ยืนอยู่ข้างกันนั้น ถูกมือหนาโอบอุ้มขึ้นไปบนเตียงหลังกว้าง แขนแกร่งวางร่างบางเอาไว้บนเตียงอย่างแรง แล้วตนเองขึ้นไปคร่อมทับ เสียงร้องครวญครางเสียงร่ำไห้ปะปนกันไปมาในค่ำคืนอันขมขื่น

หลิวเหมยหลันถูกชายอื่นรังแกต่อหน้าคนที่ตนเองรัก ชาตินี้ทั้งชาติไม่อาจแบกรับความเจ็บปวดนี้ได้ หลังจากคืนนั้นเขาก็ตัดสินใจจบชีวิตตนเองลงในวัยเพียงสิบหกปี ด้วยการดื่มยานอนหลับในปริมาณมากเกินขนาด

บ่าวรับใช้ที่อยู่หน้าห้องได้มาพบเข้าจึงช่วยเหลือเอาไว้ได้ทัน ร่างบางในตอนนี้จึงสลบไม่ได้สติอยู่ในเรือนหอของตนเองเป็นเวลาถึงสามวันเต็ม

แต่พอฟื้นคืนสติขึ้นมากลับกลายเป็นคนสติล่องลอย คล้ายกับว่ามีแต่ตัว ไม่มีจิตวิญญาณเสียแล้ว พอหย่งอันโหวเห็นภรรยาตนเองเป็นเช่นนี้ เขาจึงไม่มาเหยียบที่เรือนแห่งนี้อีก จะอย่างไรเขาก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว

ลูกตาลตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่รู้สึกว่าตนเองหลับไปนานพอสมควร ไม่รู้ว่าจนป่านนี้ลุงของเขากลับมาหรือยัง เปลือกตาสีมุกลืมขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เมื่อแสงที่ส่องผ่านหน้าต่างเล็ดลอดเข้ามาในห้องนอน ทำให้ไม่อาจฝืนนอนต่อได้

แปลกมากบ้านของเขาไม่มีหน้าต่างไม่ใช่หรือ

พอตื่นขึ้นจนเต็มตาถึงได้รู้ว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงหลังกว้าง ในห้องนอนแสนโอ่อ่าทุกอย่างในห้องล้วนถูกเลือกสรรมาเป็นอย่างดี มันไม่ใช่บ้านหลังเล็กที่เขาอยู่

ปวดหัวจังเลย

ในความคิดของเขามีแต่ความรู้สึกปวดไปหมด ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน แต่เขาขอนอนพักอีกสักเล็กน้อยก็คงไม่เป็นไร ยังไงเสียเงินที่หามาได้จากการทำงานมาทั้งเดือนก็หายไปในพริบตา ตอนนี้เขาจึงไม่มีเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นไปทำงานอีกแล้ว

“ฮูหยินน้อยตื่นแล้วหรือเจ้าคะ เดี๋ยวบ่าวไปเอายาเข้ามาให้เจ้าค่ะ”

เจินจูบ่าวรับใช้ประจำจวนหย่งอันโหวเดินเข้ามาเก็บมุ้งให้เข้าที่ เห็นคนบนเตียงตื่นแล้ว นางจึงกล่าวขึ้นอย่างสำรวมแล้วเดินออกไป นางได้รับคำสั่งจากท่านโหวให้มาจับตาดูอีกฝ่ายว่ายังคิดจะหนีไปกับคนรักอีกหรือไม่

“ใครกัน อ้ะปวดหัวจัง!”

มือบางทั้งสองข้างจับศีรษะตนเองเอาไว้แน่น ความรู้สึกของเขาในตอนนี้คล้ายกับว่าในหัวมันกำลังจะระเบิดออกมา

ความทรงจำของใครคนหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ อย่างกับละครหลังข่าวที่เขาเคยดู สิ่งนี้ทำเอาเขายิ่งปวดศีรษะมากขึ้นไปอีก ร่างบางลุกขึ้นเดินเพื่อต้องการหาความช่วยเหลือ

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพ้นเขตของห้องนอนเขาก็สลบเหมือดลงไปอีกครั้ง ไม่ได้รับรู้ว่าเป็นใครที่ช่วยตนเองเอาไว้

บทที่ 2 องค์ไทเฮาทรงไม่ปลื้มในตัวหลานสะใภ้

ร่างบางตื่นขึ้นมานานแล้ว เขากำลังนั่งเหม่ออยู่บนเตียงมานานนับชั่วยาม สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้บ่าวที่คอยรับใช้มาหลายวันเกิดความสงสัย ว่าคนที่อยู่บนเตียงในตอนนี้แท้จริงแล้ว ไม่ใช่หลิวเหมยหลันคนเก่า

เมื่อตื่นขึ้นมาลูกตาลก็ไม่ยอมพูดกับใคร ข้าวปลาเองก็ไม่ยอมทาน เพราะเขากำลังสับสน เหตุใดสวรรค์ถึงได้ลงโทษกันเช่นนี้

เขาเคยคิดว่าชีวิตตนเองในโลกก่อนนั้นน่าสงสาร เพราะเกิดมายากจน พ่อแม่ก็ด่วนจากไปตั้งแต่เด็ก มีลุงก็เหมือนกับไม่มี ต้องเลี้ยงดูตนเองตั้งแต่เด็ก

แต่พอได้มาอยู่ที่นี่ได้รับรู้เรื่องราวของหลิวเหมยหลัน เขาก็คิดว่าบางทีชีวิตในโลกก่อนก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก แม้เขาจะยากจนแต่ก็ไม่เคยคิดที่จะจากโลกไป หากไม่ใช่เพราะถูกลุงทำร้ายจนตายเช่นนี้ เขาก็ยังคงที่จะสู้ชีวิตต่อไป

ในโลกนี้หลิวเหมยหลันกลับไม่ได้มีทางเลือกของตนเองมากนัก นอกจากแต่งงานเป็นหน้าตาให้ตระกูลแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะทำได้ด้วยตนเอง อีกฝ่ายอยู่ในเพศสภาพที่เรียกว่าเกอ หน้าที่คือมีบุตรคอยสืบสกุลให้กับสามีก็เท่านั้น

จะออกไปค้าขายเองก็ทำไม่ได้เพราะเสียชื่อวงศ์ตระกูล จะเลือกคู่ครองเองก็ไม่ได้ เพราะชีวิตที่เกิดมาล้วนเป็นของบิดามารดา แถมยังถูกหยามเกียรติต่อหน้าคนรักเช่นนี้ อีกฝ่ายไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อก็คงไม่แปลก

ลูกตาลได้แต่ครุ่นคิดว่าชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ของตนจะเป็นอย่างไรต่อ แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในร่างคนอื่น แต่ว่าต่อจากนี้นี่ก็คือชีวิตของเขาแล้ว ภาระหน้าที่ของหลิวเหมยหลันเขาต้องเป็นคนสานต่อ เพราะอย่างไรเขาก็ไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย

“ฮูหยินน้อยถึงเวลาทานยาแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงสาวใช้ดังขึ้นที่ข้างเตียง เจินจูถือถ้วยยามาพร้อมกับขนมลูกกวาดให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า นางเห็นเมื่อวานอีกฝ่ายดูไม่ชอบรสขมของยาจึงได้เตรียมมันมาด้วยในวันนี้

“อือ ขอบใจนะ”

ร่างบางยอมดื่มยาแต่โดยดี เพราะร่างกายนี้กำลังป่วยอยู่จึงต้องกินยา แม้ยาจะมีรสขมแต่เขาก็ต้องฝืนดื่มมันลงไป

“ฮูหยินน้อยจะไปที่ใดเจ้าคะ”

หลังจากเจ้านายดื่มยาเสร็จ เจินจูเห็นอีกฝ่ายลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปจึงถามขึ้น หลายวันมานี้ไม่เห็นฮูหยินน้อยออกไปจากห้องเลย นางจึงนึกแปลกใจ ทุกฝีก้าวของฮูหยินนางต้องรายงานให้ท่านโหวทราบ

“เราจะไปเดินเล่น”

ตอบไว้เพียงเท่านั้นร่างบางก็เดินออกมาทันที เรือนแห่งนี้หากเทียบกับบ้านหลังเล็กของเขานั้นใหญ่กว่ามาก อยู่ที่นี่ก็ดีอีกอย่างคือมีอาหารครบทุกมื้อไม่ต้องทำงานหนักอีกแล้ว

เดินไปได้ไม่นานก็เห็นคนผู้หนึ่งเดินมาทางนี้พอดี ในความทรงจำของเขาคนผู้นั้นก็คือสามีของเขาหย่งอันโหว อีกฝ่ายกำลังจะเดินผ่านเรือนเขาไป แต่พอเห็นเขาเดินออกมาจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นทางนี้แทน

“ยังไม่ตายอีกเช่นนั้นรึ”

ถ้อยคำที่กล่าวออกมาเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย ลูกผู้ชายอย่างโจวอี๋ว์ย่อมไม่ชอบใจ ที่คืนนั้นร่างบางพาคนรักของตนมาหยามเกียรติถึงในห้องหอ แม้เขาจะเอาคืนทั้งสองอย่างสาสมแต่นั้นก็ยังไม่นับว่าพอใจ เห็นร่างบางออกมาเดินเหินได้แล้วจึงเดินเข้ามาเอาความ

พอพบหน้าอีกฝ่าย ความรู้สึกหนักหน่วงในจิตใจก็ประเดประดังเข้ามา ทำให้ลูกตาลรับรู้ว่าหลิวเหมยหลันนั้นเจ้าปวดเพราะคนผู้นี้เพียงใด ร่างบางจึงเลือกที่จะหันหน้าหนี ไม่ยอมคุยกับอีกฝ่ายโดยตรง

“ทำไมมองหน้าข้าแล้วมันทำให้นึกถึงค่ำคืนนั้นของเราหรืออย่างไร”

โจวอี๋ว์เดินเข้าไปหาร่างบาง จับแขนอีกฝ่ายเอาไว้แน่น แล้วบีบมือลงไปอย่างแรง ยิ่งเห็นใบหน้าที่เจ็บปวดของร่างบาง ใจเขาก็รู้สึกเป็นสุขนัก ข่าวลือในเมืองหลวงเรื่องที่ร่างบางไม่อยากแต่งเข้าจวนโหว มีหรือที่เขาจะไม่รู้

แต่แล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อตระกูลหลิวตอบรับข้อเสนอของเขา อย่างไรคนตรงหน้าก็ต้องแต่งให้เขา ข่าวลือพวกนั้นเขาจึงไม่สนใจ แต่พอได้มาเห็นใบหน้าที่แสนดื้อรั้นในวันนั้น เขาก็อยากจะทำให้มันแหลกคามือเสีย

“ปล่อยนะ เราเจ็บ”

ร่างบางพยายามสลัดแขนตนให้หลุดจากการกอบกุม เหตุใดอีกฝ่ายถึงได้โหดร้ายกับเขานัก เขาเคยไปทำอะไรให้อีกฝ่ายโกรธแค้นมาเช่นนั้นหรือ

“ไปแต่งตัวให้ฮูหยิน แรงเยอะเช่นนี้หายดีแล้วกระมัง”

โจวอี๋ว์ยอมปล่อยแขนเล็กนั้นแต่โดยดี เขาหันไปสั่งงานบ่าวรับใช้แล้วเดินเข้าไปยังด้านในเรือน เพื่อรอให้อีกฝ่ายทำตามคำสั่ง

“ไปเจ้าค่ะฮูหยินน้อย”

เจินจูรีบมาประคองเจ้านายของตนเข้าไปด้านในห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เป็นความผิดของนางเองที่ปล่อยให้ฮูหยินน้อยออกมาเดินจนท่านโหวเห็นเข้า ฮูหยินน้อยยังไม่หายดีแต่ท่านโหวกลับจะพาออกจากเรือนเสียแล้ว

“เขาจะพาเราไปไหนหรือ”

ร่างบางถามขึ้นเมื่อพวกเขาทั้งสองเข้ามาในห้องแล้ว แม้จะยังไม่หายดีแต่หลิวเหมยหลันก็ต้องเชื่อฟัง อีกฝ่ายเป็นเจ้าของจวนและเป็นสามี สั่งอะไรเขาก็ต้องทำตาม

“ข้าเดาว่าท่านโหวจะพาฮูหยินน้อยไปคารวะน้ำชาองค์ไทเฮาเจ้าค่ะ ตั้งแต่ที่ฮูหยินน้อยป่วยก็ยังไม่ได้ไปคารวะน้ำชาตามประเพณีเลยเจ้าค่ะ”

เจินจูบอกให้ผู้เป็นนายได้รับรู้ นางสั่งให้บ่าวรับใช้คนอื่นรีบเตรียมเสื้อผ้าให้ฮูหยินน้อยโดยเร็ว เพราะหากท่านโหวต้องรอนานเกรงว่าพวกนางอาจจะถูกลงโทษ

หย่งอันโหวก็คือชื่อยศของโจวอี๋ว์ เขาเป็นบุตรชายคนโตของอ๋องหย่งอันนามโจวจื่อซู นามอ๋องหย่งอันได้มาจากการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้ไปปกครองเมืองหย่งอันของแคว้น

เขาได้รับมอบหมายจากผู้เป็นบิดาให้มาช่วยราชกิจของฮ่องเต้ที่เมืองหลวง จึงถูกแต่งตั้งให้เป็นท่านโหวเนื่องจากมีศักดิ์เป็นเชื้อพระวงศ์ องค์ไทเฮาก็นับว่ามีศักดิ์เป็นท่านย่าคนหนึ่งของเขา ส่วนฮ่องเต้เองก็เป็นท่านลุงของเขา

ในราชสำนักเขามีหน้าที่ให้คำปรึกษาองค์ฮ่องเต้แต่ไม่มีสิทธิมีเสียงอันใดในราชสำนัก แต่ผู้คนต่างก็รู้ดี หากเรื่องใดที่หย่งอันโหวเห็นด้วยย่อมต้องผ่านการพิจารณาจากฝ่าบาท ทุกคนจึงเข้าหาท่านโหวผู้นี้กันลับหลังทั้งนั้น

แต่หย่งอันโหวกลับไม่คบค้าสมาคมกับผู้ใด แต่ด้วยบรรดาศักดิ์และตำแหน่งของเขา ก็ไม่จำเป็นที่จะพึ่งพาขุนนางพวกนั้น

การแต่งงานกับหลิวเหมยหลันในครั้งนี้ ทำให้ใครหลายคนเริ่มที่จะคาดเดาความคิดของหย่งอันโหวขึ้นมา พวกเขาต่างก็เล่าลือกันว่าตอนนี้อำนาจทางการทหารตกอยู่ในกำมือของราชวงศ์ ขุนนางต่างก็ไม่มีผู้ใดกล้าคิดที่จะก่อกบฏได้อีก ทั้งยังมีอีกเสียงว่าหย่งอันโหวคิดจะก่อกบฏชิงราชบัลลังก์

ใครจะรู้ความคิดของหย่งอันโหว เพราะในราชสำนักเขาวางตัวเอาได้ดี ไม่เคยเป็นที่ครหาสักครั้ง ไม่เคยมีเรื่องที่เสื่อมเสีย นั้นเป็นเพราะว่าเขาไม่ต้องการให้พวกมันรู้ หากใครรู้คนผู้นั้นย่อมไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว

เมื่อร่างบางเดินออกมาจากห้องแล้ว ความคิดเรื่องราวต่าง ๆ ในหัวจึงได้หยุดลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าคม เมื่อเห็นว่าใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงซีดเผือดอยู่

“ภรรยาของข้าช่างดูจืดชืดนัก มาเถิดสามีจะสวมเครื่องประดับผมให้เจ้า”

โจวอี๋ว์เดินเข้าไปใกล้ร่างบาง ฝ่ามือหนายื่นออกไปหยิบปิ่นปักผม ที่ให้บ่าวรับใช้ไปนำเมื่อให้เมื่อครู่ขึ้นมาเพื่อปักมันให้กับคนตรงหน้า แต่ร่างบางกลับหลบการกอบกุมของเขา

วงแขนแกร่งจึงได้คว้าไปที่เอวบาง แล้วออกแรงผลักให้เข้ามาใกล้ตนเอง แววตาคมจ้องมองคนที่หยิ่งผยองตรงหน้า มืออีกข้างก็ปักปิ่นอันงดงามลงไป

“ค่อยดูสมกับเป็นภรรยาท่านโหวขึ้นมาหน่อย จื่อหลงเตรียมรถม้าเสร็จหรือยัง”

เรียวนิ้วยาวลูบลงไปที่กรอบหน้างาม พอร่างบางเบือนหน้าหลบจึงยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ แบบนี้เขาชอบใจยิ่งนัก

“รถม้าพร้อมแล้วขอรับท่านโหว”

จื่อหลงบ่าวรับใช้คนสนิทพ่วงมาด้วยตำแหน่งองครักษ์คู่กายท่านโหวกล่าวรายงานผู้เป็นนาย

หลิวเหมยหลันมองรถม้าที่จอดอยู่หน้าเรือนตนเองด้วยแววตาสั่นไหว ต้องนั่งรถไปกับคนผู้นี้เขายังจะมีชีวิตรอดอยู่หรือ ไม่สู้กลับไปนอนบนเตียงเสียดีกว่า

“ต่อหน้าไทเฮาทำตัวดี ๆ ไม่เช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้า”

เมื่อนั่งรถม้ามาถึงเขตวังแล้ว โจวอี๋ว์ก็ดึงร่างบางเข้ามาโอบเอาไว้ เสียงทุ้มต่ำกระซิบบอกที่ข้างใบหู เป็นเชิงข่มขู่ หากไม่ติดว่าท่านย่าอยากดูตัวหลานสะใภ้ เขาไม่มีทางพาอีกฝ่ายมาเด็ดขาด

“ข เข้าใจแล้ว”

หลิวเหมยหลันกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขารู้สึกว่าตนเองจะไข้ขึ้นอย่างไรอย่างนั้น ตอนนี้เขารู้สึกง่วงนอนมาก คงเป็นเพราะฤทธิ์ของยา แต่ถึงกระนั้นก็ต้องทนฝืนทำหน้าที่ของตนเอง

“ถวายพระพรองค์ไทเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นปี หมื่น ๆ ปี”

หลิวเหมยหลันคารวะตามหย่งอันโหว การร่ำเรียนเรื่องในวังนั้น ร่างนี้ก็เคยทำอยู่บ้าง เขาจึงทำมันตามความทรงจำที่มี แม้จะติดขัดไปบ้างแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคใด ๆ

“ไม่ต้องมากพิธีนี่คือหลานสะใภ้ของข้าเช่นนั้นรึอาอี๋ว์ ไม่เหมือนกับที่ข้าคิดเอาไว้เลยนะ”

ไทเฮากล่าวกับผู้เป็นหลานตน นางคาดหวังว่าหลานคนนี้ของนางจะแต่งเอาคนที่เพียบพร้อมทั้งกิริยามารยาท งดงามและอ่อนช้อยเข้ามาเป็นภรรยาเสียอีก แต่เท่าที่นางมองดูเด็กคนนี้ดูมีนิสัยใจคอดื้อรั้น

ไม่เหมาะกับหลานชายผู้ที่มีนิสัยซื่อตรงคนนี้ของนาง ในสายตานางโจวอี๋ว์คือคนที่นิ่งและสุขุม มีนิสัยซื่อตรง ช่วยงานบุตรชายของนางในราชสำนักได้ดี นางจึงให้ความใส่ใจอีกฝ่ายอยู่บ้าง

“นี่คือหลิวเหมยหลันฮูหยินของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะไทเฮา แม้จะดื้อรั้นไปบ้างแต่ก็มีนิสัยใจคอที่ดีพ่ะย่ะค่ะ”

โจวอี๋ว์กล่าวแก้ต่างให้ภรรยาตนด้วยรอยยิ้มนอบน้อม สายตาของเขาที่มองไปยังร่างบางในตอนนี้คล้ายกับว่ารักใคร่อีกฝ่ายเป็นอย่างมาก

ส่วนหลิวเหมยหลันนั้น กำลังรู้สึกขนลุกกับสายตาที่อีกฝ่ายมองมา สองคนนี้กำลังเล่นละครให้เขาชมหรือ แม้บทสนทนาจะเป็นเรื่องของเขา แต่กลับไม่มีช่วงเวลาใดที่จะให้เขาได้พูดอันใดเลยแม้แต่น้อย

“เช่นนั้นก็ดี จะอย่างไรก็เป็นสะใภ้ตระกูลโจว สิ่งนี้ไปมอบให้หลานสะใภ้ รับไปเสีย”

กล่องไม้เรียบง่ายใบหนึ่งที่ดูไม่มีค่าไร้ราคาถูกยื่นออกมาตรงหน้า ข้ารับใช้ที่ยืนอยู่ข้างกายไทเฮาเป็นผู้รับมาแล้วส่งมอบของชิ้นนั้นให้กับหลิวเหมยหลัน

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์ไทเฮา”

หลิวเหมยหลันรีบทำการคารวะแล้วกล่าวขอบคุณ เสร็จแล้วหน้าที่เขาจึงมีเพียงเท่านี้ เพราะหลังให้ของเสร็จองค์ไทเฮาก็กล่าวว่าต้องการพักผ่อน โจวอี๋ว์จึงได้พาเขาออกมา

“รู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้หมายความว่าอันใด”

โจวอี๋ว์ยกกล่องไม้ที่ร่างบางถืออยู่ขึ้นมากล่าวถาม พวกเขาขึ้นมาถึงบนรถม้าแล้วใบหน้าที่เสแสร้งที่เขาปั้นแต่งขึ้นจึงกลับมาเรียบนิ่งดังเดิม

“ไม่ทราบ”

หลิวเหมยหลันกล่าวตอบอีกฝ่ายไป เขาไม่ได้สนใจเลยสักนิดว่าของสิ่งนั้นจะหมายความเช่นไร

“หมายความว่าพระนางไม่ปลื้มเจ้าอย่างไรล่ะ แต่ภรรยาไม่ต้องกังวลไป ถึงไทเฮาจะไม่ชอบเจ้า แต่ก็ยังมีข้าที่ชอบใบหน้าแสนดื้อรั้นของเจ้า”

ใบหน้าคมกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ ร่างหนาคว้าเอวบางเข้ามาแนบชิด แล้วก้มหน้าลงไปหวังจะจุมพิตปากอิ่ม แต่ก็เป็นดังคาดที่ร่างบางจะเบือนหน้าหนี

ริมฝีปากบางจึงได้กดลงไปที่ข้างใบหูแทน ร่างหนาขบเม้มลำคอระหงลงไปอย่างแรง เพื่อเป็นบทลงโทษที่อีกฝ่ายดื้อกับเขา มือหนาเลื่อนขึ้นมาเชยคางมนให้หันหน้ามาประจันกับตนเอง

“เจ้าควรจะรู้ว่าตนเองอยู่ในสถานะเช่นใด จำเอาไว้ว่าอย่ามากำแหงกับข้า”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...