โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

โควิด-19: สถานการณ์โควิด-19 ในไทยรุนแรงแค่ไหน ตัวเลขและสถิติบอกอะไรเราบ้าง

Khaosod

อัพเดต 04 ก.ค. 2564 เวลา 07.53 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2564 เวลา 07.53 น.

นับตั้งแต่การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ระลอกที่ 3 ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้สถานการณ์ยังคงไม่มีแนวโน้มว่าจะคลี่คลายลง

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ว่าจะต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ภายใน 120 วัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจะไปถึงจุดนั้นได้ด้วยการระดมฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ครอบคลุม 50% ของประชากร และยืนยันว่ารัฐบาลจะปูพรมฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ 70% ภายในสิ้นปี 2564 ให้สำเร็จ

นายกฯ ยอมรับว่าการเปิดประเทศนั้นมีความเสี่ยง แต่ "เราจะต้องยอมรับความเสี่ยงร่วมกันบ้าง"

ทว่า เมื่อพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยที่รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขต้องควบคุมให้ได้ บวกกับสถานการณ์ความรุนแรงของการระบาดที่กำลังเกิดขึ้น และศักยภาพที่มีอยู่ ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า เป้าหมายที่วางไว้จะเป็นจริงได้หรือไม่

บีบีซีไทยประมวลข้อมูลที่สำคัญในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เพื่ออธิบายสถานการณ์ปัจจุบันที่ไทยกำลังเผชิญอยู่

ผู้ป่วยอาการหนักเพิ่ม ผู้ป่วยที่รักษาหายน้อยลง

ในช่วงครึ่งแรกของเดือน มิ.ย. จำนวนผู้ติดเชื้อที่รักษาหายในแต่ละวันมีแนวโน้มสูงกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่แตะระดับอยู่ที่ 2,000-3,000 คนต่อวัน ซึ่งมาจากสามกลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้ป่วยรายใหม่จากระบบเฝ้าระวัง การค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน และกลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำ

ทว่านับตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย. ยอดผู้ติดเชื้อมีรายใหม่เพิ่มสูงขึ้นจากกว่า 3,000 ราย เป็น 4,000 รายต่อวัน และทำสถิติสูงสุดของเดือนที่ 5,406 ราย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. และมีแนวโน้มสูงขึ้นจนทำสถิติใหม่อีกครั้งที่ 6,087 รายเมื่อวันที่ 2 ก.ค.

ที่สำคัญก็คือนับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงกว่าจำนวนผู้รักษาหายแล้วนับตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. เป็นต้นมา

ตัวเลขที่สูงขึ้นควบคู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็คือผู้ป่วยที่มีอาการหนัก บีบีซีไทยตรวจสอบข้อมูลของ ศบค. พบว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1,236 ราย เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. เป็น 1,911 รายในวันที่ 30 มิ.ย.

จำนวนผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามด้วยเช่นกันจากข้อมูล ณ วันที่ 16 มิ.ย. มีผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจจำนวน 364 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 556 รายในวันที่ 30 มิ.ย.

เข้าสู่วิกฤตขาดแคลนเตียง

แนวโน้มผู้ป่วยหนักและผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจที่เพิ่มขึ้นทำให้แพทย์หลายคนแสดงความกังวลถึงศักยภาพและจำนวนเตียงที่จะรองรับผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยอาการหนักในเขตพื้นที่ศูนย์กลางการระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ว่าสถานการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องมาแล้วกว่า 2 เดือนหลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มขึ้นเกิน 1,000 รายต่อวัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยระดับสีแดง หรือกลุ่มที่มีอาการหนักและจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และกลุ่มผู้ป่วยระดับสีเหลืองที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

…………………

ตรวจสอบสถานการณ์เตียงในกทม. - ปริมณฑล

ข้อมูลจากกรมการแพทย์ ณ วันที่ 25 มิ.ย. ระบุว่าภาพรวมสถานการณ์เตียงในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแนวโน้มตึงตัวอย่างมาก

ห้องสำหรับผู้ป่วยสีแดง

  • ห้องไอซียูความดันลบ ผู้ป่วยครองเตียง 295 เตียง ว่าง 38 เตียง
  • หอผู้ป่วยวิกฤตที่ดัดแปลงเป็นห้องความดันลบ ครองเตียง 695 เตียง ว่าง 54 เตียง
  • ห้องไอซียูรวม ครองเตียง 291 เตียง ว่าง 27 เตียง

ห้องสำหรับผู้ป่วยสีเหลือง

  • ห้องแยก ครองเตียง 3,475 เตียง ว่าง 458 เตียง
  • ห้องสามัญ ครองเตียง 7,110 ว่าง 1,406 เตียง

ห้องสำหรับผู้ป่วยสีเขียว

  • ฮอสปิเทล (hospitel) ครองเตียง 10,417 ว่าง 3,063 เตียง
  • เตียงสนาม ครองเตียง 2,586 ว่าง 778 เตียง

…………………..

ศบค. ยอมรับว่ากังวลกับปัญหาเตียงขาดแคลนแต่ได้สั่งการให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) หาช่องทางและวิธีการขยายศักยภาพด้านสาธารณสุขร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน หรือที่เรียกว่า "เบ่งเตียง" แต่ปัญหาก็ดูเหมือนจะยังไม่มีคลี่คลาย มีรายงานว่าผู้ป่วยโควิดหลายคนยังคงต้องรอเตียงนานหลายวัน

28 มิ.ย. ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษก กทม. โพสต์เฟซบุ๊ก "Pongsakorn Kwanmuang" ว่าสถานการณ์นี้ได้กลายเป็น "วิกฤตของกรุงเทพฯ" แล้ว พร้อมกับให้ข้อมูลว่าสถานการณ์ครองเตียงในโรงพยาบาลสังกัด กทม.อยู่ที่ 96.06% ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลนอกสังกัดกรุงเทพมหานครก็มีผู้ป่วยเต็มศักยภาพแล้วเช่นกัน

กทม. จึงวางแผนจัดการวิกฤตดังกล่าวด้วยการ "เบ่งเตียง" โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยระดับสีเหลืองและแดงให้ได้อีก 526 เตียงภายในวันที่ 10 ก.ค. เพื่อเป็นมาตรการแก้ไขชั่วคราว อย่างไรก็ตาม โฆษกกทม. ยอมรับว่ายังมีผู้ป่วยตกค้างอยู่

ยอดตายทำ "นิวไฮ" ต่อเนื่อง

ผลของการระบาดระลอกที่ 3 นอกจากยอดการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นหลายครั้งคือ การทำสถิติใหม่หรือ "นิวไฮ" ของยอดผู้เสียชีวิต

หลังจากยอดผู้เสียชีวิตต่อวันในการระบาดระลอกที่ 3 ทำสถิติสูงสุดที่ 41 เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ก็มีการทุบสถิติอีกหลายครั้งในเดือน มิ.ย. เช่น ในวันที่ 10 มิ.ย. ที่ยอดตายเพิ่มเป็น 43 ราย ตามมาด้วยในวันที่ 23 มิ.ย.และ 26 มิ.ย. ที่ผลักเพดานสูงขึ้นเป็น 51 ราย ปิดท้ายในสุดท้ายของเดือนมิ.ย. ที่ขยับขึ้นเป็น 53 ราย และเข้าสู่เดือนก.ค. ก็ทำสถิติสูงสุดสองวันติดคือ 57 รายในวันที่ 1 ก.ค. และ 61 รายในวันที่ 2 ก.ค.

ยอดผู้เสียชีวิตรายวันในรอบสัปดาห์. ข้อมูลจาก 27 มิ.ย. - 3 ก.ค. 2564. .

ศบค. อธิบายซ้ำ ๆ ในการแถลงข่าวในแต่ละวันว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ (70%) มาจากกลุ่มผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคไต หลอดเลือดสมอง โรคปอด โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคตับ เป็นต้น

ศบค. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาการครองเตียงตั้งแต่วันที่ผู้ป่วยได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อถึงวันที่เสียชีวิตว่าส่วนใหญ่หรือราว 70% รักษาในโรงพยาบาลนานกว่า 7 วัน ส่วนค่าเฉลี่ย ณ วันที่ 30 มิ.ย.อยู่ที่ 11 วัน นานสุดอยู่ที่ 47 วัน

นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค อธิบายให้บีบีซีไทยฟังเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ว่าเมื่อจำนวนผู้ป่วยหนักสะสมเพิ่มขึ้น ผู้เสียชีวิตก็อาจจะสูงตามไปด้วย

ล็อกกทม.-ปริมณฑลหวังกดยอดติดเชื้อ แต่ยอดโผล่ต่างจังหวัด

หนึ่งในความพยายามของ ศบค. ที่ต้องการลดอัตราการเพิ่มของผู้ติดเชื้อหลังจากหารือกับคณะที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขคือ การประกาศข้อกำหนดฉบับที่ 25 ภายใต้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดโควิด-19

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดฉบับนี้ในเวลาราว 1.30 น. ของวันที่ 27 มิ.ย. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มิ.ย. มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่การประกาศให้กรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมทั้งหมด 10 จังหวัดเป็น "พื้นที่ควบคุมสูงสุด" ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ซึ่งการเดินทางข้ามจังหวัดเหล่านี้จะต้องมีการตั้งด่านตรวจอย่างเข้มงวด โดยขอความร่วมมือให้ประชาชนเดินทางเท่าที่จำเป็น

นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเจาะจงพิเศษให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลปิดไซต์งานก่อสร้าง ที่พักชั่วคราวของคนงาน และห้ามเคลื่อนย้ายคนงานเป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากที่ผ่านมามีการระบาดในกลุ่มแรงงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีคำสั่งห้ามการนั่งรับประทานอาหารในร้าน จำกัดเวลาเปิดบริการของศูนย์การค้า และห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันเกิน 20 คน

ข้อกำหนดฉบับนี้ได้สร้างกระแสความไม่พอใจในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารในพื้นที่ เพราะระยะเวลาในการตระเตรียมตัวน้อยไป ขณะที่มีรายงานว่าคนงานก่อสร้างอาศัยช่วงสุดสัปดาห์ก่อนที่ข้อกำหนดจะมีผลบังคับใช้เดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด

ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เปรียบเทียบระหว่าง กทม.-ปริมณฑลและต่างจังหวัด. (ระหว่างวันที่ 27 มิ.ย. - 3 ก.ค. 2564) . .

ตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการรายงานของ ศบค. ในวันที่ 28 มิ.ย. ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในพื้นที่ต่างจังหวัดอาจจะบ่งชี้ให้เห็นผลของการประกาศดังกล่าวด้วยยอดผู้ติดเชื้อพุ่งอย่างมีนัยสำคัญเพียงวันเดียว 2,481 ราย ใกล้เคียงกับยอดรวมของกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ 2,898 ราย ก่อนจะปรับลงมาในระดับเดียวกันกับระดับก่อนมีประกาศฉบับดังกล่าวในช่วงวันที่ 29-30 มิ.ย. แต่ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นในพื้นที่ต่างจังหวัดตั้งแต่วันที่ 1- 3 ก.ค. เป็นตัวเลขมากกว่า 2,000 คน

สายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) รุกคืบ

มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ การเปิดเมือง และประสิทธิผลของวัคซีนที่รัฐบาลวางกำหนดไว้กลายเป็นประเด็นที่สังคมถกเถียงว่าเหมาะสมหรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาเริ่มจับตาพัฒนาการของไวรัสกลายพันธุ์ โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) ที่กลายเป็นสายพันธุ์หลักในหลายประเทศ เช่น ในอินเดีย สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

ด้วยลักษณะเฉพาะที่แตกต่างของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา คือ แพร่กระจายเร็วกว่าสายพันธุ์อังกฤษกว่า 40% จึงทำให้นักไวรัสวิทยาต่างจับตาและเฝ้าระวังสายพันธุ์นี้อย่างใกล้ชิด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์รายงานว่าในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการระบาดของไวรัสสายพันธุ์อัลฟา (อังกฤษ) ล่าสุดก็พบกว่าสายพันธุ์เดลตาสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดได้เพิ่มขึ้นด้วย

สัดส่วนสายพันธุ์ที่เฝ้าระวังสะสมในเขตกทม. (21-27 มิ.ย. 2564). . .

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยในวันที่ 28 มิ.ย. ว่า หากดูเฉพาะสัปดาห์สุดท้าย (21-27 มิ.ย.) พบว่าผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาในกรุงเทพฯ มีสัดส่วน 32.29% ส่วนในภูมิภาค 7.34% ของสายพันธุ์ทั้งหมด

คำถามที่ตามมาคือประสิทธิภาพของวัคซีนหลักที่มีอยู่อย่างวัคซีนจากแอสตร้าเซนเนก้าและซิโนแวคจะสามารถต่อกรกับสายพันธุ์เดลตาได้หรือไม่ เมื่อยังไม่มีการทดลองในประเทศบ่งชี้ว่า ประสิทธิผลของวัคซีนต่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ต่าง ๆ เป็นอย่างไร

อัตราการฉีดวัคซีนยังต่ำกว่าค่าขั้นต่ำที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย

ความท้าท้ายมากที่สุดของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ คือ การพิชิตเป้าหมายฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งแบ่ง เป็นสองช่วงคือ 120 วันแรกก่อนเปิดประเทศตามที่นายกฯ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. โดยประกาศว่าคนไทยต้องได้รับวัคซีนเข็มแรกให้ได้ 50% ของประชากรเป้าหมาย และช่วงต่อไปคือทำให้คนไทย 70% หรือราว 50 ล้านคนได้รับวัคซีนครบสองเข็มภายในสิ้นปี 2564

ตรวจสอบความคืบหน้าปฏิบัติการปูพรมฉีดวัคซีน 100 ล้านโดส ภายในปี 2564

จากการคำนวณดังกล่าว จะพบว่าอัตราการฉีดต่อวันของรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขยังต่ำกว่าอัตราที่ควรจะเป็น หากว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าภายในระยะเวลา 120 วันสำหรับโดสแรก ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงกลางเดือน ต.ค. หรือการฉีดให้ครบโดสภายในสิ้นปี ก็ยังถือว่าล่าช้ากว่าและต่ำกว่าเกณฑ์ที่คาดว่าจะทำให้บรรลุเป้าหมายได้

ยอดการฉีดตลอดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา สามารถทำได้ 6.33 ล้านโดส แบ่งเป็น เข็มแรก 4.59 ล้านโดส และเข็มที่สอง 1.74 ล้านโดส ซึ่งไกลจากเป้าหมายที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยลั่นวาจาไว้เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2563 ที่ต้องการให้ประชากรในประเทศไทยต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 70% หรือคิดเป็นประชากร 50 ล้านคน โดยต้องใช้วัคซีนทั้งสิ้น 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปี

"…ตั้งเป้าว่าต้องฉีดวัคซีนให้ได้เดือนละ 15 ล้านโดส เพื่อเอาชนะสงครามกับโควิดในครั้งนี้ให้ได้" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนในเดือน ก.ค. นี้ ศบค. เตรียมแผนการกระจายวัคซีนไว้ที่ 10.3 ล้านโดส โดยจัดลำดับตามความความรุนแรงของการระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นหลัก

แผนกระจายวัคซีน. [ 10.3 ล้านโดส ตลอดเดือน ก.ค. 2564 ] [ 3.3 ล้านโดส พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 4 จังหวัด และภูเก็ต ],[ 2.5 ล้านโดส 23 จังหวัดชายแดนหรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด ],[ 3.5 ล้านโดส 49 จังหวัดที่เหลือ ],[ 1 ล้านโดส ส่วนอื่น ๆ เช่น หน่วยฉีดส่วนกลาง องค์กรภาครัฐ และสำรองส่วนกลางสำหรับตอบโต้การระบาด ], Source: ที่มา: ศบค. ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2564 , Image:

ทว่า ในวงเสวนาในหัวข้อ "วัคซีนโควิดไทยจะเดินหน้าต่ออย่างไร" เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ออกมายอมรับว่า ในเดือนก.ค. ทางแอสตร้าเซนเนก้าจะไม่สามารถส่งมอบวัคซีนได้ตามจำนวนที่วางแผนไว้ 10 ล้านโดส โดยคาดว่าน่าจะส่งมอบได้เพียงเดือนละ 5-6 ล้านโดสเท่านั้น

ปัญหาคือ ไม่มีวัคซีนให้ฉีด

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอจะนะ จ.สงขลา และประธานชมรมแพทย์ชนบท บอกกับบีบีซีไทยว่า เป้าหมายการฉีดให้ได้วันละ 500,000 โดสต่อวัน และให้ได้ 15 ล้านโดสต่อเดือน ตามศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปได้ แต่ขณะนี้มีวัคซีนให้ฉีดไม่ถึง 10 ล้านโดสต่อเดือน

"ปัญหาไม่ใช่ความสามารถในการฉีด แต่ปัญหาคือ ไม่มีวัคซีนให้ฉีด" ประธานชมรมแพทย์ชนบทกล่าวย้ำ

เขาแนะนำว่า การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด คือ ต้นทุนที่ต่ำที่สุดและมีประสิทธิภาพในการจัดการการระบาดได้เร็วที่สุด ในขณะเดียวกันการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอและเลือกที่มีประสิทธิภาพสูง ก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการ ดังนั้น ชมรมแพทย์ชนบทจึงเสนอให้รัฐบาลอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 มาตรา 18(2) ที่ระบุว่า รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจ "กำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ซึ่งต้องเหมาะสมกับสัดส่วนการใช้วัคซีนภายในประเทศ" ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายกำหนดสัดส่วนการส่งออกวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตโดย บ.สยามไบโอไซเอนซ์ได้ เพื่อให้ไทยมีวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าฉีดในประเทศได้ตามเป้าหมาย

ตัวเลข สถิติและเสียงสะท้อนจากบุคลากรการแพทย์ที่เผชิญปัญหาหน้างานบ่งบอกว่าประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง จนบางคนเริ่มเตือนถึงความล่มสลายของระบบสาธารณสุข ขณะที่คำถามเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐบาลจะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไรและจะบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ ที่ประกาศไว้ได้จริงหรือ

……………….

ข่าวBBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ข่าวสด เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...