โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นสาวใช้ผู้มั่งคั่งในยุค 90

นิยาย Dek-D

อัพเดต 16 เม.ย. 2567 เวลา 04.38 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2567 เวลา 04.38 น. • กัญจารีย์
เธอทะลุมิติไปเป็นสาวใช้ส่วนตัวที่เขาซื้อมาจากครอบครัวที่เก็บขยะขาย ในยุคปัจจุบันก็ทำงานจนตัวตาย มาอยู่อดีตก็กลายเป็นคนอัตคัดขัดสน ชีวิตจะลำบากซ้ำซ้อนไปถึงไหน

ข้อมูลเบื้องต้น

มีนิยายเรื่องใหม่มาให้รี้ดทุกคนอ่านอีกแล้วค่ะ เรื่องนี้ยังอยู่ในเขตอีสานเหมือนเดิม แต่ภาษาที่ใช้เป็นภาษากลางทั้งหมด

ใครชอบแนวนี้ลองอ่านดูนะคะ ฝากกดหัวใจกดติดตามด้วยค่ะ หากใครอ่านแล้วไม่ถูกจริตกดข้ามได้เลยน้า

จากสาวทำงานร้านสะดวกซื้อต้องกลายมาเป็นคนใช้ที่ถูกซื้อให้มาดูแลผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก แต่ไม่เป็นไรเธอลำบากมามาก งานแค่นี้เธอสู้ไหว แต่ความจนนี่สิเธอจะจัดการกับมันอย่างไรดี ปู่กับย่าและน้องชายถึงจะได้กินอยู่สบายขึ้น

………………………………………………

เช็ดท่อนบนเสร็จเนื้อนวลก็เตรียมถอดชิ้นล่างที่เป็นกางเกงผ้านิ่มขายาว มือเล็กกำลังจับขอบกางเกงเตรียมจะถอดออก

หมับ!

แต่ก็มีมือใหญ่มายึดไว้อีกครั้ง พร้อมเปล่งเสียงแหบพร่าออกมา

“อย่า!” เด็กอะไรแก่แดดขนาดนี้ ไม่รู้จักอายผีอายสาง กลางวันแสก ๆ ยังจะแก้ผ้าผู้ชาย ถึงปู่กับย่าจะไม่ค่อยมีเวลาอบรมบ่มนิสัยให้รักนวลสงวนตัวแต่เธอก็น่าจะคิดเองเป็นบ้าง หรือเธอเป็นเด็กใจแตกถึงไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้

เช่นเดิมเนื้อนวลไม่ได้สนใจ เพราะกลิ่นตัวของเขาที่โชยเข้าจมูกเธอคิดว่าน่าจะเกือบเดือนแล้วที่เขาไม่ได้เช็ดตัว เพราะเท่าที่เนื้อนวลเข้ามารับใช้เขาไม่กี่วัน สุรเชษฐ์ก็ไล่เธอท่าเดียว แต่อย่าหวังว่าเนื้อนวลคนนี้จะยอมแพ้ง่าย ๆ

“ถ้าอายก็หลับตา” เนื้อนวลพูดเสียงเรียบเรื่อยเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ มือข้างหนึ่งจับสะโพกเขายกขึ้นมืออีกข้างดึงกางเกงนอกลงมาจนสุดปลายเท้าตามด้วยกางเกงผ้าอ้อมผู้ใหญ่ เพราะเขาไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายทั้งหนักและเบาของตัวเองได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันระวังตัว เมื่อนั้นแหละสุรเชษฐ์จึงนอนแน่นิ่งปิดเปลือกตาแน่น ร่างใหญ่แข็งทื่อไปทั้งตัว จากที่ไม่รู้สึกแค่ฝั่งขวาตอนนี้เหมือนจะชาไปทุกสัดส่วนบนร่างกาย

ให้ตายเถอะ! ผู้หญิงคนนี้ช่างไร้ยางอายสิ้นดี เกิดมาเขายังไม่เคยให้ผู้หญิงคนไหนเห็นร่างเขาตอนเปลือยเปล่าแบบนี้มาก่อน เว้นเสียแต่ภรรยาของเขาเพียงคนเดียว เธอช่างเป็นผู้หญิงที่…หน้าด้านเหลือทน มีผู้หญิงคนไหนกันที่อยู่กับชายแปลกหน้าที่นอนเปลือยล่อนจ้อนแบบนี้ในห้องสองต่อสองเหมือนเธอบ้าง ถ้าคนอื่นรู้เข้ามีหวังเธอไม่มีทางหาสามีได้แน่ อย่างว่าล่ะนะก็คนไม่ได้เรียนหนังสือก็คงไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร

พ่อจ๋า! แม่จ๋า! ช่วยลูกด้วย ผมกำลังโดนแทะโลมทางสายตา สุรเชษฐ์พร่ำบ่นในใจเมื่อคิดว่าสาวใช้คงใช้สายตาจ้องมองเขาไปทั้งตัว

อีบุ๊กพร้อมโหลดแล้วทั้งในเมพและเด็กดีนะคะ

มีทั้งหมด 76 ตอนย่อย ในอีบุ๊กมี 38 ตอนค่ะ จำนวนคำ 94,XXX คำ

อีบุ๊กจิ้มตรงนี้ได้เลยค่ะ

ตอนที่ 1 คนเอาแต่ใจ

“นวลลลลล!”

เสียงทุ้มพร่าตะโกนร้องหาสาวใช้ดังก้องไปทั้งห้อง เมื่อไม่มีเสียงขานรับเขาก็ตะโกนขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“นวลลล!” แววตาของเขาดูเกรี้ยวกราดเกือบหกโมงเย็นแล้วทำไมเธอยังไม่มาเตรียมข้าวปลาอาหารให้เขาอีก ด้วยความโมโหเจ้าของร่างใหญ่ที่ขยับกายได้เพียงฝั่งเดียวยื่นมือข้างซ้ายที่ยังพอมีแรงอยู่กวาดข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะฝั่งเดียวกันลงจนหมดเกลี้ยง

เพล้ง!

ข้าวของและเศษแก้วแตกกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นห้อง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่กระเถิบกายมาจนสุดเตียงและร่วงลงมากองอยู่ที่พื้น

ตุบ!

“โอ๊ย!”

มือและขาข้างซ้ายที่โดนแก้วทิ่มมีเลือดไหลออกมาไม่หยุด

ผู้เป็นแม่ที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็รู้สึกตกใจเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากห้องลูกชาย

“ตาเชษฐ์!”

อุทานชื่อลูกแล้วพวงแก้วก็รีบสาวเท้าออกจากห้องและวิ่งลงมาที่ชั้นล่างของบ้าน

แกรก! เสียงเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับร่างผู้เป็นแม่

“เกิดอะไรขึ้น” พวงแก้วเอ่ยออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นลูกชายคนโตนอนอยู่ข้างเตียง “เชษฐ์! เชษฐ์เป็นอะไร” เมื่อรู้ว่าตัวเองพยุงลูกลุกขึ้นคนเดียวไม่ได้จึงเรียกหาสาวใช้ “ขิง! อ้อย! อยู่ไหนมาช่วยฉันหน่อย” พวงแก้วตะโกนเรียกด้วยความร้อนใจ อดแปลกใจว่าเนื้อนวลสาวใช้ประจำตัวลูกชายหายไปไหน

เกือบนาทีที่ก็ไม่มีใครขานรับพวงแก้วจึงตะเบ็งเสียงขึ้นอีก

“นังขิง! นังอ้อย! พวกแกหายไปไหนกันหมด หรือตายกันหมดแล้ว” พวงแก้วเดินเข้าไปเก็บเศษแก้วออกจากตัวลูกชายในใจรู้สึกโกรธเนื้อนวลจนควันออกหู สุรเชษฐ์รู้สึกเจ็บจนต้องนิ่วหน้า

สองแม่ลูกกำลังทำอาหารในครัวด้วยความสบายใจเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกแหบแห้งจึงหยุดฟัง

“เสียงคุณนายนี่แม่” น้ำขิงบอกแม่

“ใช่เหรอ?” น้ำอ้อยยังได้ยินไม่ค่อยชัดนักเพราะในกระทะยังทอดปลาทับทิมตัวโตเสียงซ่า ๆ

“นังขิง! นังอ้อย!” พวงแก้วตวาดขึ้นอีกเสียงดังลั่นบ้าน

“จริงด้วย เสียงมาจากห้องคุณเชษฐ์” น้ำอ้อยกล่าว ว่าแล้วสองแม่ลูกก็วิ่งหน้าตื่นไปที่ห้องของสุรเชษฐ์

พวงแก้วเดินไปเดินมาในห้องลูกชายอย่างร้อนใจ เธอไม่สามารถพยุงร่างลูกชายตัวเองขึ้นจากพื้นได้

“นังนวลหายหัวไปไหน” พวงแก้วหันมาถามลูกชายด้วยวาจาเกรี้ยวกราด

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมเรียกนานแล้วก็ไม่เห็นเข้ามา” สุรเชษฐ์พูดพลางสูดปากด้วยความเจ็บและและเริ่มปวดแขนขาฝั่งที่ยังใช้งานได้

เสียงประตูถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างของน้ำอ้อยกับลูกสาว

“คุณนายมีอะไรหรือคะ”

“หูแตกหรือไงร้องเรียกตั้งนานทำไมไม่ได้ยิน” พวงแก้วว่าให้คนใช้ทั้งสองด้วยแววตาดุดัน

“เอ่อ…ฉันกับขิงทำกับข้าวอยู่ในครัวก็เลยไม่ได้ยินค่ะ” น้ำอ้อยอธิบายเสียงอ้อมแอ้ม ครัวอยู่ปีกบ้านฝั่งตะวันตกส่วนห้องของสุรเชษฐ์อยู่ปีกบ้านฝั่งตะวันออก พอปิดห้องแล้วก็เลยไม่ค่อยได้ยินเสียง สายตาปราดมองเห็นเจ้านายที่นอนอยู่บนพื้นก็ต้องตาโต “คุณเชษฐ์ ไปนอนอะไรอยู่ตรงนั้นคะ” น้ำอ้อยปรี่เข้าไปพยุงร่างสุรเชษฐ์ขึ้นพร้อมกับลูกสาวคนละข้าง

“แล้วนวลมันหายไปไหนทำไมปล่อยให้ลูกชายฉันอยู่คนเดียว”

น้ำอ้อยยังไม่ได้ตอบเพราะกำลังจะหามร่างสูงใหญ่ของเจ้านายหนุ่มขึ้นบนเตียงนอนอีกครั้ง “หนึ่ง สอง สาม…อึ๊บ” ทั้งสองหามสุรเชษฐ์ขึ้นบนเตียงหน้าดำหน้าแดง

น้ำอ้อยไปหยิบสำลีและน้ำยาล้างแผลมาเช็ดแผลให้เขา

“มันแอบไปอู้ที่ไหนบอกฉันมา” พวงแก้วยังไม่จบง่าย ๆ อุตส่าห์ซื้อมาด้วยเงินราคาแพงแต่เนื้อนวลกลับทำหน้าที่บกพร่อง

“เอ่อ…” น้ำอ้อยอึกอักส่วนน้ำขิงเอาแต่ยืนก้มหน้า

“เกิดอะไรขึ้นครับแม่” สุรศักดิ์และภรรยากับลูกชายและหลานสาวรีบวิ่งมาจากลานหน้าบ้านเมื่อได้ยินเสียงแม่ร้องตะโกนเสียงดัง

“คุณพ่อ!” วนิดาลูกสาววัยแปดขวบวิ่งเข้าไปหาผู้เป็นพ่อ

“ฉันถามแกไม่ได้ยินหรือไง” พวงแก้วไม่สนใจตอบลูกชายอีกคน แต่กลับหันไปถามน้ำอ้อยต่อ

“เอ่อ…นวลไปเข็นน้ำค่ะ”

“ทำไมต้องไป ในเมื่อไม่ใช่หน้าที่ของมัน” สุรเชษฐ์ถามเสียงขุ่น

“นวลมันอาสาไปเองค่ะ สงสัยขี้เกียจดูแลคุณเชษฐ์” น้ำขิงเอ่ยขึ้นเมื่อสบโอกาสที่จะใส่ร้ายเนื้อนวล

สุรเชษฐ์ได้ยินก็ขบกรามจนเป็นสันนูนด้วยความโกรธ

“นังนวล!” พวงแก้วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันชื่อเนื้อนวลออกมา “วันนี้ไม่ต้องให้มันกินข้าวเย็น”

“ค่ะ” น้ำอ้อยรับคำคุณนายแล้วหันไปส่งยิ้มให้ลูกสาว

“คุณแม่ครับ ยังไงนวลเขาก็ทำงานนะครับ” สุรศักดิ์แย้งขึ้น จะไม่ให้เธอรับประทานอาหารเย็นได้อย่างไร ถึงเธอจะไม่ได้ดูแลสุรเชษฐ์อย่างไรเนื้อนวลก็ยังไปเข็นน้ำคนเดียวซึ่งก็ถือว่าเป็นงานหนักเหมือนกัน

“แกไม่ต้องมายุ่ง” พวงแก้วหันไปต่อว่าลูกชายคนรอง จากนั้นก็สั่งน้ำขิง “ไปเอาผ้ามาเช็ดตัวให้คุณเชษฐ์”

“ไม่ต้องครับ งานใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ” สุรเชษฐ์กล่าวห้ามแม่ ในใจรู้สึกโกรธเนื้อนวลจนตัวสั่น

พวงแก้วยังไม่ทันพูดอะไรก็มีเสียงชาวบ้านผู้ชายมาร้องเรียกอยู่หน้าบ้าน “คุณนายพวง!”

ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นจึงเดินลงมาดู ปล่อยให้สุรเชษฐ์นอนอยู่ในห้องเพียงลำพัง

เดินออกมาหน้าบ้านจึงรู้ว่าเป็นเสียงของคำผาที่อยู่ข้างบ้านนั่นเอง

“มีอะไรเหรือตาผา” พวงแก้วถามเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยถูกกันนักออกไป

“หวายวิ่งมาบอกว่านวลนอนสลบอยู่ริมฝายน้ำแน่ะ คุณนายให้คนไปดูมันหน่อยสิ” เมื่อสักครู่กอหวายลูกสาวคนเล็กของคำผาวิ่งจากฝายเก็บน้ำมาบอกว่าเนื้อนวลไปเข็นน้ำแล้วเป็นลมอยู่ริมฝายน้ำ คำผาจึงรีบมาบอกพวงแก้ว

“สลบเหรอ?” พวงแก้วเอ่ยเสียงเบา ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นใบหน้าเผือดสีไปตาม ๆ กัน

ตอนที่ 2 ตายในหน้าที่

“เดี๋ยวผมไปดูให้เองครับ” สุรศักดิ์อาสาเพราะถ้าให้คนอื่นไปดูก็คงต้องปั่นจักรยาน สู้เขาขับรถมอเตอร์ไซด์ไปดูเองดีกว่า

“เออ ๆ ศักดิ์ไปดูให้แม่ที” ว่าแล้วทุกคนก็เดินเข้าบ้าน สุรศักดิ์ขับรถออกไป รถยนต์ของผู้เป็นพ่อก็ขับสวนเข้ามาพอดี

ผู้กองมาโนชเดินเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าแปลกใจ “เย็นแล้วศักดิ์ออกไปไหน” ท่าทางเขารีบร้อนด้วย

“ไปดูนวลค่ะ ตาผามาบอกว่ามันเป็นลมอยู่ที่ฝายเก็บน้ำ”

“ทำไมนวลถึงได้ไปเข็นน้ำล่ะ” ปกติหน้าที่นี้เป็นของน้ำขิงกับน้ำอ้อยไม่ใช่เหรอ

“น้ำอ้อยบอกว่ามันอาสาไปเองค่ะ”

มาโนชไม่ได้พูดอะไร ใบหน้ายังเคร่งขรึมตามสไตล์ของนายทหาร นั่งลงบนโซฟาหนังสีดำตัวนุ่มแล้วถอดถุงเท้าออก จะเป็นไปได้อย่างไรเนื้อนวลไม่ชอบยุ่งกับงานของคนอื่นจะอาสาไปเข็นน้ำเองทำไม ตัวก็ผอมแห้งแค่นั้น รถเข็นน้ำหนักก็หนัก มาโนชครุ่นคิดในใจ

“คุณไปอาบน้ำก่อนเถอะค่ะ จะได้ลงมากินข้าว”

สิ้นคำภรรยามาโนชก็เดินขึ้นห้องไป แต่ภายในใจยังไม่ปักใจเชื่อคำที่ภรรยาบอก

จัดอาหารเย็นบนโต๊ะเสร็จ สองแม่ลูกก็รีบขอตัวกลับบ้านทันที เพราะไม่อยากโดนซักไซ้เรื่องที่เนื้อนวลไปเข็นน้ำวันนี้ แต่ถึงอย่างไรคนขี้กลัวอย่างเนื้อนวลก็ไม่มีทางทำอะไรสองแม่ลูกนี้ได้ เธอคงไม่กล้าพูดความจริงกับเจ้านายอย่างแน่นอน

ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเดือนมีนาคมที่อากาศร้อนจัดดวงตะวันจึงเข้านอนช้าลงหน่อยนึง ดวงตาอันร้อนผ่าวเนื่องมาจากพิษไข้ค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างยากลำบากเมื่อได้ยินเสียงผู้คนคุยกันจอแจอยู่ไม่ห่างกายเธอ สายตากวาดมองไปรอบทิศด้วยความมึนงงเมื่อพบว่ามีคนยืนมุงดูเธออยู่เกือบสิบ

“นวลฟื้นแล้ว” กอหวายพูดขึ้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นเด็กรับใช้ข้างบ้านฟื้นขึ้นมาหลังจากเธอลื่นล้มและสลบไปขณะที่สองแขนกำลังหิ้วกระติกน้ำขึ้นมาจากฝายน้ำเพื่อนำมาใส่ในรถเข็นบนสันคู

ดลยาฝืนลุกขึ้นมาด้วยความอ่อนเพลีย ไม่เข้าใจว่าหญิงสาวคนนั้นกำลังพูดถึงใคร ร่างทั้งร่างปวดร้าวไปหมดราวกับโดนค้อนทุบ มือเล็กยกทาบบนหน้าผากของตนก็พบว่ามันร้อนจี๋ราวกับถ่านกล้า

เธอคงเป็นไข้สินะ

ดลยามองไปรอบกายด้วยแววตาตื่นตระหนก สันคูของฝายน้ำเป็นเห็นลูกรังปนดินเหลือง แล้วลาดเทลงไปให้คนเดินลงไปตักน้ำ รอบสันคูมีต้นพุทราลูกเล็ก ๆ เต็มไปหมด ตัวเธอเลอะไปด้วยโคลนดินและเปียกชื้นไปทั้งตัว

มันเกิดอะไรขึ้น!

เธอจำได้ว่าเพิ่งกลับจากออดิทร้านค้าหลังจากที่ลูกน้องโทร. มารายงานว่าวันนี้จะมีทีมงานมาออดิทที่สาขา ทั้งที่วันนี้เป็นวันหยุดและเธอก็ป่วยด้วย ในฐานะผู้จัดการร้านดลยาจำเป็นต้องไป ออดิทร้านเสร็จเกือบสี่โมงเย็นเธอก็กลับมานอนที่ห้องเช่าด้วยความเหนื่อยล้า อาหารกลางวันก็ยังไม่ตกถึงท้องสักอย่างเธอดื่มเพียงกาแฟแก้วเดียวจากสาขาแล้วก็ทำงานต่อจนเสร็จ มาถึงห้องกินยาลดไข้แล้วก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว พรุ่งนี้เธอต้องทำงานต่อ

แต่พอตื่นขึ้นมาทำไมถึงมาโผล่ในที่แบบนี้ได้ เธออยู่เขตเมืองนนทบุรีไม่ใช่หรือ แล้วที่แห่งนี้คือ… มันมีแต่ป่าที่เธอไม่คุ้นเคย ปกติที่ที่เธอเคยอยู่มันเป็นป่าปูนนี่นา

ดลยายังทำหน้าตามึนงง หัวก็ปวด ตัวก็ปวด กายก็ร้อนผ่าว

“นวล” เสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยขึ้นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ฝ่าวงล้อมเข้ามา “นวลไม่เป็นอะไรใช่ไหม” สุรศักดิ์เอ่ยถาม กอหวายช่วยสุรศักดิ์พยุงตัวเธอลุกขึ้น

ร่างอ่อนเพลียเซเล็กน้อย

ดลยาก้มมองสภาพตัวเองด้วยความสมเพช ผ้าถุงสีดำแต้มลายขาวเล็กน้อยเขรอะไปด้วยดินลูกรัง เท้าของเธอมีดินเหนียวเกาะอยู่ตามง่ามเท้าเหมือนเขียดเล่นโคลน มีคนถือรองเท้าแตะคีบมาวางเรียงไว้ให้ พื้นรองเท้าบางจนส้นทะลุ หูรองเท้าที่เอาไว้สำหรับคีบตอนนี้ใช้เชือกกล้วยผูกแทน ข้างหนึ่งมันนอนคว่ำหน้าอยู่เธอจึงรู้ว่าด้านท้องรองเท้าใช้ไม้ขัดรูไว้เชือกกล้วยจะได้ไม่หลุดออกมา

ดลยาเดินเท้าเปล่าตามหลังผู้ชายหน้าหล่อตรงหน้าโดยไม่ปริปากอะไร หากใส่รองเท้าเธอรู้ว่ามันต้องลื่นแน่ และเธออาจจะล้มหัวฟาดพื้นได้ ในหัวตอนนี้ได้แต่ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเธอตายแล้วอย่างนั้นหรือ แล้วเธอมาอยู่ในร่างใคร

“นวลซ้อนท้ายฉันนะแล้วพ่วงรถเข็นนี่กลับ”

ดลยาพยักหน้าแต่ยังไม่เข้าใจที่ชายหนุ่มพูดทีเดียวนัก รู้แต่ว่าตนชื่อเนื้อนวล

“ไหวใช่ไหม”

ดลยาพยักหน้าอีกครั้ง รับรู้ได้ถึงความขมปร่าในปาก ลำคอแห้งผากฝืนกลืนน้ำลายลงคอแบบฝืด ๆ อยากจะร้องไห้ ถ้าหากเธอได้มาอยู่ในร่างนี้อีกครั้งไม่ว่าจะยุคสมัยไหนเธอก็ไม่หวั่น แต่ทว่าดูจากการแต่งกายของสาวน้อยคนนี้แล้วก็แสดงว่าเธอก็คงเกิดมาลำบากอีกชาติแน่แล้ว ชาติที่แล้วก็ทำงานจนตายชาตินี้ก็คงหนีไม่พ้น

เป็นไข้ยังได้มาเข็นน้ำ

เธอเบะปากเมื่อคิดมาถึงตรงนี้สองมือยกขึ้นปาดน้ำตาที่จู่ ๆ ก็ไหลหลั่งออกมาเป็นทางเมื่อขึ้นไปนั่งซ้อนท้ายบนรถมอเตอร์ไซด์ของหนุ่มแปลกหน้า ตอนนี้เธอปวดหัวตุบ ๆ เหมือนมันกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ

สรุศักดิ์หันมามองคนซ้อนท้ายอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงสูดน้ำมูก

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

เธอส่ายหน้าแล้วพูดเสียงเบา “เปล่าค่ะ” น้ำตาสาวโสดวัยสามสิบห้าปีแต่ไม่รวยไหลออกมาอย่างไม่อาย

ไม่สิ ผู้หญิงร่างแน่งน้อยคนนี้ไม่ได้อายุสามสิบห้าอย่างแน่นอน นั่นคือข้อดีข้อเดียวที่เธอมองเห็น

สรุศักดิ์เอี้ยวตัวมองสาวใช้ด้วยความเวทนา ริมฝีปากเธอแห้งแตกเป็นขุยทั้งที่อากาศร้อน ดวงตาเธอแดงก่ำเพราะร้องไห้หรืออาจจะเพราะพิษไข้ร่วมด้วย “นวลไม่ต้องกลัว ฉันจะบอกคุณแม่ไม่ให้ทำโทษเธอ” ว่าจบสุรศักดิ์ก็เคลื่อนรถออกไปอย่างช้า ๆ เพื่อให้เนื้อนวลลากรถเข็นน้ำได้อย่างไม่ลำบากนัก

ตอนที่ 3 ต้องอดทน

เจ็ดโมงเช้าของอีกวัน

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูอยู่หน้าห้องของดลยา ไม่ถึงเสี้ยววินาทีประตูก็ถูกเปิดเข้ามาอย่างถือวิสาสะ

“นอนกินบ้านกินเมืองไม่รู้จักหน้าที่” เสียงหญิงวัยกลางคนแว่วเข้ามาในหูของดลยาที่ยังนอนหลับตาอยู่ เธอรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว

ดลยาพยายามเปิดเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมาอย่างช้า ๆ แล้วคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวานหลังจากกลับมาถึงบ้านหลังนี้เธออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก้าวขาจะไปรับใช้ ‘คุณเชษฐ์’ ตามคำสั่งของคนที่ทุกคนในบ้านเรียกกันว่า ‘คุณนาย’ เธอก็…หน้ามืดและหมดสติไปอีก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเข้ามานอนในห้องนี้ได้อย่างไร

“ลุกขึ้นมา! ขี้เกียจสันหลังยาว ไปเช็ดเนื้อเช็ดตัวและป้อนข้าวคุณเชษฐ์ได้แล้ว แกรู้ไหมเมื่อวานใครเป็นคนทำงานแทนแก” พวงแก้วเดินเข้าไปฉุดแขนให้ดลยาลุกขึ้นจนคนตัวเล็กรู้สึกร้าวไปทั้งแขนเหมือนมันจะหลุดออกจากบ่า

พวงแก้วสัมผัสได้ถึงไอร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากกายสาวใช้จนเธอต้องรีบปล่อยมือเพราะความร้อน

“ใครหรือคะ” ดลยายังเอ่ยถามถึงคนที่รับอาสาทำหน้าที่แทนเธอ หรืออาจจะเป็นผู้หญิงตรงหน้าเธอนี้ที่เป็นคนทำงานแทนเธอทั้งหมด ดูจากที่ทุกคนพูดกับเธอเมื่อคืนนี้ดลยาสรุปได้ว่าเธอคงเป็นคนใช้ของบ้านหลังนี้

“คุณศักดิ์” พวงแก้วตอบออกไป “นี่แกยังไม่หายป่วยอีกเหรอ” พวงแก้วมีท่าทีเปลี่ยนไปเมื่อรู้ว่าสาวใช้ยังมีไข้สูง เมื่อคืนนี้สุรศักดิ์กับภรรยาของเขาเอายาให้เธอกินแล้วพวงแก้วก็เข้าใจว่าตื่นขึ้นมาตอนเช้าเด็กคนนี้คงจะหายป่วยและสามารถกลับไปทำหน้าที่ของตนได้ แต่ไหนกลับไม่ใช่ เธอยังตัวร้อนจัดใบหน้าแดงเถือกลามไปตามลำคอและใบหู

“ยังค่ะ…ฉันหนาว” ดลยาพูดทั้งปากสั่นพั่บ ๆ นอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มผืนบาง

“เฮ้อ…ฉันละเบื่อจริง ๆ ซื้อตัวมายังไม่ถึงอาทิตย์ก็ป่วยเสียแล้ว แบบนี้ฉันไปจ้างคนใหม่ไม่ดีกว่าเหรอ” พวงแก้วบ่นอย่างอารมณ์เสีย ตั้งแต่เธอซื้อเนื้อนวลจากปู่กับย่าที่ท้ายหมู่บ้านเข้ามาเป็นคนรับใช้ส่วนตัวลูกชายที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงเนื้อนวลก็ยังทำงานไม่ได้เต็มที่สักวัน บ้างปวดท้อง บ้างปวดศีรษะไม่เว้นแต่ละวัน มาวันนี้กลับเป็นไข้หนักไปเสียแล้ว จะคุ้มไหมกับเงินที่จ่ายไป

พวงแก้วทอดถอนหายใจเสียงดังเดินออกจากห้องเธอไปคล้ายกับไม่สนใจ

ห้านาทีผ่านไป ดลยาที่นอนหนาวภายใต้ผ้าห่มผืนบางที่ทั้งสากทั้งหยาบก็ได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา เหมือนจะเดินลงส้นเท้า หากบ้านหนังนี้ไม่เป็นปูนทั้งหลังมันก็คงเสียงดังมาก

“ลุกขึ้นมากินข้าวกินยา” เสียงนั้นกระแทกกระทั้น ดลยาสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตร

เธอลืมตาขึ้นใช้สองมือยันพื้นประคองร่างตัวเองลุกขึ้นอย่างลำบาก

หญิงสาววัยยี่สิบสองปีกล่าวขึ้นอีกครั้งหลังจากวางชามน้ำเปล่าและมีผ้าผืนเล็กแช่อยู่ในนั้น “นี่ผ้ากับน้ำ กินข้าวกินยาเสร็จแล้วเช็ดเนื้อเช็ดตัวเอาเองก็แล้วกัน ฉันหามาให้แกหมดแล้ว ฉันต้องไปทำหน้าที่ดูแลนายง่อยแทนแก แกสำนึกบุญคุณของฉันบ้างไหม” น้ำขิงทั้งพูดทั้งทำปากบิดปากเบี้ยวเมื่อรู้ว่าต้องไปดูแลสุรเชษฐ์ เจ้านายหนุ่มที่เอาแต่ใจและอารมณ์ร้อนเป็นที่สุด ไม่รู้วันนี้เธอต้องเจอกับอะไรบ้าง แต่ก็ดีที่ไม่ต้องนอนค้างคืนที่นี่เหมือนเนื้อนวล ที่เจ้านายจะเรียกใช้ตอนไหนก็ได้

พ้นร่างของสาวผิวเข้ม น้ำเสียงค่อนไปทางห้าวคล้ายผู้ชาย ดลยาหยิบช้อนขึ้นมาด้วยแรงอันน้อยนิดแล้วตักข้าวต้มเข้าปาก เพื่อความอยู่รอดเธอต้องกินแม้จะกินได้แค่น้ำข้าวต้มก็ยังดี ชาติที่แล้วก็ใช่ว่าจะไม่เคยลำบาก แต่เธอก็สู้จนฐานะของตัวเองพออยู่พอกินจนได้ ถึงแม้จะต้องทำงานหนักจนตัวตายก็ตามเถอะ ตอนนี้เธอยังจับต้นชนปลายไม่ถูกขอนอนเอาแรงอีกสักหน่อยเผื่อเธอจะคิดอะไรออก ตอนนี้เหมือนสมองไม่ทำงานเลยแม้แต่น้อย

เพียงขาข้างหนึ่งของน้ำขิงก้าวเข้าไปในห้องของชายหนุ่มที่นอนป่วยเป็นอัมพาตครึ่งซีกอยู่ก็ต้องถอยเบี่ยงตัวหลบหมอนที่ลอยลิ่วพุ่งมายังใบหน้าของเธอ

“ว้าย!”

“ออกไป!” สุรเชษฐ์กล่าวน้ำเสียงดุดันออกมา จนน้ำขิงต้องหยุดอยู่ตรงหน้าห้อง ดวงตาส่อแวววิตกกังวล

“คุณนายให้ขิงมาเช็ดตัวและป้อนข้าวให้คุณเชษฐ์ค่ะ” น้ำขิงบอกคนที่ยังนอนอยู่ด้วยความหวาดหวั่น

“ไม่ต้อง ฉันไม่หิว แล้วนวลมันหายไปไหน” สุรเชษฐ์ถามไปอย่างนั้น เวลานี้ถึงแม้เป็นเนื้อนวลเขาก็ไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น เมื่อวานเขาได้ยินว่าที่เนื้อนวลแอบไปเข็นน้ำก็เพื่อเลี่ยงการดูแลเขา เขาจึงไม่อยากเห็นหน้าใครทั้งนั้น

ทำไม? คนอย่างเขามันน่ารังเกียจนักหรือไง ทั้งเมียและคนรอบข้างถึงไม่มีใครอยากมาอยู่ใกล้เขาสักคน ดี! ในเมื่อไม่มีใครอยากอยู่ด้วยก็ไม่ต้องมาอยู่

“แต่คุณเชษฐ์ต้องกินข้าวกินยานะคะ”

“ฉันบอกว่าฉันไม่หิว หูหนวกหรือไง” สิ้นคำสุรเชษฐ์ก็หยิบแก้วน้ำปาออกมาจากห้องอีก

เพล้ง!

“ว้าย!” น้ำขิงกรีดร้องและรีบปิดประตูลง เป็นแบบนี้เธอคงไม่กล้าเข้าไปดูแลเขาอย่างแน่นอน ไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนคนใช้ส่วนตัวเป็นว่าเล่น ถ้านับเนื้อนวลสาวรับใช้โชคร้ายคนแรกของเขาก็คงเป็นคนที่ยี่สิบแล้วที่พวงแก้วรับเข้ามาภายในเวลาสองปีนับจากที่เขาเริ่มป่วย “ไม่กินก็อย่ากิน ดี กูจะได้ไม่ต้องไปคอยรองรับอารมณ์คนบ้า” พูดจบน้ำขิงก็เดินสะบัดตูดไปทำงานอย่างอื่นต่อ แน่นอนว่าเป็นคนใช้บ้านนี้เธอไม่มีทางอู้ได้เป็นอันขาด เว้นเสียแต่เนื้อนวลจะหายป่วยแล้วให้เธอกับแม่หลอกใช้อย่างสบายใจ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...