เริ่มต้นยุคใหม่หลังวันสิ้นโลก
นิยาย Dek-D
อัพเดต 08 พ.ค. 2567 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. 2567 เวลา 03.22 น. • ข้ารักเจ้าหมื่นปิข้อมูลเบื้องต้น
ตอนที่ 1
ท่ามกลางเศษซากของสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลายด้วยระเบิดจนศูนย์วิจัยลัยแห่งนี้พังทลายจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม บริเวณรอบ ๆ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพผสมกับกลิ่นไหม้ที่ลอยคละคลุ้งไปทั่ว
กึก กึก
ท่ามกลางซากปรักหักพังมีสิ่งมีชีวิตหนึ่งกำลังขยับเขยื้อนเพื่อขึ้นมาสู่ด้านบน ก่อนที่จะมือข้างหนึ่งโผล่ออกมา มืออีกข้างที่อยู่ข้างใต้ก็พยายามดันชิ้นส่วนกำแพงปูนออกไป
เฮือก
บัวเกี๋ยงสูดหายในเข้าปอดลึก ๆ ทันทีที่เขาโผล่ศีรษะขึ้นมา ทั้งที่คิดว่าตัวเองจะตกน้ำตายไปเสียแล้ว ตอนนี้ก็คงจะอยู่ในโลกวิญญาณ ไม่คิดว่าเขาจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เดิมทีเขาเป็นบ่าวในเรือนของท่านเจ้าคุณ ด้วยรูปโฉมที่งามเกินบุรุษ อีกทั้งเป็นคนอัธยาศัยดี พูดจาไพเราะน่าฟังจึงเป็นที่ชื่นชอบแลเอ็นดูของบ่าวที่เป็นบุรุษในเรือน สร้างความไม่พอใจให้บ่าวที่เป็นอิสตรีที่หมายปองบ่าวหนุ่ม ๆ
จึงได้หลอกให้บัวเกี๋ยงไปเก็บสายบัวมาทำแกงให้เจ้านายกิน ระหว่างที่นั่งเรือเก็บสายตัวจู่ ๆ เรือที่นั่งก็มีน้ำรั่ว เขาพยายามตักน้ำออกพร้อมกับส่งเสียงเรียกให้คนมาช่วย
ทว่าตรงนี้ห่างไกลจากเรือนมากโขทำให้ไม่มีใครได้ยินเสียงของบัวเกี๋ยงเลย บ่าวทุกคนรู้อยู่แล้วว่าบัวเกี๋ยงว่ายน้ำไม่เป็น ยามมาเก็บสายบัวก็จะมีคนมาเป็นเพื่อน
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ชวนคนอื่นมาด้วย เพราะเห็นว่าทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับการทำงาน เนื่องจากอีกไม่กี่วันที่เรือนนี้จะมีงานมงคลของคุณหนู
เรือค่อย ๆ จมลงในน้ำพร้อมกับร่างของบัวเกี๋ยง ก่อนที่จะจมลงสายตาก็เหลือบไปเห็นพี่อิ่มที่เป็นแม่ครัวและบ่าวอีกสองคนยืนอยู่ข้างต้นมะพร้าวทั้งยังมองมาทางนี้
ในใจก็คิดสงสัย ในเมื่อเห็นแล้วเหตุใดจึงไม่คิดช่วย ปล่อยให้เขาจมดิ่งลงสู่ก้นสระน้ำอย่างช้า ๆ
เขาลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่ในช่องแคบ ๆ และกำลังจะขาดหายใจ จึงรีบดันสิ่งที่ทับอยู่ด้านบนออก จนในที่สุดเขาก็สามารถผลักมันออกไปได้
สายตากลมโตหันมองไปรอบ ๆ ที่ไม่คุ้นเคย เกิดอะไรขึ้น แล้วเขามาที่นี่ได้ยังไง
“ ที่นี่คือที่ไหน… ”
ไม่มีใครให้คำตอบกับบัวเกี๋ยงได้
“ โอ๊ย! ”
ภาพความทรงจำของเจ้าของร่างแวบเข้ามาในหัวของบัวเกี๋ยงจนรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ เขาเห็นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ผู้คนวิ่งไล่กัดกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย สถานที่แปลกตา อาคารบ้านเรือน และผู้คนมากมายที่บัวเกี๋ยงไม่เคยเห็นมาก่อน
เมื่อความทรงจำจบลงบัวเกี๋ยงก็สลบไปอีกครั้งด้วยความอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างนี้นอนอยู่ในตู้กระจกเป็นเวลานาน
ร่างนี้ชื่อมิลินอายุ 17 ปี เป็นลูกชายของนักวิจัยคนหนึ่ง เขาถูกซอมบี้ตัวหนึ่งกัดที่แขน ด้วยความที่พ่อรักลูกมากถึงนำร่างของลูกมาแช่เย็นไว้
ศูนย์วิจัยแห่งนี้ไมค์ได้ซื้อไว้อย่างลับ ๆ โดยที่ใครไม่รู้ เขาพาลูกมาที่นี่พร้อมกับนักวิจัยอีก 5 คน พวกเขามือเจาะเลือดของมิลินมาตรวจดู แล้วก็เริ่มทำการทดลองต่าง ๆ เพื่อหวังว่าวันหนึ่งลูกของตัวเองจะกลับมาเป็นคนปกติอีกครั้ง
แต่ไม่ว่าการทดลองครั้งไหนก็ล้มเหลว ทว่าไมค์ก็ไม่เคยย่อท้อ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ อาหารที่ซื้อมาจักตุนก็ร่อยหรอแล้ววันหนึ่ง จู่ ๆ ที่นี่ก็มีสัตว์ซอมบี้บุกเข้ามาในขณะที่ไมค์กำลังฉีกวัคซีนใส่ในร่างของลูกชาย
พวกสัตว์ซอมบี้พังอุปกรณ์ในห้องทดลองของไมค์ตกแตกกระจาย ก่อนจะพุ่งมาฉีกร่างของเขาและนักวิจัยคนอื่น ๆ น่าเสียดายที่พวกเขาตายก่อนที่จะได้เห็นความสำเร็จของตัวเอง
วงจรไฟฟ้าถูกกัดจนพัง ก่อนที่สายไฟนั้นจะเกิดประกายไฟแล้วลุกลามไปรอบ ๆ จนในที่สุดก็ระเบิดออกมา นักวิจัยและสัตว์ซอมบี้รวมทั้งเอกสารการทดลองถูกทำลายจนหมดสิ้น
“ เฮ้อ ” ถึงกระนั้นคนที่ฟื้นขึ้นมาก็ไม่ใช่มิลินตัวจริงอยู่ดี
บัวเกี๋ยงเคยคิดว่าคนที่ตายไปแล้วก็ควรจะอยู่ในโลกของคนตาย ชดใช้กรรมแล้วจึงจะไปเกิดใหม่ ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเกิดใหม่ในร่างของผู้อื่น อีกทั้งยังอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกันอีกด้วย
โชคดีที่บัวเกี๋ยงมีความทรงจำของร่างเดิมอยู่ ทำให้เด็กหนุ่มปรับตัวกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ยกมือพนมที่หน้าอกพร้อมกับพูดว่า “ คุณมิลินยกโทษให้ฉันด้วยนะจ๊ะ ฉันไม่ได้อยากแย่งร่างของคุณเลยหนา ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ แต่คุณไม่ต้องห่วงหนา ฉันจะดูร่างของคุณให้เป็นอย่างดี ”
สายลมเอื่อย ๆ พัดผ่านร่างของเด็กหนุ่มไปราวกับรับรู้สิ่งที่เขาพูดออกไป
“ อย่างแรกก็ต้องสำรวจป่าแถวนี้ดูก่อนว่าพอจะมีอะไรกินได้บ้าง ”
เพราะตอนนี้เขารู้สึกหิวมาก ๆ เหมือนว่าไม่ได้กินอะไรมานาน แต่ก็ไม่ได้กินอะไรจริง ๆ นั่นแหละก็ร่างนี้นอนนิ่งอยู่ในตู้กระจกตั้งหลายปี
ตุบ
ขาไม่ทันได้ก้าวไปไหนไกลก็สดุดตอไม้ล้มหน้าฟาดไปกับพื้นดิน ทั้งที่รับปากว่าจะดูแลร่างนี้ให้ดีไม่ทันได้ข้ามวัน บัวเกี๋ยงก็สร้างบาดแผลให้ร่างนี้เสียแล้ว
“ ซี้ด เจ็บจัง ”
ปัดมือที่มีเศษกิ่งไม้กับดินออกเผยให้เห็นรอยถลอกมีเลือดซึมนิด ๆ ไม่ได้เจ็บมากแต่ก็รู้สึกแสบ ๆ บัวเกี๋ยงก้มมองเท้าข้างที่เจ็บ ตรงนิ้วโป้งมีเลือดออกด้วยความที่เท้าเปล่าจึงไม่มีอะไรมาป้องกัน เท้าของเขาจึงไปฉุดกับต่อไม้เข้าเต็ม ๆ
บัวเกี๋ยงเดินกระเผลกไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ทิศทาง ด้วยความที่ร่างนี้นอนนิ่ง ๆ เป็นเวลานานเดินไปได้ไม่ไกลก็ขาสั่น หอบหายใจเหนื่อยเสียแล้ว
เด็กหนุ่มหยุดนั่งพักที่ใต้ต้นไม้พอหายเหนื่อยก็เดินต่อไป แต่เหมือนจะไม่มีอะไรที่กินได้เลย เพราะต้นไม้ส่วนใหญ่ที่เขาเห็นยืนต้นตายแทบจะไม่มีพืชใบเขียวเลย สัตว์สักตัวก็ไม่เห็น
“ แปลกจัง ”
ในความทรงจำของเจ้าของร่างตอนที่ยังไม่ถูกกัด สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายขนาดนี้ กระนั้นต้นไม้ต้นหญ้ายังมีให้เห็น พอได้เก็บกินประทังชีวิตได้
ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าหลังจากที่ตัวเองกลายเป็นซอมบี้ทุกอย่างก็เลวร้ายมากขึ้น พืชและสัตว์เกิดการกลายพันธุ์ บางอย่างก็สูญพันธุ์ไป
เดินมาได้สักพักก็เจอกับลำธาร นับว่าโชคดีที่น้ำยังใสอยู่เพราะตั้งแต่วันสิ้นโลกเกิดขึ้นน้ำสะอาดก็เป็นสิ่งที่หายาก
แม่น้ำลำคลองเต็มไปด้วยขยะและสิ่งสกปรก ยากที่จะเห็นน้ำใสแจ๋วแล้วมีปลาแหวกว่ายไปมาอย่างนี้
ดวงตากลมเปร่งประกายพร้อมกับยิ้มกว้างทันทีด้วยความดีใจเมื่อเห็นปลาตัวอวบ ๆ
“ วันนี้ย่างปลากินก็แล้วกัน ”
ปลาตัวหนึ่งว่ายไปตามซอกหินที่เป็นแอ่งน้ำตื้นเล็ก ๆ พอจะว่ายกลับทางเดิมก็ทำไม่ได้เพราะขนาดตัวที่ใหญ่ เท้าเล็กค่อย ๆ เหยียบบนหินอย่างเงียบเชียบ แล้วกางมือทั้งสองข้างออกก่อนจะจับที่ลำตัวของปลาจนมันดิ้นไปมา
พอจับปลาได้แล้วบัวเกี๋ยงก็รีบเดินขึ้นฝั่งทันที เขาเก็บเศษกิ่งไม้แห้งและใบไม้ที่อยู่รอบ ๆ มากองไฟ จากนั้นก็ใช้ไม้สองอันมาถูจนเกิดประกายไฟ กิ่งไม้แห้งติดไฟอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่รอในกิ่งไม้กลายเป็นถ่าน บัวเกี๋ยงก็มาจัดการปลา เขาดึงเครื่องในของปลาออกแล้วก็นำไม้มาเสียบปลาเพื่อง่ายต่อการนำมาย่าง
กลิ่นหอมของปลาย่างดึงดูดบางอย่างที่อันตรายให้เข้ามาโดยที่เด็กหนุ่มไม่รู้ตัว มันค่อย ๆ ย่างเท้าเข้าหาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาสีทองอำพันทอประกายแวววับ ลำตัวหมอบลงต่ำราบกับพื้นพร้อมที่จะกระโจมใส่ศัตรู
“ หืม ” บัวเกี๋ยงรู้สึกถึงบางสิ่งกำลังจ้องมองมาที่เขา พอเงยหน้าขึ้นก็สบตากับสัตว์ตัวจ้อยตัว
เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้มาก่อน ตัวของมันเหมือนลูกแมวสีขาวขนปุกปุยแต่สีปีเหมือนนก มันจ้องปลาในมือของเขาตาไม่กระพริบ
เขาเดินอยู่ตั้งนานไม่ยักกะเห็นสัตว์สักตัวคาดว่ามันคงได้กลิ่นหอมของปลา
“ มานี่สิเจ้าตัวเล็ก ” ท่าทางเป็นมิตรและน้ำเสียงของบัวเกี๋ยงทำให้สัตว์ตัวขาวค่อย ๆ เดินเข้ามาหามนุษย์ด้วยความระแวงพร้อมกับส่งเสียงในลำคอขู่เบา ๆ
“ นี่อย่าขู่กันสิ บัวไม่ใช่ศัตรูนะ ”
แม้จะพูดอย่างนั้นแต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้รู้สึกว่าสัตว์ตรงหน้าจะทำร้ายเขา ท่าทางนั้นออกจะน่าเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ สัตว์อะไรน่ารักมาก ๆ
“ อะ กินสิ ”
เขาหยิบเนื้อปลาชิ้นเล็ก ๆ แล้วยื่นไปด้านหน้า จมูกสีชมพูดมกลิ่นหอมที่อยู่ในมือมนุษย์ก่อนจะค่อยกินเนื้อขาว ๆ พอเห็นว่ามันกินแล้วเขาก็กินบ้าง
บัวเกี๋ยงกินสลับกับป้อนเจ้าแมวขาวไปด้วย พอได้กินของอร่อยสัตว์ตัวน้อยลดเกราะป้องกันลงแล้วขยับเข้ามาใกล้เด็กหนุ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้นั่งชิดกันราวกับสนิทกันมานาน
ไม่นานปลาย่างก็เหลือแต่ก้าง บัวเกี๋ยงลุกขึ้นเดินไปล้างมือที่ลำธาร หันกลับมาก็เห็นเจ้าแมวขาวกำลังนอนเลียขนอย่างสบายอกสบายใจ
วันนี้บัวเกี๋ยงไม่คิดจะเดินต่อแล้ว เขาไม่อยากฝืนร่างกายจึงตัดสินใจพักที่นี่ พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ เด็กหนุ่มเก็บกิ่งไม้เพิ่มเพื่อใช้ก่อไฟในตอนค่ำ ไม่รู้ว่าที่แห่งนี้จะมีสัตว์มีพิษหรือไม่ หวังว่าเปลวไฟสีแดงจะช่วยขับไล่พวกมันไม่ให้เข้าใกล้เขา อีกทั้งยังให้ความอบอุ่น
เนื่องจากไม่มีใบไม้ไว้รองนอน เขาจึงไปลอกเปลือกไม้มาทำเป็นที่นอนในคืนนี้
“ โอ๊ย เลือดออกอีกแล้ว ” ด้วยความไม่ระวังจึงถูกเสี้ยมตำนิ้ว เลือดหยดหนึ่งหยดลงพื้นใต้โคนต้นไม้แล้วซึมลงพื้นอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้นเองต้นไม้ที่ยืนต้นตายก็ค่อย ๆ แตกใบสีเขียวอ่อนคล้ายกับมีชีวิตอีกครั้ง สร้างความตกใจให้กับบัวเกี๋ยงไม่น้อย พุ่มไม้ใหญ่ขึ้นเป็นร่มเงา
ดวงตากลมเบิกกว้างกับช่อผลไม้สีชมพูอมแดงของต้นไม้ตรงหน้า ทำให้รู้ว่ามันคือต้นลิ้นจี่ป่านั่นเอง ไม่รอช้ามือเรียวเอื้อมไม่เด็ดลูกลิ้นจี่มากัด ลิ้นของเขาสัมผัสถึงรสหวานฉ่ำของลิ้นจี่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเปร่งประกายชอบใจ
“ อื้อ หวานมาก ”
ลิ้นจี่ต้นไม้ทั้งหวานและลูกใหญ่น่ากินมาก ดูเหมือนว่าเย็นนี้เขาจะมีอาหารเย็นกินแล้ว
บัวเกี๋ยงหักลิ้นจี่ช่อโตมานั่งกิน เจ้าสัตว์ขนปุยตัวขาวได้กลิ่นหอม ๆ ก็ลุกขึ้นเดินหามาเขาแล้วใช้จมูกดุนลูกลิ้นจี่ที่อยู่ในมือก่อนจะเงยหน้ามองด้วยสายตาออดอ้อน
พอเห็นแบบนั้นเขาก็ปอกเปลือกลิ้นจี่พร้อมกับเอาเมล็ดข้างในออกให้เหลือแต่เนื้อลิ้นจี่ก่อนจะยื่นไปให้เจ้าแมวขาว มันทำจมูกฟุดฟิดจากนั้นก็อ้าปากงับ
บัวเกี๋ยงมองว่ามันจะคายลิ้นจี่ออกมาไหม แต่นอกจากจะไม่คายแล้วยังส่ายหางไปมาเพื่อขอกินอีก เขาหัวเราะเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดูก่อนจะส่งลิ้นจี่ลูกต่อไปให้มันกิน
เมื่อตะวันตกดินความมืดก็ปกคลุมไปทุกหนแห่ง แสงไฟจากกองไฟช่วยให้บัวเกี๋ยงยังมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวแต่ไม่ไกลนัก
ในเปลือกไม้ขนาดใหญ่มีร่างของเด็กหนุ่มร่างบางแล้วก็มีเจ้าแมวขาวนอนขดตัวอยู่ในอ้อมแขน ตอนนี้พวกเราสนิมกันแล้วสามารถกอดกันได้
บังเกี๋ยงชอบเจ้าแมวขาวตัวนี้มาก ๆ เขาตั้งชื่อให้มันว่ามะลิเพราะสีของมันขาวเหมือนดอกมะลิ
“ ตัวของมะลิอุ่นจังเลย น่าเสียดายที่มะลิยังเด็กอยู่ถ้าโตกว่านี้คงจะกอดอุ่น อ่า ตอนกลางคืนนี่หนาวชะมัดเลย ”
เจ้ามะลิที่บัวเกี๋ยงพูดถึงไม่ได้เป็นสัตว์ธรรมดาแต่มันเป็นสัตว์กลายพันธุ์ที่ฉลาดมากกว่าสัตว์ทั่วไป อีกทั้งยังฟังสิ่งที่มนุษย์พูดได้ด้วย เมื่อได้ยินอีกฝ่ายบ่นว่าหนาว มันจึงขยายตัวให้โตขึ้น
ขนาดของมันใหญ่กว่าบัวเกี๋ยงหลายเท่า จากเจ้าแมวขาวก็กลายเป็นสิงโตขาวตัวเต็มวัยสูงสองเมตร
“อะ มะลิแกขยายตัวได้ด้วยเหรอ ”
โฮก
มะลิส่งเสียงตอบกลับ ก่อนจะหลับตาลงแล้วนอนต่อไม่สนใจมนุษย์ตัวจ้อยที่มองมาด้วยความตื่นเต้น
“ ว้าว ขนของมะลินุ่มจังเลย ” เด็กหนุ่มซุกตัวไปนอนตรงหน้าท้องของแมวใหญ่ พอโตแล้วก็รู้สึกอุ่นกว่าเมื่อครู่อีก ไม่นานมนุษย์ตัวขาวก็พล็อยหลับไปด้วยความง่วง
ตอนที่ 2
บ่าวตัวน้อยที่มักจะตื่นขึ้นมาในเวลาเช้ามืดของทุกวันเพื่อมาช่วยงานในครัวทำสำรับอาหารให้กับเจ้านายค่อย ๆ ขยับเปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความเคยชิน
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สว่างดีทำให้มองเห็นภาพสลัว ๆ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกง่วงหรืออยากนอนต่อ เพราะเขาต้องการที่จะเดินทางออกจากป่าแห่งนี้เร็ว ๆ บัวเกี๋ยงลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาที่ลำธาร น้ำเย็น ๆ ที่สัมผัสกับผิวหน้าทำให้เขารู้สึกสดชื่น
บัวเกี๋ยงเห็นปลาที่กำลังแหวกว่ายไปมาอยู่ในลำธารก็คิดจะจับปลามาย่างอีกครั้ง
น่าแปลกที่มีปลาว่ายมาตอดมือของเขาขณะที่กวักน้ำมาล้างหน้า ปลาตัวอวบอ้วนหลายตัวตอดนิ้วเล็ก ๆ ของบัวเกี๋ยง จนเขาต้องขยับมือหนีเพราะรู้สึกจั๊กจี้ แต่แทนที่ปลาจะว่ายหนีพวกมันกลับว่ายมาตอดมือของเขาอีก
ปลาพวกนี้ดูเชื่องมากขนาดเขาจับมันยังไม่ดิ้นหนีเลย บัวเกี๋ยงยิ้มกว้างอย่างดีใจที่เขาสามารถหาอาหารเช้าได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง จำได้ว่าเนื้อปลาที่เขากินเมื่อวานรสชาติหวานอร่อยมาก แค่คิดถึงปลาย่างหอม ๆ ก็น้ำลายสอแล้ว
บัวเกี๋ยงจับปลามา 4 ตัว แล้วทำการดึงเครื่องในปลาออก จากนั้นก็เก็บกิ่งไม้แห้งมาก่อไฟรอจนกิ่งไม้กลายเป็นถ่านก็นำปลาที่เสียบไม้แล้วมาย่างไฟ
กลิ่นหอมของปลาย่างทำให้เจ้าแมวขาวตัวโตลืมตาขึ้น มันอ้าปากหาววอดก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินมานั่งข้าง ๆ กองไฟดวงตาสีอำพันจ้องมองไปยังอาหารตรงหน้า เจ้าตัวหันหน้าไปหาเด็กหนุ่มก่อนจะส่งเสียงครางในลำคอเบา ๆ คล้ายกับจะถามว่าเมื่อไหร่จะได้กินปลา
ครืด
“ ตื่นแล้วเหรอมะลิ รออีกนิดนะปลาใกล้จะสุกแล้ว ” บัวเกี๋ยงยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะพูดพร้อมกับลูบศีรษะของมันอย่างเบามือ
เด็กหนุ่มพลิกปลาไปมาเพื่อให้ความร้อนซึมเข้าไปทุกส่วนของตัวปลา ไม่นานปลาย่างแสนอร่อยก็สุก บัวเกี๋ยงหยิบปลาย่างมาตัวหนึ่งแล้วเป่าไล่ความร้อนก่อนจะแกะเนื้อปลาส่งให้กับเจ้ามะลิ จากนั้นก็หยิบปลาอีกตัวมาเป่าพอหายร้อนก็แกะเนื้อปลามากิน
“ อร่อยไหมมะลิ ”
โฮก
เจ้ามะลิส่งเสียงตอบ แต่มันยังไม่อิ่มจึงเดินมาดมปลาอีก 2 ตัวที่ยังไม่ได้กิน บัวเกี๋ยงเห็นแบบนั้นก็รีบหยิบปลาขยับหนีทันที
“ กินไม่ได้นะ อันนี้บัวเก็บไว้กินมื้อเที่ยง ”
โฮกฮาก
มะลิร้องประท้วงอย่างไม่พอใจ มันอยากกินปลาอร่อยอีก แต่มนุษย์ตรงหน้าดันเอาปลามันไปซ่อนไว้ด้านหลัง
“ หยุด ถ้าดื้อบัวจะไม่แบ่งปลาอีกตัวให้มะลิกินนะ บัวจะกินคนเดียวทั้ง 2 ตัวเลย ” บัวเกี๋ยงดุเจ้าแมวจอมตระกะ
โฮกกกกก
มันลากเสียงยาวพร้อมกับทำหน้าสลด ด้วยความกลัวว่ามนุษย์ตรงหน้าจะไม่แบ่งอาหารให้กินอย่างที่พูดก็เดินไปคลอเคลียที่ขาของบัวเกี๋ยงอย่างออดอ้อนออเซาะ
“ เด็กดี ” ใบหน้าหวานระบายยิ้มออกมา มือก็ลูบศีรษะของแมวใหญ่ด้วยความเอ็นดู
โชคดีจริง ๆ ที่เจอเจ้ามะลิ ไม่อย่างนั้นการเดินทางในโลกใบใหม่ของบัวเกี๋ยงคงจะเงียบเหงาน่าดี
มื้อเช้านี้เขากับเจ้ามะลิกินปลาย่างคนละตัวส่วนปลาย่างอีก 2 ตัวเขาเก็บไว้กินอีกมื้อ นอกจากปลาย่างแล้วเขาก็ต้องหาเสบียงเพิ่มอีก บัวเกี๋ยงหักกิ่งลูกลิ้นจี่มามัดเป็นช่อใหญ่ 2 ช่อผูกกับปลายเถาวัลย์ทั้งสองข้างแล้วนำมาพาดบนลำตัวของมะลิ
เมื่อเตรียมเสบียงเสร็จแล้ว บัวเกี๋ยงกับเจ้ามะลิก็เริ่มเดินทางต่อ ไม่รู้ว่าเส้นทางที่เขาเดินจะไปที่ไหน แต่เด็กหนุ่มก็หวังว่าเขาจะได้เจอกับถนนหรือบ้านสักหลัง ด้วยอุณหภูมิร้อนที่เพิ่มขึ้นบวกกับที่เดินเท้ามาเป็นเวลานานทำให้พวงแก้มของบัวเกี๋ยงขึ้นสีแดงระเรื่อ
“ แฮ่ก มะลิหยุดก่อน บัวเดินไม่ไหวแล้ว ” บอกเพื่อนร่วมทางตัวโตด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย ส่วนตัวเองก็ทิ้งตัวลงนั่งที่ใต้โคนต้นไม้
มือเล็กบีบนวดขาของตัวเองเพื่อหวังว่ามันจะบรรเทาความเมื่อยล้า ความจริงเขารู้สึกคอแห้งอยากดื่มน้ำ แต่ทางที่เดินผ่านไม่เจอลำธารเลย เขาทำได้แค่กลืนน้ำลายเพื่อดับกระหาย
“ เฮ้อ หิวน้ำจัง แล้วแกล่ะมะลิหิวน้ำหรือเปล่า ”
มะลิส่ายหน้าไปมาแล้วเดินมานั่งข้าง ๆ เด็กหนุ่ม เดินแค่นี้ไม่ทำให้มันรู้สึกเหนื่อยหรอก แต่อีกฝ่ายนี่สิ เดินได้ไม่เท่าไหร่ก็หยุดพักอีกแล้ว
ใจจริงบัวเกี๋ยงก็อยากจะหยุดพักบ่อย ๆ หรอก แต่สภาพร่างกายของเขาไม่เอื้ออำนวยเอาซะเลย
ครืน เปรี้ยง
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นอย่างน่ากลัวจนเด็กหนุ่มสะดุ้งตัวโหยงด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานแหนขึ้นมองบนท้องฟ้า ก้อนเมฆสีดำทะมึนก้อนใหญ่บดบังดวงอาทิตย์จนไม่เห็นแสงพร้อมกับลมเย็นพัดกระโชกแรง บ่งบอกว่าฝนกำลังจะตกในอีกไม่นาน
“ แย่แล้ว มะลิลุกขึ้นเร็ว พวกเราต้องรีบไปหาที่หลบก่อนที่ฝนจะตก ”
หนึ่งมนุษย์หนึ่งสัตว์ลุกขึ้นเดินอีกครั้งพร้อมกับมองหาที่หลบฝนไปด้วย จนมาเจอกับกระท่อมร้างหลังหนึ่ง แม้ภายนอกจะมีสภาพไม่ค่อยดีนักแต่ข้างในก็ถือว่าโอเค พอให้เขากับมะลิหลบฝนได้
“ มะลิ พวกเรารอดแล้ว ”
เมื่อเข้ามาในกระท่อมได้แล้วฝนก็ตกลงมาพอดี ในห้องมีแคร่ไม้เก่าวางอยู่ เขาคลำดูแล้วไม้ยังแข็งแรงดีจึงนั่งลงบนแคร่พร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบ ๆ
เปาะ แปะ แปะ ๆ เสียงน้ำฝนกระทบหลังคาค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ
“ สงสัยวันนี้เราคงต้องพักที่นี่แล้วแหละมะลิ ” เพราะดูแล้วฝนคงจะไม่หยุดตกง่าย ๆ
โฮก
มะลิกระโดดขึ้นไปบนแคร่ที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่ ด้วยความที่แคร่ไม้ตัวนี้ผ่านการใช้งานมานานบวกกับน้ำหนักตัวของมันทำให้บัวเกี๋ยงได้ยินแกรก ๆ เหมือนเสียงไม้จะหัก
“ โอ๊ย มะลิแกจะขึ้นมาทำไม เดี๋ยวแคร่ก็หักกันพอดี ลงไปนอนข้างล่างเลยนะ ” บัวเกี๋ยงรู้สึกปวดหัวกับเจ้าแมวใหญ่ตัวนี้จริง ๆ
นอกจากมันจะไม่ลงแล้วยังล้มตัวนอนบนแคร่ต่ออย่างหน้าตาเฉย เขากลัวว่าแครจะหักจริง ๆ จึงบอกให้มันหดตัวเล็ก ยังดีที่มันยอมหดตัวลงเหมือนกับครั้งแรกที่เจอกัน
บัวเกี่ยงไม่สนใจมันอีก เขาหยิบแก้วน้ำไม้ไผ่ที่ตกอยู่บนพื้นไปล้างกับน้ำฝนจนสะอาด ก่อนจะนำไปรองน้ำไว้กิน พอน้ำเต็มแก้วเขาก็ยกขึ้นดื่มแล้วยื่นแก้วไปรองน้ำฝนอีกรอบ
ร่างผอมบางเดินเข้าไปในกระท่อม เขาหยิบปลาย่างออกมา เจ้ามะลิได้กลิ่นอาหารก็รีบลุกขึ้นมานั่งข้างเขาทันที
ทั้งคู่ก้มหน้ากินก้มตากินปลาย่างที่เย็นชืดอย่างหิวโหย กินของคาวแล้วก็ต้องล้างปากด้วยของหวาน มือเล็กแกะเปลือกลิ้นจี่ป่าออกแล้วส่งเข้าปากทั้งลูกจนแก้มกลมป่อง
โฮก
‘อย่ากินคนเดียวสิ ป้อนมะลิด้วย’ เจ้าแมวขาวร้องพร้อมกับใช้อุ้มมือน้อย ๆ ตีแคร่ที่พวกเขานั่งอยู่ให้มนุษย์รับรู้
“ มะลิอย่าทำแบบนั้น เดี๋ยวแคร่ก็พังหรอก ” บัวเกี๋ยงเอ่ยขึ้นพลางปอกเปลือกลิ้นจี่แล้วทำการเอาเมล็กออกก่อนจะยื่นให้เจ้าแมวที่โมโหหิว
“ ใจเย็น ๆ สิ บัวทำให้ไม่ทัน เอานี่กินซะ ”
เมื่อหลังท้องตึงหลังตาก็หย่อย ทั้งสองชีวิตก็นอนขดตัวหลับบนแคร่ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ
ตอนที่ 3
ณ สถานที่ลับบนเกาะแห่งหนึ่งมีปราสาทหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางของเกาะที่รายล้อมไปด้วยน้ำทะเลสีฟ้า ซึ่งผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้ตัดขาดจากโลกภายนอก หากจะเดินทางออกจากเกาะแห่งนี้ก็ต้องใช่เรือเท่านั้น
ตระกูลเฮนรีที่เป็นเชื่อพระวงศ์และเป็นผู้ถือครองเกาะมายาแห่งนี้ เจ้าชายเลียมกับแอนนาหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาแสนสวยที่กุมหัวใจของชายผู้สูงศักดิ์ได้หลบหนีสงครามแห่งการแย่งชิงมาอยู่ที่เกาะแห่งนี้พร้อมกับผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง
เจ้าชายเลียมไม่มีความคิดที่จะแย่งบัลลังก์กับพวกพี่น้องคนอื่น ๆ แต่ก็มีคนอยากกำจัดเขาอยู่ดี พระองค์กลัวว่าลูกน้อยที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกจะได้รับอันตราย จึงวางแผนกับคนสนิทว่าจะหนีออกจากประเทศของตัวเอง
ข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อเจ้าชายเลียมก็ขอติดตามไปรับใช้ผู้เป็นนาย พวกเขาได้ใช้ชีวิตและมีครอบครัวอยู่ที่เกาะแห่งนี้
เป็นเวลาสองร้อยกว่านี้แล้วที่ตระกูลเฮนรีได้มาตั้งถิ่นฐานที่เกาะแห่งนี้ เมื่อบุตรชายของเจ้าชายเลียมโตเป็นหนุ่มก็ได้ส่งมอบตำแหน่งผู้นำให้เจ้าชายปีเตอร์ดูแลต่อ
ไม่นานหลังจากที่รับตำแหน่งโซเฟียคนรักของเจ้าชายปีเตอร์ก็ได้คลอดบุตรชายตัวน้อยนามว่าลุค
เมื่อเจ้าชายลุคอายุได้ 8 ขวบ บิดาก็ได้ส่งเขาไปเรียนรู้โลกภายนอก นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เดินทางออกจากเกาะมายา โดยมีสหายที่อายุเท่ากันติดตามไปด้วย
บิดาของเจ้าชายลุคไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง เพราะที่เกาะแห่งนี้มีถ้ำเพ็ชรและถ้ำทองที่ถูกพบโดยบังเอิญตอนไปล่าสัตว์ พระองค์เป็นคนฉลาดและนักเจรจาจึงได้ขนเพ็ชรกับทองไปค้าขายที่เมือง S และได้เจอกับนักธุรกิจคนหนึ่ง ทั้งคู่เป็นทั้งคู่ค้าและสหายคนสนิท
การมาเยือนเมืองนี้ทำให้เจ้าชายปีเตอร์ได้เจอกับน้องสาวของโจ นั่นทำให้เขาตกหลุมรักเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว โซเฟียเป็นหญิงสาวที่น่ารัก อ่อนโยน หลังจากที่ทั้งคู่ตกลงปลงใจโซเฟียก็ได้ย้ายไปอยู่บนเกาะกับเจ้าชายปีเตอร์
เมื่อต้องการให้ลูกมาเรียนที่เมือง S โซเฟียก็ได้ติดต่อให้พี่ชายอย่างโจ นักธุรกิจหนุ่มวัย 34 ที่รวยที่สุดในเมืองและมีฐานะเป็นคุณลุงของลูกเธอ
ลุงโจจัดการหาที่พักและดูแลเด็กน้อยทั้งสามคนเป็นอย่างดี กาลเวลาผ่านไปเด็กน้อยในวันนั้นเติบโตขึ้นก็กลายเป็นหนุ่มหล่อที่สาว ๆ ต่างหมายปอง ทั้งหล่อ รวย เรียนเก่ง เล่นกีฬาก็เก่ง ร้องเพลงก็ได้ เพอร์เฟกต์ไปเสียหมด
เมื่อเรียนจบพวกเขาวางแผนว่าจะเที่ยวก่อนจะเดินทางกลับบ้าน แต่ก็เจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน แผนการทุกอย่างต้องชะงักลงเพราะทั่วทั้งเมืองมีแต่ซากศพเดินได้ ลุคและเพื่อนสนิทอีกสองคนต้องหลบหนีไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีหลักแหล่ง
จะกลับไปหาลุงโจญาติเพียงคนเดียวที่รู้จักก็ไม่ได้เพราะเมืองที่พวกเขามาเที่ยวห่างไกลจากเมืองที่ลุงโจอยู่
จนได้มาเจอกับค่ายลี้ภัยแห่งหนึ่ง ความเป็นอยู่ในค่ายไม่ค่อยดีนัก ลุคกับเพื่อนตัดสินใจสมัครเป็นฮันเตอร์เพราะฮันเตอร์จะได้ส่วนแบ่งจากของที่หามาได้
จู่ ๆ ลุคก็หายตัวไปขณะที่ออกไปหาอาหาร แต่มีคนเห็นว่าลุคหนีไปแล้ว แต่เคนกับเจซไม่เชื่อว่าลุคจะทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลังแล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว พวกเขาจึงเดินทางออกจากค่ายลี้ภัยเพื่อไปตามหาลุค
ชายหนุ่มที่พวกเขากำลังตามหาได้รับบาดเจ็บสาหัดและนอนสงบอยู่โซฟาในบ้านหลังหนึ่ง ห่างออกไปไม่ไกลออกไปบัวเกี๋ยงก็ได้เดินทางมาเยือนถึงเมือง N หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นเวลาสี่วันเต็ม ๆ
เด็กหนุ่มเดินผ่านซากปรักหักพัง เมืองแห่งนี้ถูกทำลายไปเกือบหมดด้วยอนุภาพของระเบิดเพื่อที่จะกำจัดซอมบี้ น้อยมากที่จะเห็นสิ่งก่อสร้างอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ดวงตากลมโตมองหาบ้านที่ยังสมบูรณ์ จนมาเจอกับบ้านหลังหนึ่งที่มีสภาพสมบูรณ์เก้าสิบเปอร์เซ็นต์
“ นะ นั่นบ้านหนิ ” บัวเกี๋ยงยิ้มออกมาด้วยความดีใจ เดินมาตั้งนานในที่สุดก็เจอบ้านสักที
แอ๊ด
เปิดประตูเข้ามาก็เจอกับหยากไย่แมงมุมที่ชักใยอยู่เต็มไปหมด มือเรียวเล็กปัดเส้นใยสีขาวที่เกาะติดบนหน้าพลางหรี่ตาลงพร้อมกับเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ จึงไม่ทันได้เห็นสิ่งของที่วางอยู่เกลื่อนพื้น เท้าของเขาเหยียบเข้ากับบางอย่างทำให้ร่างการศูนย์เสียการทรงตัวไถลไปข้างหน้า
อึก
บัวเกี๋ยงรีบลุกขึ้นทันทีเมื่อรู้ตัวว่าทับบางอย่างที่มีชีวิต เขามองร่างของใครบางคนที่โชกไปด้วยเลือดแต่ยังหายใจอยู่ด้วยความตกใจ ทั้งที่ล้มทับไปแรงขนาดนั้นแต่คนที่นอนอยู่กลับไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมา
ฟุดฟิด
เจ้าแมวขาวกระโดดขึ้นไปยืนบนหน้าอกของชายแปลกหน้าจนอีกฝ่ายมีสีหน้าเหยเก แพขนตายาวกระพือขึ้นเผยให้เห็นดวงตาสีดำรัตติกาล
“ อะ มะลิลงมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ” บัวเกี๋ยงรีบอุ้มเจ้าแมวขาวออกมา
“ ค คุณ ”
ลุครู้สึกเจ็บแผลเหมือนมีอะไรมากดทับจนต้องฝืนลืมตาขึ้น เขาเห็นหน้าของใครบางคนที่ไม่รู้จักก่อนที่ทุกอย่างจะมืดลง
เด็กหนุ่มเห็นว่าคนเจ็บสลบไปแล้วก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก เขาวางมะลิบนพื้นแล้วยื่นมือไปอังจมูกลมหายใจร้อนแผ่ว ๆ บ่งบอกว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่
บัวเกี๋ยงทำการปลดกระดุมเสื้อของคนเจ็บทีละเม็ดอย่างระมัดระวัง กว่าจะถอดเสื้อออกจากคนเจ็บได้ก็ค่อนข้างทุลักทุเลเนื่องจากอีกฝ่ายตัวใหญ่แถมยังหนักอีกต่างหาก
บนร่างกายของคนตัวโตมีรอยช้ำม่วงขนาดใหญ่หลายจุด แล้วก็มีรอยมีดบาด แต่สาเหตุที่ทำให้เจ็บหนักก็น่าจะมาจากรูกระสุนที่หัวไหล่ที่ทะลุไปถึงด้านหลัง
“ คุณไปทำอะไรมาเนี่ยถึงได้มีแผลเต็มตัวแบบนี้ ”
ดวงตาคู่สวยละจากแผลบนกายของชายแปลกหน้าก่อนจะมองหาผ้ากับน้ำ โชคดีที่ในห้องน้ำมีตุ่มใส่น้ำที่มีฝาปิดอยู่ เขาจึงตักน้ำใส่กะละมังที่หาได้จากในครัวแล้วเดินกลับมายังห้องนั่งเล่นที่มีบางคนนอนอยู่
บัวเกี๋ยงนำผ้าที่หามาได้จุ่มน้ำแล้วบิดหมาดก่อนจะเช็ดตามตัวคนเจ็บจนสะอาด จากน้ำสีใสก็กลายเป็นน้ำสีแดง เด็กหนุ่มเหลือบตาไปมองสิ่งที่อยู่ภายใต้กางเกงขายาว ครู่หนึ่งใบหน้าหวานก็ขึ้นสีแดงระเรื่อ
เขาสะบัดศีรษะไปมา ตรงนั้นรอให้คนเจ็บตื่นมาเช็ดเองดีกว่า คิดได้ดังนั้นร่างเล็กก็ลุกขึ้นพร้อมกับถือกะละมังไปเทน้ำทิ้งที่หน้าบ้าน
“มะลินอนเฝ้าคนเจ็บตรงนี้นะ เดี๋ยวบัวมา ” บัวเกี๋ยงบอกกับเจ้ามะลิ ส่วนเขาก็เดินเริ่มสำรวจบ้านว่ามีอะไรที่พอจะใช้การได้บ้าง
คนตัวเล็กเดินเข้าไปในห้องหนึ่ง ในนี้มีเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะกระจก และชั้นวาง แม้ว่าจะมีฝุ่นเยอะไปหน่อยแต่เครื่องใช้ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
“ แค่ก ๆ ” มือเล็กสะบัดผ้าปูเตียงจนฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วห้องจนแสบจมูกไปหมด ดวงตากลมโตกวาดมองรอบ ๆ ห้อง เขาคิดว่าปัดถูสักเล็กน้อยก็นอนได้แล้ว
บัวเกี๋ยงเดินไปหยุดที่ตู้เสื้อผ้าด้านในมีเสื้อผ้าอยู่จำนวนหนึ่ง เขาหยิบตัวที่จะใส่แล้วเดินเข้าไปห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว