โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ม่านชะตาวิวาห์กำมะลอ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ค. 2567 เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 10.46 น. • ในสายมของพะพาย
ความรักครั้งแรกไม่สมหวังเพราะผู้ชายเจอคนที่ดีกว่า ต่อมาได้รับสมรสพระราชทาน งานแต่งงานก็พร้อมกับชายารอง อือ ข้าเข้าใจแล้ว ไว้สามปี ข้าจะหาเหตุผลให้ฮ่องเต้ ยอมรับการหย่าร้างของพวกเรา ในระหว่างสามปีนี้

ข้อมูลเบื้องต้น

ความรักครั้งแรกไม่สมหวังเพราะผู้ชายเจอคนที่ดีกว่า ต่อมาได้รับสมรสพระราชทาน งานแต่งงานก็แต่งพร้อมกับชายารอง

อือ… ข้าเข้าใจแล้ว

ไว้สามปี ข้าจะหาเหตุผลให้ฮ่องเต้ ยอมรับการหย่าร้างของพวกเรา

แต่ระหว่างสามปีนี้ สิ่งที่ควรเป็นของข้า ห้ามขาดหาย แม้แต่อย่างเดียว ตกลงไหม หากตกลงก็ลงชื่อในสัญญา

โธ่ๆ นึกว่าข้าจะเสียใจกับคนที่พึ่งเจอกันครั้งแรกหรือ ขนาดคบกันมาสามปีกว่าทิ้งข้าไป ข้ายังทำใจได้

เริ่ม 17/02/67

งานสมรสพระราชทาน

ม่านชะตาวิวาห์กำมะลอ

ตอนที่ 1 งานสมรสพระราชทาน

ณ. แคว้นหนานเจียง

เมืองไท่หนาน ที่เป็นเมืองหลวงของแคว้น ในตอนนี้กำลังมีผู้คนจำนวนมากออกมายืนมอง ขบวนที่ยิ่งใหญ่ของเจ้าสาวที่ได้แต่งออกในวันนี้ ทั้งแม่สื่อและขบวนสินสอด พร้อมกับคณะดนตรีที่บรรเลงเสียงดังไปทั่วบริเวณ ขนาดบ้านที่อยู่สุดซอยยังได้ยินชัดเจน กลุ่มเด็กๆ วิ่งตามขบวนเกี้ยวแปดคนหามสีแดงมงคลที่ถูกส่งมาจากในวัง กำลังแบกเจ้าสาวออกมาจากจวนของเสนาบดีกรมพิธีการ เพื่อไปยังตำหนักของชินอ๋องหลงอี้เฉินผู้เป็นเจ้าบ่าว และยังเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้หลงเทียนอี้ ที่ปกครองแคว้นนี้ด้วย

ขบวนของเจ้าสาวใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วยามจึงมาถึงหน้าตำหนักโมลี่ฮวา ที่ใช้เป็นเรือนหอ เสียงแม่สื่อก็ดังขึ้น

“เอ๊ะ‼ นั่นมีเกี้ยวเจ้าสาวอีกหลังหนึ่งด้วยนี่”

และเสียงนั้นทำให้มี่ปิงหลัน เจ้าสาวที่อยู่ในเกี้ยวเปิดม่านออกมาดู ก็เห็นสตรีนางหนึ่งใส่ชุดเจ้าสาวสีชมพูสวยงามไม่แพ้ของตัวเอง กำลังเดินเข้าประตูข้างไป ก็ปิดม่านหน้าต่างลง ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพื่อรอให้เจ้าบ่าวมารับเข้าไปในตำหนักตามประเพณี

“คุณหนู ชินอ๋องหลงอี้เฉินแต่งพระชายารอง เข้ามาพร้อมกับคุณหนูเลยเจ้าค่ะ” บ่าวคนสนิทไปถามเรื่องราวจากบ่าวที่ยืนเฝ้าประตู แล้วมารายงาน

“อือ ข้ารู้แล้ว” มี่ปิงหลันไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะนี่เป็นสมรสพระราชทาน ที่รู้ตัวก่อนแค่สองเดือน และยังไม่เคยเห็นหน้าเจ้าบ่าวเลยสักครั้ง และตอนนี้เจ้าบ่าวก็แสดงออกให้ได้รับรู้ว่า ไม่ได้เต็มใจรับการสมรสในครั้งนี้

… ครึ่งเค่อผ่านไป

เจ้าบ่าวก็มารับเจ้าสาวเข้าไปในตำหนัก เพื่อทำพิธีการมงคลสมรส ให้เสร็จสิ้นตามที่เสด็จแม่ไทเฮาอินเฟยหยา กับฮ่องเต้หลงเทียนอี้พี่ชาย ที่มานั่งเป็นประธานฝั่งตัวเองกำลังจับตา มองอยู่

“เจ้าบ่าวมาแล้วเจ้าค่ะ” เสียงแม่สื่อบอกให้เจ้าสาวที่ดูจะโชคไม่ดี ได้เตรียมตัวให้เจ้าบ่าวที่ยืนสีหน้าเรียบเฉยอยู่หน้าเกี้ยวเจ้าสาว โดยที่ไม่ได้นำเท้าไปเตะเกี้ยวแต่อย่างใด

ชินอ๋องจับมือของเจ้าสาวให้เดินตามตัวเองมา เพราะมีผ้าคลุมศีรษะอยู่

มี่ปิงหลันที่ไม่ได้รับความอ่อนโยน เพราะดูเหมือนเจ้าบ่าวจะรีบลากตัวเองไปเข้าพิธีไหว้ฟ้าดิน แต่ก็ปล่อยไปตามน้ำ

หลังจากผ่านพิธีไหว้ฟ้าดิน แม่สื่อก็พามี่ปิงหลันไปที่ห้องหอ แล้วออกไป ทิ้งเจ้าสาวไว้ในห้อง

มี่ปิงหลันนำผ้าคลุมศีรษะออก แล้วลุกไปนั่งกินอาหารมงคลบนโต๊ะ ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

ก๊อกๆๆ

“คุณหนู ลี่ซือฮูหยินมาขอพบเจ้าค่ะ”

“เข้ามาได้” มี่ปิงหลันมองสตรีที่แทนมาตำแหน่งของมารดาที่เสียไปแล้ว

“มีอะไรกับข้าหรือเจ้าคะ”

ลี่ซือยิ้มแห้งๆ ให้ลูกเลี้ยง “พ่อของเจ้า ให้ข้ามาบอกว่าเขาไม่รู้ว่าชินอ๋องหลงอี้เฉินจะแต่งพระชายารอง เข้ามาวันเดียวกับเจ้า เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

มี่ปิงหลันยิ้มตอบไป มีท่าทีผ่อนคลาย “ข้าจะรู้สึกอะไรกับคนที่ไม่รู้จักละเจ้าค่ะ บอกท่านพ่อให้ทำใจไว้ล่วงหน้าเลย ว่าข้าคงจะถูกให้หนังสือหย่าอย่างแน่นอน หากกลัวจะเสียชื่อเสียงก็ตัดข้าออกจากตระกูลก่อนได้เลย”

“เจ้าพูดอะไรอย่างนั้น พ่อของเจ้าก็ลำบากใจ ที่ปฏิเสธสมรสพระราชทานนี้ไม่ได้” ลี่ซือยังยิ้มแห้งๆ

“นั่นซิ ข้าก็ไม่ได้มีดีอะไร ทำไมไทเฮาอินเฟยหยา ถึงมาเลือกข้า หรือท่านพ่อไปทำอะไรให้พระนางไม่พอใจ พระนางเลยมาแกล้งข้าแทน” มี่ปิงหลันเอ่ยในสิ่งที่เป็นเรื่องจริง

เพราะตัวเองไม่มีสิ่งใดโดดเด่น และเพราะแบบนี้คนรักที่คบกันมาสามปีกว่า จึงขอเลิกไปแต่งกับสตรีที่โดดเด่นกว่า ด้วยเหตุผลที่พ่อแม่ของเขาว่าตัวเองไม่มีอะไรที่จะทำ หรือจะช่วยให้บุตรชายไปได้ไกลได้เลย

“เจ้าทำไมดูแคลนตัวเองขนาดนั้น” ลี่ซือมีน้ำเสียงดุ “ยังไงพ่อของเจ้าก็เป็นถึงเสนาบดีกรมพิธีการนะ”

“ช่างเถอะเจ้าค่ะ ยังไงก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว ข้าฝากคำพูดนี้ไปถึงท่านพ่อด้วยก็แล้วกัน” มี่ปิงหลันมองชุดเจ้าสาวที่สวยงามแล้วถอนหายใจออกมา ที่ไม่ได้ใส่แต่งงานกับคนที่รัก

“อือ ข้าจะบอกพ่อเจ้าให้ แต่ข้าก็มีเรื่องมาบอกเจ้านะ เรื่องพระชายารองนะ นางเป็นท่านหญิง ชื่อเฟยหนี่ว์ มีบิดาเป็นอ๋อง แต่นางเป็นลูกของอนุนะ ส่วนเรื่องอื่นข้าจะให้คนสืบเพิ่มมาให้เจ้านะ” ลี่ซือยิ้มให้ลี่ปิงหลัน ที่ยังดูเฉยๆ

“แต่ตอนนี้ข้าต้องกลับไปก่อนแล้ว ได้เวลาที่เจ้าบ่าวจะมาแล้ว วันที่เจ้ากลับบ้าน ข้าจะเตรียมข่าวไว้ให้เจ้านะ” ลี่ซือที่อาศัยช่วงเวลา ที่เจ้าบ่าวกำลังคุยอยู่กับสามี และฮ่องเต้ ปลีกตัวมาบอกเรื่องราวกับลูกเลี้ยง ที่ชอบความเรียบง่าย

“ฮูหยินยังคิดว่าเจ้าบ่าวยังจะมาอีกหรือเจ้าคะ” มี่ปิงหลันยกยิ้มมุมปาก

“ต้องมาซิ วันนี้ไทเฮาอินเฟยหยากับฮ่องเต้หลงเทียนอี้ มางานแต่งของเจ้าและยังอยู่” ลี่ซือยืนยันและกลับออกไป

“หลิงหลาน เจ้าเตรียมน้ำให้ข้าอาบ แล้วไปพักเถอะ” มี่ปิงหลันเดาเหตุการณ์ต่อไปได้

“คุณหนูต้องรอเจ้าบ่าวก่อนนะเจ้าคะ”

“อือ เจ้าไปจัดการเถอะ จะได้พัก ข้าก็ด้วย” มี่ปิงหลันเสียงเข้มกับคนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ห้าขวบ

“เจ้าค่ะๆ”

มี่ปิงหลันยังรอต่อไปอีกจน เข้าปลายยามห้าย (21.00-22.59) ก็รู้ว่าเจ้าบ่าวคงไม่มาตามที่ตัวเองคิดไว้ เพราะเสียงข้างนอกเงียบลงไปสักพักใหญ่แล้ว ก็เริ่มถอดเครื่องประดับจำนวนมากบนศีรษะ จนถอดมาถึงชิ้นสุดท้าย ก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับมีบุรุษร่างสูงโปร่งสวมชุดเจ้าบ่าวสีแดงเดินเข้ามา

ชินอ๋องหลงอี้เฉิน เข้ามาแล้วมองไปที่เจ้าสาวที่เห็นเป็นครั้งที่สอง กำลังวางเครื่องประดับชิ้นสุดท้ายลง และกำลังมองมาที่ตัวเอง โดยไม่ได้หยิบผ้ามาคลุมใบหน้า

“ข้า มี่ปิงหลัน คารวะชินอ๋องหลงอี้เฉินเพคะ”

หลงอี้เฉินมองสตรีที่ทักทายเหมือนไม่ได้มาแต่งงานด้วย ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

“ข้ามาบอกเจ้า ว่าพรุ่งนี้เสด็จแม่ให้เข้าวังตอนต้นยามซื่อ (09.00-10.59) เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมด้วย” หลงอี้เฉินเอ่ยจบก็หันหลังกลับทันที ไม่ได้สนใจที่จะดื่มสุรามงคล

“ท่านอ๋อง เราสองคนมาพูดคุยกันให้รู้เรื่องก่อนดีไหมเพคะ” มี่ปิงหลันมองชายหนุ่ม อายุยี่สิบสาม หน้าตาหล่อเหลา มีนัยน์ตาเรียบนิ่งหันหน้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“เจ้ามีอะไร ข้าต้องรีบไป”

“ข้ารู้ว่าท่านอ๋องไม่เต็มใจที่จะแต่งกับข้า ข้าก็เข้าใจ เพราะข้าก็ไม่ได้เต็มใจจะแต่งเข้ามาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรามาคุยกันให้รู้เรื่องกันเลย ว่าจะเอายังไง” มี่ปิงหลันมองสายตาที่มองกำลังประเมินตัวเอง พร้อมส่งยิ้มการค้า พร้อมยิงคำถาม

“ท่านอ๋องคิดจะทำอะไรกับคนที่ไม่ต้องการหรือเพคะ”

ชินอ๋องหลงอี้เฉินไม่คิดว่าจะเจอสตรีแบบนี้ ก็อึ้งไปพักหนึ่ง

“ข้ากับเจ้าเป็นสมรสพระราชทาน ข้าก็ให้เจ้าอยู่ในตำหนักของข้าไป แต่อย่าหวังในตัวข้ามากนัก” ชินอ๋องหลงอี้เฉินมองไปที่สีหน้าเรียบเฉยไม่ต่างจากตัวเอง

“อือ ข้าเข้าใจแล้ว เอายังงี้เรามาตกลงเรื่องนี้กัน ยังไง ก็เชิญท่านอ๋องนั่งลงสักครู่” มี่ปิงหลันยังมีรอยยิ้มการค้า

แต่ชินอ๋องหลงอี้เฉิน กำลังประเมินเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“พวกเราสองคนต่างก็กล้ำกลืนกับสมรสครั้งนี้ แล้วท่านอ๋องก็คงอยากเอาตำแหน่งพระชายาเอกของข้า ให้กับคนที่รักใช่ไหมเพคะ” มี่ปิงหลันยิ้มการค้าอย่างต่อเนื่องแล้วรีบพูดต่อ

“เอาอย่างนี้ เราสองคนมาทำสัญญากัน สัญญาที่จะทำให้มีการหย่าร้างเกิดขึ้น”

“เจ้าจะทำอย่างไร” หลงอี้เฉิน อยากจะรู้ว่าแต่งออกมาแล้ว ทั้งยังเป็นสมรสพระราชทาน นางจะใช้วิธีไหน

“ก็ข้ากับท่านอ๋องมาทำสัญญาว่าจะช่วยกัน ทำให้ข้ามีบุตรไม่ได้ ภายในสองหรือสามปีนี้ ท่านอ๋องก็หาเรื่องปลดและให้หนังสือหย่ากับข้าเสีย ดีไหมเพคะ” มี่ปิงหลันนำเสนอสิ่งที่คิดว่าคงถูกใจชินอ๋อง

หลงอี้เฉินมองคนที่กระตือรือร้นจนออกนอกหน้า “อือ เจ้าลองเขียนสัญญามาให้ข้าอ่านก่อน แต่จริงๆ เจ้าไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้นะ เพราะยังไงเจ้าก็แต่งเข้ามาแล้ว ส่วนตำแหน่งพระชายารองข้าก็ได้คุยกับคนของข้าแล้ว นางรับได้ ข้าถึงแต่งนางเข้ามาพร้อมกับเจ้า”

“ได้ ข้าร่างสัญญาไว้คร่าวๆ แล้วพรุ่งนี้จะเอาให้ท่านอ๋องอ่านก็แล้วกัน” มี่ปิงหลันไม่ได้สนใจสิ่งที่ชินอ๋องหลงอี้เฉินพูด

หากรีดถูกใจ ก็กดคิดตามและเอาขั้นไว้ และกดหัวใจ

เพื่อเป็นกำลังใจ ให้ไรท์ได้นะคะ

เพียงหนึ่งหัวใจ ที่รีดกดโดยไม่ต้องเสียอะไร
แต่มันคือกำลังใจของคนที่เขียนผลงาน

*** ในสายลมของพะพาย

เสนอสัญญา

ม่านชะตาวิวาห์กำมะลอ

ตอนที่ 2 เสนอสัญญา

“อือ ข้าง่วงแล้ว พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน” ชินอ๋องเดินกลับออกไปที่ตำหนัก ด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

“เพคะ หม่อมฉันจะรีบเขียนสัญญาให้เสร็จสิ้นในคืนนี้เลย” มี่ปิงหลันยิ้มจนตาปิด เมื่อคิดว่าเจรจาได้ผล แล้วมองประตูที่ปิดลง แล้วเข้าไปอาบน้ำที่เริ่มจะเย็นลงแล้ว

… ด้านนอก

“ชินอ๋อง ไม่ไปที่เรือนของพระชายารองเฟยหนี่ว์หรือขอรับ” องครักษ์จางจินที่รออยู่ถามขึ้น

“ข้าจะกลับตำหนัก มีอะไรให้คิดนิดหน่อย ส่วนเฟยหนี่ว์ข้าก็ให้ไปมากพอแล้ว ในเมื่อรับได้ ก็อย่ามาเรียกร้องให้เยอะ” หลงอี้เฉินเดินนำไปที่ตำหนักโมลี่ฮวาของตัวเอง

หลังจากอาบน้ำเสร็จ หลงอี้เฉินก็ใส่ชุดนอนไปนั่งที่ห้องอักษร พร้อมกับองครักษ์ทั้งสอง ที่เตรียมหมอนผ้าห่มมาพร้อม

“จางจินเจ้าได้ยินพระชายาเอกพูดแล้วใช่ไหม”

“ขอรับ ข้าได้ยินชัดเจนมาก ว่าหวางเฟยจะหาวิธีหย่าจากสมรสพระราชทานให้ชินอ๋องขอรับ”

“อือ เจ้าว่านางเรียกร้องความสนใจหรือเปล่า” หลงอี้เฉินหยิบรายงานต่างๆ ขึ้นมาอ่าน

“เรื่องนี้ต้องใช้เวลาในการเฝ้าดูนะขอรับ แล้วอีกสิบวันก็ต้องเดินทางไปที่เมืองหนานถิงแล้ว และยังไงทุกคนก็ต้องเดินทางไปอยู่ที่นั่น ตลอดไปอยู่แล้ว” จางจินยิ้มให้เจ้านายที่โดนไทเฮาไล่ไปอยู่เมืองชายแดนที่กันดารมาก เพราะโมโหที่แข็งขืนที่จะแต่งชายารอง เข้ามาพร้อมกับพระชายาเอก

“อือ พรุ่งนี้ข้าจะรอดูว่าสัญญานั้นเขียนอะไรมาบ้าง” หลงอี้เฉินยิ้มมุมปาก

“ไม่รู้เสด็จแม่เห็นอะไรในตัวนาง ถึงได้ให้สมรสพระราชทานกับข้า เพราะนอกจากนางเป็นสหายกับเหม่ยฮองเฮา อย่างอื่นนางล้วนแต่ไม่โดดเด่น”

“เรื่องนี้ ข้าว่าคงเกี่ยวกับเรื่องที่ชินอ๋องจะแต่งท่านหญิงเฟยหนี่ว์แน่ขอรับ เพราะตำแหน่งพระชายาเอกถูกระบุว่าต้องเป็นคนที่ไทเอาเลือกเข้ามาเท่านั้นนะขอรับ” จางจินมองสหายอีกคน ที่นั่งหลับตาฟังเฉยๆ ด้วยความหมั่นไส้

และในขณะที่หลงอี้เฉินกำลังคุยและสะสางงาน ที่ห้องอักษร ที่เรือนของท่านหญิงเฟยหนี่ว์ก็กำลังฟังรายงานจากองครักษ์ของตน

“อือ ถ้าชินอ๋องไม่ได้ค้างที่เรือนของพระชายาเอก ข้าก็จะเข้านอนแล้ว” เฟยหนี่ว์ที่รู้ว่าหลงอี้เฉินไม่ชอบให้เกิดความวุ่นวาย และวันนี้ตนก็ได้หยามพระชายาเอก ไปมากแล้ว

… ในขณะที่คนอื่นนอนไม่หลับ มี่ปิงหลันเขียนสัญญาเสร็จก็นอนหลับเป็นตาย จนต้นยามเฉิน (07.00-08.59) หลิงหลานก็เข้ามาปลุก

“หวางเฟย ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ ต้องเข้าวังไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

“อือ ๆ ข้าตื่นแล้ว จะไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ล่ะ” มี่ปิงหลันหาวปากกว้าง “เจ้าเลือกชุดสีฟ้าให้ข้าก็แล้วกัน”

“เจ้าค่ะ แล้วข้าก็นำอาหารเช้ามาให้แล้วด้วยเจ้าค่ะ” หลิงหลานเปิดหีบเพื่อเลือกชุดสีฟ้าที่สวยที่สุดให้เจ้านาย

“อือ เดี๋ยวตอนที่กลับจากวังแล้ว ข้าจะเดินสำรวจตำหนักของชินอ๋องสักหน่อย” มี่ปิงหลันใช้เวลาอาบน้ำไม่นาน ก็ออกมาแต่งตัว

“วันนี้มีพวกเมียๆ ของชินอ๋องมาข้าบ้างหรือเปล่า” มี่ปิงหลันรับชุดมาใส่

“ยังเลยเจ้าค่ะ มีแต่พวกนางกำนัลกับบ่าวเดินกันให้วุ่นวาย”

“อือ” มี่ปิงหลันก็ไม่ได้ชอบที่ต้องให้พวกเมียรองทั้งหลายมาคารวะในตอนเช้า

หลิงหลานมองเจ้านายตัวเองที่แต่งตัวและหน้าน้อยมาก

“หวางเฟย แต่งเพิ่มอีกสักหน่อยดีไหมเจ้าค่ะ เดี๋ยวพอเข้าวังแล้ว จะดูจืดไป”

“ก็พวกเขา ชอบที่ข้าจืดชืดไง ถึงได้ให้สมรสพระราชทานกับข้า” มี่ปิงหลันยิ้มให้บ่าวคนสนิทที่คิ้วขมวด

“โธ่ ! คุณหนู หากมองในแง่ดี ก็ดีนะเจ้าคะ” หลิงหลานส่งยิ้มให้ผู้เป็นนาย

“ดียังไงหรือ ดีที่ได้แต่งงานพร้อมเมียรองนะหรือ” มี่ปิงหลันแสร้งคว่ำตาส่งค้อนให้คนสนิทหนึ่งขวับ

“ไม่ใช่เรื่องนั้นเจ้าค่ะ แต่เป็นเรื่องที่คุณหนูของข้าได้แต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ ได้เหยียบคนที่ทิ้งคุณหนูไป ป่านนี้คงอกแตกไปแล้วล่ะมั้ง ฮา ฮา” หลิงหลานหัวเราะ แล้วคิดได้ว่ากระทบความรู้สึกของเจ้านาย รีบเอามือปิดปากตัวเองไว้

“คุณหนูข้าไม่ได้สะกิดแผลเก่าใช่ไหมเจ้าคะ” หลิงหลานตบปากตัวเองเบาๆ

“ไม่หรอกข้าทำใจได้ตั้งนานแล้ว” มี่ปิงหลันยิ้มให้ชีวิตรักที่อาภัพของตัวเอง ที่ครั้งแรกเลือกเอง ก็เลือกแค่บัณฑิตที่คุยกันรู้เรื่อง แต่พอสอบเข้ากรมอาญาได้ ก็คุยกันไม่รู้เรื่อง เพราะตระกูลของเขา ต้องการฮูหยินเอก ที่สามารถส่งเสริมให้บุตรชายได้ก้าวหน้ามากกว่าเดิม

แม้ตัวเองจะมีบิดาเป็นเสนาบดีกรมพิธีการ แต่ทำงานตรงฉิน และเป็นการทำงานที่มีอำนาจสู้เสนาบดีกรมอื่นๆ ไม่ได้

และมารดากับท่านตา จากไปไวทำให้ไม่มีคนหนุนหลัง เพราะฮูหยินเอกเสียไปแล้ว มี่ปิงหลันยิ้มเยาะตัวเอง เพราะไม่ได้บอกใครว่าตัวเองมีร้านขายยาเป็นสินเดิมที่ท่านแม่กับท่านตาเหลือไว้ให้ ตระกูลคนรักเก่าเลยเดียดฉันท์ทันที ที่บุตรชายสอบขุนนางได้ เพราะบิดาเลื่อนให้ฮูหยินรองขึ้นมาแทนที่มารดาที่เสียไปแล้ว เลยกลายเป็นบุตรฮูหยินที่เสียและคิดว่าคงไม่มีใครหนุนนำ

“แต่เป็นแบบนี้ก็ดี เพราะหากข้าแต่งเข้าไปคงหมดตัวแน่ๆ แล้วบางทีอาจทำให้งานของท่านพ่อมีปัญหาด้วย” มี่ปิงหลันเดินไปที่โต๊ะอาหาร แล้วคิดถึงครอบครัวของตัวเอง

ที่ท่านพ่อมีท่านแม่ที่เป็นฮูหยินเอก ฮูหยินรองลี่ซือ และฮูหยินสามฟางหลัน อีกสองคน แต่ไม่ได้มีเรื่องแย่งชิงเหมือนกับครอบครัวอื่นๆ

ในตอนแรก ท่านพ่อแต่งท่านแม่เข้ามาก่อน แล้วช่วยรับแม่รองเข้ามาเพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณ

และสองปีให้หลังก็รับอนุจากนายอำเภอที่ไม่อยากให้บุตรสาวเข้าวังหลังไป

ฮูหยินรองลี่ซือได้ตั้งครรภ์ก่อนท่านแม่ เกิดลูกชายที่อายุมากกว่ามี่ปิงหลันสามปี แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะท่านแม่ มีสุขภาพภายในที่ไม่ดี ไม่ได้เกิดจากเล่ห์ของใคร เพราะท่านตาเป็นหมอยา และท่านแม่ก็มีความรู้เรื่องยาและการรักษา ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน และหลังมี่ปิงหลันคลอดออกมา อีกสองปี ฮูหยินลี่ซือก็คลอดลูกสาวออกมาอีกหนึ่งคน แต่เพราะเสียเลือดมาก ทำให้หลังจากนั้นก็ไม่ตั้งครรภ์อีกเลย

จนอนุสาม ฟางหลันก็เริ่มตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายหนึ่งหญิงหนึ่ง

และหลังจากนั้น ตอนที่ มี่ปิงหลันอายุสิบขวบ ท่านแม่กับท่านตา ที่เดินทางไปไหว้สุสานของบรรพบุรุษและท่านยาย ได้ถูกปล้นและสังหารระหว่างทาง และในตอนนั้นที่มี่ปิงหลันไม่ได้ไปด้วย เพราะป่วยเป็นไข้หวัดและฝนตกหนัก และเหตุการณ์ในครั้งนี้ ก็ถูกสงสัยว่าเป็นฝีมือของคนในบ้าน แต่ก็ไม่มีหลักฐานชี้นำ เพราะฮูหยินรองลี่ซือนั้นร่ำรวยกว่าท่านแม่และท่านพ่อมากนัก และเหตุที่แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินรอง ก็เพื่อจะได้ป้องกันสมบัติของตัวเอง จากญาติพี่น้องของตัวเอง

ส่วนฮูหยินสาม ก็มีทรัพย์สมบัติจากบิดาที่เป็นนายอำเภอมาเป็นจำนวนมาก ถึงจะไม่เท่าฮูหยินรอง แต่ก็กินใช้ได้ถึงรุ่นลูก จึงไม่มีเหตุที่ต้องทำเช่นนี้

ลูกสะใภ้ของข้า

ม่านชะตาวิวาห์กำมะลอ

ตอนที่ 3 ลูกสะใภ้ของข้า

ถ้าพูดให้ชัดๆ ก็คือทั้งสองคน มาพึ่งและขอใช้บารมีของท่านพ่อเป็นที่คุ้มภัยให้กับตัวเอง

มี่ปิงหลัน ก็เคยสงสัย แต่ตั้งแต่ท่านแม่เสียไป ฮูหยินรองก็ไม่ได้เข้ามาก้าวก่ายในเรือนของท่านแม่ และไม่เคยมาแกล้งหักเงินเดือนหรือสิ่งของที่ทุกคนต้องได้เลย

แม้แต่คนรักก็ให้เลือกเอง ตามที่ตัวเองขอร้อง

ส่วนฮูหยินสามที่วุ่นวายอยู่กับการเลี้ยงบุตรทั้งสองที่ยังเล็กอยู่ ไม่มายุ่งวุ่นวายกับใครเลยสักคน มีเพียงแต่ทำขนมมาฝากให้เป็นครั้งคราว

จนถึงตอนที่ถูกผู้ชายบอกเลิก ฮูหยินรองเลยเข้ามาถาม ว่าจะจัดการยังไงกับชีวิต จะให้นางช่วยอะไรไหม

ในตอนนั้นมี่ปิงหลัน ได้ตอบบิดากับฮูหยินรอง ‘ว่าจะขออยู่ไปเรื่อยๆ หากไม่เจอคนที่ใช่ จะอยู่เป็นสาวเทื้อ แต่จะย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ไม่ทำให้ที่บ้านต้องอับอาย’

แต่บิดาก็ไม่ได้สนใจเรื่องที่ตัวเองพูด จนเมื่อสองปีที่แล้ว เจียลี่น้องสาวลูกของฮูหยินลี่ซือ ได้แต่งออกไปกับท่านอ๋องต่างเมือง ด้วยความยินยอมของตัวเอง ที่จะให้น้องสาวแต่งออกไปก่อน มี่ปิงหลันคิดถึงอดีตที่ผ่าน พร้อมกินข้าวเช้าจนอิ่ม ก็มีบ่าวมาแจ้งให้ไปขึ้นรถม้า

“อือ เราไปกันเถอะ” มี่ปิงหลันเดินทางออกไปพร้อมกับคนสนิทก็พบรถม้าที่ตราสัญญาลักษณ์พญาอินทรีสยายปีก ของชินอ๋องหลงอี้เฉินจอดรออยู่

“ชินอ๋องให้หวางเฟยมี่ปิงหลัน ขึ้นไปรอบนรถม้าได้เลยพ่ะย่ะค่ะ” เสียงคนขับรถม้าที่พูดหลังจากทำความเคารพเรียบร้อยแล้ว

“ได้” มี่ปิงหลันที่ยังไม่ค่อยชิน เพราะในชีวิตไม่เคยคิดอยากจะแต่งให้เชื้อพระวงศ์เลย

และนั่งรอไม่นาน ชินอ๋องหลงอี้เฉินก็เดินมาพร้อมกับสาวงามที่ใส่อาภรณ์ไหมสีแดงกลีบกุหลาบ ใบหน้าแต่งมาแบบจัดเต็ม รูปร่างบางระหง มีหน้าอกตู้ม เอวคอด สะโพกผาย ผิวขาวเนียน ดูช่างเหมาะสมกัน หญิงงามกับบุรุษหล่อเหลา

“ข้าพระชายารองเฟยหนี่ว์ขอคารวะหวางเฟยมี่ปิงหลันเพคะ”

มี่ปิงหลันมองคนที่แสดงตัวอ่อนหวานในขณะทักทาย ก็ส่งยิ้มการค้า “ทำตัวตามสบายเถอะ”

“ขอบคุณหวางเฟยมากเจ้าค่ะ วันพรุ่งนี้ ข้าจะไปคารวะน้ำชานะเจ้าคะ” เฟยหนี่ว์กำลังสังเกตคนที่ทำให้ตัวเองไปไม่ถึงตำแหน่งพระชายาเอก ที่สีหน้าดูเรียบเฉย แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะข่มได้ง่ายๆ

“เอาล่ะ ทักทายกันพอแล้ว ข้าต้องรีบไปที่วัง เดี๋ยวจะสาย” หลงอี้เฉินเดินขึ้นรถม้าทันที แล้วสั่งคนบังคับรถม้า ที่รอสัญญาณอยู่

“ออกเดินทางได้เลย”

“ชินอ๋องตอนเย็นข้าจะรอทานอาหารนะเจ้าคะ” เฟยหนี่ว์ส่งเสียงหวานตามหลังไป แต่ไม่ได้คำตอบกลับมา

… บนรถม้า

มี่ปิงหลัน ส่งหนังสือสัญญาที่เขียนไว้ให้ชินอ๋องทันที “ท่านอ๋องลองอ่านดูเพคะ”

“อือ แต่เดี๋ยวพอเข้าวังไปเจอเสด็จแม่ของข้า เจ้าก็ช่วยทำให้บรรยากาศดีสักหน่อยนะ” หลงอี้เฉินเหล่มองคน ที่ดูไม่สนใจอะไร แม้แต่พระชายารอง ทำท่าทีไม่ดีใส่

“ข้าจะทำให้ดีที่สุด สำหรับคนที่พึ่งรู้จักกันเพคะ” มี่ปิงหลันมองออกไปนอกหน้าต่าง เพื่อมองดูผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของแทนที่จะต้องมองหน้า คนที่ไม่ชอบกัน

ชินอ๋องหลงอี้เฉิน อ่านรายละเอียดในสัญญาที่อยู่ในมือ

‘หนึ่ง ภายในเวลาสามปี ก่อนที่ทำเรื่องขอหย่า จะต้องจ่ายเงินเดือน เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เป็นส่วนของข้า อย่าให้ขาด’

‘สอง ขอเปิดครัวทำอาหารเอง หากไม่อยากแบ่งวัตถุดิบมาให้ ก็ให้จ่ายเป็นเงินมา ข้าจะไปหาซื้อเอง’

‘สาม ทุกสิ่งต้องมีบัญชียืนยัน หากจะลดอะไรหรือเพิ่มอะไร ขอเป็นจดหมายมีตราประทับมาแจ้งอย่างเป็นทางการ’

*** หมายเหตุ สำหรับเรือนที่อาศัยอยู่ในตอนนี้พอใจแล้ว แต่อยากให้สร้างครัวเพิ่มให้ ขอใหญ่สักหน่อย

‘สี่ หากอยากพาพระชายารองออกงาน ก็ได้ แต่จะต้องจัดอาภรณ์และเครื่องประดับใหม่ เหมือนคนที่ไปออกงานมาให้เป็นค่าหลีกทาง และห้ามมีราคาต่ำกว่าเด็ดขาด’

*** หมายเหตุ และข้าขอดูแลสินเดิมเอง

***หมายเหตุ และตอนที่ให้หนังสือหย่า ข้าขอค่าตอบแทนหนึ่งหมื่นตำลึงทอง เป็นค่าเสียเวลา และค่าทำงานให้

ลงชื่อ หลี่มี่ปิงหลัน

“ชินอ๋องมีอะไรขัดข้อง หรืออยากให้ข้าเพิ่มลงไปอีก ก็บอกได้นะเพคะ” มี่ปิงหลันทำลายความเงียบ

“หรือถ้าสามปีมันช้าไป ชินอ๋องก็บอกวิธีมา หากทำได้ ข้าก็จะทำให้เลย” มี่ปิงหลันมีน้ำเสียงแจ่มใส

“อือ ไว้เข้าเฝ้าเสด็จแม่ก่อน แล้วค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกที เพราะตอนนี้ถึงหน้าประตูวังแล้ว” หลงอี้เฉินเก็บสัญญาไว้แขนเสื้อ แล้วมองคนที่เขียนหนังสือสัญญาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“ได้เพคะ” มี่ปิงหลันมองวังหลวงที่ตัวเองเคยมางานชมบุปผาอยู่สองสามครั้ง ด้วยความไม่คุ้นเคย เพราะไม่ชอบเลยปล่อยให้น้องหญิงรองได้มาแทน แล้วตอนนี้ก็เดินตามขันทีที่มารอรับอยู่หน้าประตูวัง

“ข้าได้ข่าวมา ว่าเจ้าเป็นสหายที่ศึกษาพร้อมกันกับฮองเฮาเหม่ยเซียงฮวาจริงหรือ” หลงอี้เฉินชวนคนที่เดินตามมาเงียบๆ

“เพคะ เป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่ค่อยได้พบเจอหลังจากพระนางแต่งเข้าตำหนักบูรพา” มี่ปิงหลันตอบไปตามจริง

“แล้วเวลาเจ้ามาเที่ยวงานชมบุปผา ไม่ได้เจอกันเลยหรือ” หลงอี้เฉินยังหาเรื่องคุย เพื่อหาข้อมูลของคนที่แต่งด้วย

“ข้าไม่ค่อยได้มาหรอก ข้าให้น้องสาวมาแทนนะเพคะ” แล้วคิดในใจ เพราะข้าชอบไปหาสมุนไพรมาทำโอสถขายที่ร้านมากกว่า

“แล้วชินอ๋องทำไมไม่ปฏิเสธราชโองการสมรสนี้ล่ะเพคะ ทำไมไม่เสนอพระชายารองไปแทนหม่อมฉัน” มี่ปิงหลันยังรู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้

“ถ้าข้าทำได้ ข้าก็ทำไปแล้ว และเพราะเรื่องนี้ เสด็จแม่เลยให้ฮ่องเต้เขียนราชโองการให้ข้าไปปกครองเมืองหนานถิง อีกไม่เกินสิบวันก็จะต้องออกเดินทางแล้ว” หลงอี้เฉินมีเสียงแข็ง

“แล้วชินอ๋องทำไมพึ่งบอก แล้วที่เมืองหนานถิงทั้งแห้งแล้งและกันดาร ทั้งฤดูหนาว ก็มีหิมะตกด้วย แล้วนี่ข้าต้องไปด้วยไหม” มี่ปิงหลันตกใจ ที่ต้องไปอยู่ในที่กันดารกับคนที่ไม่ชอบตัวเอง

“ไปทั้งหมดนั้นล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ ข้าจะเรียกทุกคนมากินอาหารกลางวัน แล้วจะแจ้งให้ได้ทราบกันทุกคน พวกบ่าวไพร่จะได้เตรียมข้าวของทัน” หลงอี้เฉินเหล่มองคนที่แสดงออกว่าไม่อยากตามไปอย่างชัดเจน

“ถึงตำหนักไทเฮาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เสียงขันทีนำทางดังขึ้นมาขวางการสนทนา

“เชิญชินอ๋องกับพระชายาเสด็จไปที่ห้องรับรองได้เลยเพคะ” หมัวมัวที่รออยู่ รีบเดินนำทั้งสองพระองค์ไปหา ไทเฮาอินเฟยหยา หรืออินไทเฮา ที่ตอนนี้กำลังรอคู่บ่าวสาวที่ถูกจับคลุมถุงชนด้วยสมรสพระราชทาน ด้วยใจจดจ่อ

… โถงรับรอง

มี่ปิงหลันกำลังมองสตรีวัยห้าสิบ ที่ยังดูสาวและงดงามอย่างเต็มตา เพราะที่ผ่านมาเห็นเพียงไกลๆ ไม่กี่ครั้ง

“ข้า มี่ปิงหลัน ถวายพระพรไทเฮา ขอทรงพระเจริญเพคะ” มี่ปิงหลันย่อตัวทำความเคารพตามธรรมเนียมของวังหลวง

“ถวายพระพรเสด็จแม่ ขอให้เสด็จแม่มีพลานามัยที่แข็งแรงพ่ะย่ะค่ะ” หลงอี้เฉินทำความเคารพมารดาด้วยสีหน้านิ่งๆ

“มา ๆ มานั่งกัน” อินไทเฮามองคู่บ่าวสาว ที่ดูฝืนๆ แล้วกวักมือเรียก มี่ปิงหลัน แล้วหยิบกล่องเครื่องประดับเพื่อใช้รับขวัญลูกสะใภ้ แล้วค่อยๆ พิจารณา อย่างละเอียด ถึงแม้จะไม่ได้งามล่มเมือง แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด เพียงแต่แต่งหน้าน้อยไปหน่อย

“มา มา ลูกสะใภ้ เจ้ามายกนำชาให้แม่สามีได้แล้ว” อินไทเฮาเชิดหน้าใส่บุตรชาย แล้วยิ้มหวานให้มี่ปิงหลัน

“เพคะ” มี่ปิงหลันรับน้ำชาจากหมัวมัว มาส่งให้อินไทเฮาแม่สามีที่รีบมากอย่าง งงๆ และรับไปจิบด้วยรอยยิ้ม

“แล้วนี่เป็นของรับขวัญลูกสะใภ้ของข้า” อินไทเฮาส่งกล่องเครื่องประดับครบชุดไปพร้อมรอยยิ้ม แล้วมองบุตรชายที่ยังนั่งอยู่

“ขอบพระทัยเพคะ” มี่ปิงหลันย่อตัวรับมาด้วยความเต็มใจ เพราะตัวเองเสียบางอย่างไป ก็ควรได้อะไรมาตอบแทน

“อือ เจ้าสองคน ต้องใช้เวลาศึกษากันไปนะ แม้เริ่มต้นจะขลุกขลักไปหน่อย แต่ค่อยๆ ทำความรู้จักกันไป พอนานไปก็ดีขึ้นเอง” อินไทเฮาเกริ่นนำเพราะเรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่ในวังหลังแห่งนี้อยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

“ว่าแต่เจ้ามีปราณพฤกษาใช่ไหม” และนี่คือเรื่องสำคัญ อินไทเฮาส่งยิ้มให้ลูกสะใภ้ม้ามืด

“เพคะ เพียงแต่ข้ามีแค่ขั้นต้นเท่านั้น ถ้าหากอยากให้ข้ารักษาแก่นปราณของใคร ข้าขอปฏิเสธว่าทำไม่ได้เพคะ” มี่ปิงหลันมีสายตาระแวงทันที เพราะเรื่องนี้มีแต่คนที่บ้านและฮองเฮาเหม่ยเซียงฮวาเท่านั้นที่รู้

“ไม่ใช่ๆ ข้าแค่อยากให้ต่อไป เจ้าช่วยดูแลพืชผักผลไม้ที่เมืองหนานถิงนะ ไว้มีหยกปราณธาตุพฤกษาเข้าประมูล ข้าจะประมูลไว้ให้เจ้านะ เจ้าจะได้เลื่อนขั้น” อินไทเฮายังมีรอยยิ้มให้ลูกสะใภ้

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...