โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดวิสัยทัศน์ SCB 10X กับอนาคตโลกการเงินที่ไร้ตัวกลาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 พ.ค. 2564 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2564 เวลา 03.36 น.

          การเกิดขึ้นของบิทคอยน์ในปี 2009ถือเป็นจุดเริ่มต้นของคอนเซ็ปท์บริการทางการเงินแบบไร้ตัวกลาง (Decentralized) โดยนักพัฒนาทั่วโลกพยายามใช้คอนเซ็ปต์นี้เพื่อตัดตัวกลาง โดยเน้นไปที่บริการทางการเงิน เนื่องจากต้องการลดต้นทุนของการทำธุรกรรม ความพยายามนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2012และพัฒนาต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันโดยบริการทางการเงินแบบไร้ตัวกลางนี้มีชื่อเรียกว่า “ดีไฟน์” (Decentralized Finance : DeFi) ซึ่งขณะนี้ธนาคารทั่วโลก ต่างมอง DeFi เป็น 1ในสิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลกการเงิน

          SCB 10X บริษัทโฮลดิ้งคอมพานี ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Group) ได้มีความสนใจใน DeFi อย่างมาก แม้ว่าจุดเริ่มต้นของ DeFi จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ Disrupt ธนาคาร แต่ด้วยบทบาทของของ SCB 10X ที่ต้องศึกษาสิ่งใหม่ จึงมอง DeFi เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของธนาคาร

          ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด ได้เผยถึงมุมมอง ที่มีต่อเทคโนโลยี DeFi รายละเอียดต่างๆ บทบาทของ SCB 10X ทั้งในมุมของโอกาส และความเสี่ยงได้อย่างน่าสนใจ

ทำความรู้จัก DeFi และเทคโนโลยีเบื้องหลังกันก่อน

          ดร.อารักษ์ : ก่อนอื่นต้องมีการจำกัดความให้ชัดเจนก่อนว่า DeFi นั้นรันอยู่บนบล็อกเชน ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology) ซึ่งภายในเทคโนโลยีนี้สามารถมีได้ทั้ง CeFi (Centralized Finance : บริการทางการเงินที่มีตัวกลาง เช่น ธนาคาร โบรกเกอร์) และ DeFi (บริการทางการเงินที่ไม่ต้องมีตัวกลาง)

          อีกเรื่องคือสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) กับคริปโทเคอร์เรนซี่ คือสิ่งที่บ่งบอกถึง Value ในสินทรัพย์บางอย่าง โดยคริปโทฯจะไม่มีสินทรัพย์หนุนอยู่ข้างหลัง แต่สินทรัพย์ดิจิทัลจะมีอะไรบางอย่างหนุนอยู่ข้างหลัง อาจจะเป็น สินทรัพย์หรือสิทธิการใช้ต่างๆ

          “เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นสิ่งที่เข้ามาเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง ในอดีตที่เราเคยพูดถึงเรื่องฟินเทคกัน ผมคิดว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินให้สะดวกสบาย แต่ก็ยังเป็นธนาคารรูปแบบเดิม แต่บล็อกเชนไม่ใช่แค่นั้นเพราะจะเปลี่ยนวิธีการทำงานรวมถึงตัวตนของธนาคารไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งที่บล็อกเชนกำลังทำอยู่ในขณะนี้มาในรูปของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลก Physical ไปเป็น Digital  เช่น เปลี่ยนเงิน fiat ไปสู่คริปโทฯ อสังหาฯ หุ้น ทุกอย่างแปลงเป็นดิจิทัลได้”

          เมื่อทุกอย่างกลายเป็นดิจิทัล มันทำให้เกิดเรื่องของการเทรด การเปลี่ยนมือ ได้เร็วและสะดวกยิ่งขึ้น ของที่แต่ก่อนเทรดกันยากปัจจุบันหลายอย่างง่ายขึ้น ดังนั้นบทบาทของธนาคารจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ปกติเราคุ้นเคยกับการมีตัวกลางคือธนาคาร แต่ในอนาคตภาพอาจเปลี่ยนไป ซึ่งหากธนาคารไม่พร้อม ก็ต้องเจอความเสี่ยงแน่นอน

การเกิดขึ้นของ DeFi ทำให้ธนาคารเสี่ยงได้อย่างไร

          ดร.อารักษ์ : DeFi คือ การทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่มีตัวกลางเลย ทุกอย่างอยู่บนโปรแกรมบนโค้ดหมด SCB 10X มองว่ามีความเป็นไปได้ที่ DeFi จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต มากน้อยขึ้นอยู่กับว่า Ecosystem ของ DeFi ถูกพัฒนาสมบูรณ์แค่ไหน ซึ่งในปัจจบันก็มีธุรกรรมการเงินหลายด้านบน DeFi ไม่ว่าจะเป็นการฝาก ถอน กู้ ลงทุน ซื้อล็อตเตอรี่ สามารถทำได้โดยที่ไม่มีตัวกลางเลย

          ที่ทำเช่นนี้ได้เพราะมีเทคโนโลยีอีกตัวที่เป็นส่วนประกอบสำคัญคือ Programmable Money และ Smart Contract ซึ่งทำให้ผู้พัฒนาสามารถเขียนคำสั่งต่างๆไว้ในโค้ดได้ทั้งหมด สร้างให้เกิดการทำงานแบบเป็นอัตโนมัติ เช่น เขียนโค้ดให้หากแอคเคานต์ใดนำหลักประกันมาวาง ให้ระบบปล่อยเงินจากนาย A สู่นาย B ได้เลย ซึ่งในอดีตเราต้องมีคนตรวจสอบหลักประกัน ตรวจสอบบัญชีว่ามีจริงหรือไม่ แต่ใน DeFi ทุกอย่างเกิดขึ้นบนโปรแกรมทั้งหมด

          แต่แม้ว่า DeFi จะสร้างการทำงานอัตโนมัติจากการเขียนโค้ดและบันทึกไว้บนบล็อกเชน แต่ในภาพใหญ่ตอนนี้ ผู้กำกับดูแลทั่วโลกก็ยังไม่ค่อยสบายใจกับ DeFi เท่าไหร่เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นบนโปรแกรมบนโค้ดหมด หน่วยงานกำกับดูแลจึงไม่สามารถเข้าไปให้ความสะบายใจกับผู้ใช้บริการของ DeFiได้อย่างเต็มที่ ไม่เหมือน CeFi ที่มีตัวตน ถึงจะใช้พื้นฐานเป็นบล็อกเชนเหมือนกันก็ตาม ก็สามารถตามตัวได้ กำกับดูแลเพื่อความสะบายใจได้

          เวลานี้มีเงินที่อยู่ในระบบ DeFi มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Total Value Locked ในระบบ DeFi ต้นปี 2020มีเพียง 300ล้านดอลลาร์ ปลายปีเพิ่มเป็น 13,000ล้านดอลลาร์ และตอนนี้เพิ่มไปถึง 52,000ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเติบโตมากกว่า 100เท่า แม้ว่าเมื่อเทียบกับจำนวนเงินในระบบจะยังเล็ก แต่ถ้ามองอัตราการเติบโตในระยะเวลาที่สั้น นั่นหมายความว่า DeFi เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น คนรุ่นใหม่เริ่มใช้ DeFi กันเป็นเรื่องปกติ รวมถึงบริษัทในไทยบางแห่งก็เริ่มใช้แล้ว ซึ่งถ้าถึงโลกได้เดินไปถึงจุดที่สินทรัพย์ทั้งหมดเปลี่ยนมาสู่ดิจิทัลทั้งหมด จะทำให้เกิดการ Disruption ของโลกการเงินครั้งใหญ่ ดังนั้นธนาคารจึงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

          ยกตัวอย่างเงินที่เข้าไปในระบบ DeFi เช่น เราอยากแปลงเงินบาทไปเป็นคริปโทฯ โดยตัวคริปโทฯก็จะมีทั้ง DeFi และ CeFi เราอยากนำคริปโทฯนั้นไปสร้างมูลค่าเพิ่ม (ได้ผลตอบแทน)  ในวันนี้มันมี BlockFi ที่เขานำคริปโทฯไปฝากแล้วก็ได้ผลตอบแทนซึ่งเปรียบเสมือนดอกเบี้ยจากการฝากนั้น ในขณะเดียวกันที่ทาง BlockFi ก็นำคริปโทฯนี้ไปให้อีกขาหนึ่งกู้ พูดง่ายคือทำตัวเป็นธนาคาร เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม อันนี้คือ CeFi เพราะมีเจ้ามือคือ BlockFi

          แต่จะมีธุรกรรมในลักษณะเดียวกันที่เขียนโค้ดลงไปว่า เราถือคริปโทฯอยู่อยากจะฝาก ใครสามารถให้ดอกเบี้ยได้บ้าง โค้ดนี้ก็จับคู่คนที่อยากฝากกับคนที่กำลังหาเงินและทำข้อตกลงธุรกรรมกันเอง ทำหน้าที่เหมือนธนาคารเอาเงินเข้าระบบ เมื่อครบเวลาได้ดอกเบี้ยก็เอาเงินออกจากระบบได้

          หรือถ้าอยากจะแลกเปลี่ยนสกุลเงินก็เช่นกัน เช่นมีบิตคอยน์อยากแลกไปอีกสกุลหนึ่ง ธุรกรรมแบบ CeFi คือผ่าน Exchange แต่ถ้าเป็น DeFi ก็จะผ่านโค้ดเ คือ เรามีบิตคอยน์อยากได้สกุลนี้ที่อัตราแลกเปลี่ยนนี้ ระบบก็จะจับคู่จนกว่าจะเจอโค้ดที่ระบุเงื่อนไขตรงกัน เงินก็จะเปลี่ยนกันอัตโนมัติ จะเห็นว่าธุรกรรมพื้นฐานเหล่านี้หมือนเดิม แต่วิธีการทำเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เป็นการทำผ่านบล็อกเชนและตัดตัวกลางออกไป

          เมื่อโลกนี้กำลังจะมาถึงจึงตั้งคำถามว่า ธนาคารจะอยู่ตรงไหน  ในปัจจุบันเทคโนโลยีพวกนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้วที่เทนสตรีมอยู่ตรงไหน แต่ถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ จะ Disrupt การเป็นตัวตนของธนาคารแน่นอน นั่นจึงเป็นหน้าที่ของ scbtenx ที่ต้องไปลองศึกษา ไปดูว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร แล้วจะเตรียมพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างไรด้วย ในขณะเดียวกันมันก็เป็นโอกาสที่เราไปสร้างธุรกิจตรงนี้ด้วย

ถ้า DeFi หมายถึงไม่มีตัวกลาง แล้วคนทำ DeFi ได้อะไร

          ดร.อารักษ์ : สำหรับ CeFi นั้น แน่นอนว่าคนกลางได้ค่าธรรมเนียม แต่สำหรับ DeFi คนที่พัฒนาเชนขึ้นมา ก็จะกำหนดว่าธุรกรรมที่ผ่านบนเชนของเขาจะมีค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ พอเราใส่เงินเข้าไปทำธุรกรรมไม่ว่าจะซื้อเหรียญอะไรก็แล้วแต่มันก็จะเข้าไปอยู่ในระบบนั้น นั่นหมายถึงยังมีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมอยู่

          เมื่อมีคนมาใช้เยอะ ก็มีการออกคอยน์เป็นของตัวเอง ตัวคอยน์ก็จะมีราคาขึ้นมาเพราะคนใช้เยอะ คนที่ถือคอยน์ก็สามารถนำไปเทรดต่อ เพราะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ พอคนเห็นว่าเชนนี้คนใช้เยอะ คนก็เข้ามาถือ ราคาคอยน์ก็ขึ้น ซึ่งกลไกเหล่านี้สามารถเข้าไปทำการเก็งกำไรกันได้ ซึ่งคนที่เทรดเก่งๆมีโอกาสได้รีเทิร์นสูงมาก

          แม้ว่าจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนดี แต่ก็มีข้อกังวลในด้านความเสี่ยงของตัวโปรแกรม เพราะทุกอย่างอยู่บนโค้ดทั้งหมด ต้องกลับมาดูว่าเราเชื่อใจโปรแกรมนั้นขนาดไหน ดังนั้นหลายๆ DeFi จึงมีกระบวนการที่ต้องมาAudit โปรแกรมเหล่านี้อีกทีหนึ่ง

Digital Asset คือแอเรียแรกที่ธนาคารจะบุกเข้าไป

          ดร.อารักษ์ :  ตอนนี้บิตคอยน์ 1 BTC มีค่าเท่าทองคำ 1กิโลกรัม จริงๆแล้วมูลค่าของบิตคอยน์ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ เราพอใจจะขายเท่านี้ คุณจะซื้อเท่านี้ มันก็เกิดการเทรดกันเรื่อยๆ มันเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง บางคนให้ค่าเป็น 100ล้าน ในมุมกลับกันบางคนเขาก็บอกว่ามันแค่เศษกระดาษ สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างและทำให้ธนาคารต้องรีบเตรียมตัวผมมองว่าไม่ใช่คริปโทฯ แต่คือสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ที่มีของค้ำมูลค่าอยู่ข้างหลังมากกว่า

          แต่ถามว่าคริปโทฯเกี่ยวอย่างไรกับเรื่องนี้ ในโลกความจริง เงิน fiat จะคู่กับสินทรัพย์ แต่พอในโลกดิจิทัล คริปโทฯจะคู่กับสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น ถ้าเราจะทำธุรกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล คริปโทฯคือสิ่งที่มักจะมาคู่กัน

          ยกตัวอย่างเช่น มีคอนโดที่เราอยากลงทุนอยู่ แต่ถ้าซื้อทั้งห้องอาจจะแพงไป เราอยากจะได้สัก 20ตารางฟุต ก็สามารถ Tokenize เป็นเหรียญ และเราก็ไปซื้อเหรียญนั้น สมมุติว่าเราซื้อเหรียญนั้นไว้ 100,000บาท ในอนาคตห้องนั้นปล่อยเช่า ซึ่งถ้าเราถือเหรียญอยู่ ก็จะได้เปอร์เซ็นต์ค่าเช่าตรงนั้น หรือถ้าเกิดในอนาคตราคาห้องที่เราซื้อขึ้น เราก็เอาเหรียญไปเทรด ก็จะได้ส่วนต่างกลับมา

          นี่เป็นหลักง่ายๆซึ่งกระบวนการทั้งหมดสามารถทำกันเองได้หมดแล้ว และที่สำคัญคือธนาคารไม่เกี่ยวข้องเลย เพราะการ Tokenize เกิดจากคนสองคนไปตกลงกันว่าจะทำ Tokenize เท่าไหร่ พอตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายก็จบ เวลาไปขายก็อยู่ในลักษณะของคอยน์ ซึ่งจะขายกันผ่านหรือไม่ผ่านExchange ก็ได้ สุดท้ายธนาคารก็ไม่เกี่ยวในกระบวนการนี้อยู่ดี

          SCB 10X จึงตั้งบริษัทลูกขึ้นมาคือ Token X เพื่อ Tokenize สินทรัพย์ในโลกความจริงสู่โลกดิจิทัล อะไรก็ตามที่จินตนาการว่ามีค่าไม่ว่าจะในรูปของมูลค่าโดยตรง เป็นสิทธิ เราสามารถดึงเข้ามาเพื่อเปลี่ยนมือได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นของที่ไม่เคยมีสภาพคล่องเลย ก็จะมีสภาพคล่องเต็มที่

          ถามว่าแล้วธนาคารจะเข้าไปมีบทบาทตรงนี้อย่างไร คำตอบคือธนาคารสามารถเข้าไปบริการในเรื่องของการเก็บรักษา Token เหล่านั้นได้ เพราะถ้าเก็บไว้เอง มีความเสี่ยงเรื่องโดนแฮ็ค หรือเผลอไปลบ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นคือทำอะไรไม่ได้ หายแล้วหายเลย ความได้เปรียบคือแบรนด์ของธนาคารจะทำให้ส่วนนี้มีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น เป็นการนำ Trust บวกกับเทคโนโลยี แนวทางนี้จะทำให้ธนาคารมีที่ยืนได้

          อีกจุดหนึ่งที่ธนาคารจะเข้าไปได้นั่นคือเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างโลกความจริงกับโลกดิจิทัล ซึ่งจุดนี้มีได้หลายรูปแบบ ทั้ง Exchange โบรกเกอร์ ซึ่งเป็นทางเชื่อมให้เราสามารถนำเงิน fiat มาแปลงเป็นดิจิทัลได้ แน่นอนว่าในโลกแห่งความจริงเราก็ยังต้องกินต้องใช้ปกติ แต่ในเรื่องของสิทธิ ความเป็นเจ้าของ ธุรกรรม จะผ่านทางดิจิทัล

          “เราเชื่อว่าในอีโคซิสเต็มของสินทรัพย์ดิจิทัล กลุ่ม SCB จะต้องเข้าไปมีบทบาทในนี้ จะมากหรือน้อย หรือไปตรงไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้จุดเชื่อมระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกดิจิทัลคือก้าวแรก ซึ่งในอนาคตก็จะมีธุรกิจต่อยอดไปอีก เราต้องเริ่มจากการสร้างอีโคซิสเต็มในโลกดิจิทัลให้สมบูรณ์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการกำกับดูแลด้วยว่าเปิดให้ทำได้แค่ไหน”

CeFi กับ DeFi จะอยู่ในโลกการเงินร่วมกันได้ไหม

          ดร.อารักษ์ :  จริงๆแล้ว CeFi กับ DeFi เป็น 2คำที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ เพราะถ้าบอกว่าธนาคารทำ DeFi ขึ้นมามันก็ไม่ใช่ DeFi แต่ในปัจจุบันความเข้าใจในคำว่า DeFi มันเหมือนเหมารวมทั้งหมดอยู่ ถ้าบทบาทของธนาคารคือการไปให้ความมั่นใจในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งก็เท่ากับว่ามันไม่อิสระ แต่ DeFi คือไม่ต้องเชื่อใจใครเลย สิ่งที่ต้องเชื่อใจคือโค้ดโปรแกรมอย่างเดียว

          ปัญหาตอนนี้คือเราจะเชื่อใจโค้ดนั้นได้อย่างไร เพราะเมื่อ DeFi ไม่มีตัวกลาง แปลว่าต้องเปิดเป็น โอเพ่นซอร์สให้เห็นว่าโค้ดด้านในทำงานอย่างไร พอเปิดไว้ก็สามารถโดนก็อปปี้ได้ ทำให้เกิดการนำโค้ดไปปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม และอาจมีช่องโหว่ที่นำไปสู่การหลอกลวงได้ หากอ่านโค้ดไม่ขาดก็มีโอกาสโดนโกงสูง

          ด้วยความสุ่มเสี่ยงของระบบจึงทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกก็ยังไม่วางใจ แต่ที่ SCB 10X เชื่อว่าสุดท้ายเราจะผ่านช่วงนี้ไปได้ และเมื่อผ่านไปแล้ว สิ่งนี้จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในอนาคต เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ต ที่ในตอนแรกคนกลัว ไม่มีใครมองเห็นว่าดีอย่างไร ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook,  Amazon อะไรต่างๆที่เราใช้กันทุกวันนี้ก็ล้วนมาจากโครงสร้างพื้นฐานของอินเทอร์เน็ต

          “ผมคิดว่าเทคโนโลยี DeFi, CeFi, บล็อกเชน และคริปโทฯ เป็นโครงสร้างพื้นฐานแบบเดียวกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาแค่ 10ปี และผมคิดว่าการยอมรับสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเร็วกว่าอินเทอร์เน็ต เพราะคนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับดิจิทัลอยู่แล้ว และมีความเข้าใจในเรื่องพวกนี้มากกว่าคนรุ่นเก่า ซึ่งเทคโนโลยีนี้มันจะเข้ามาเปลี่ยน land scape เช่นเดียวกับที่อินเทอร์เน็ตเคยทำไว้”

แล้วปลายทางธนาคารจะปรับตัวอย่างไร

          ดร.อารักษ์ :  ถ้าเมื่อไหร่ที่ธนาคารให้ความเชื่อมั่นแก่ DeFi ก็จะทำให้สิ่งนั้นไมใช่ DeFi อีกต่อไป แต่สุดท้ายสิ่งที่จำเป็นต้องมีก็คือสะพานเชื่อมระหว่างโลกความจริงและโลกดิจิทัล จุดนี้ยังไงก็ยังต้องมีตัวกลางเพราะเราเสกเงินบาทเป็นบิตคอยน์ไม่ได้ด้วยตนเอง หรือจะเป็นคนดูแลเงินให้เช่นเดิม ดูแลในที่นี้คือธนาคารไม่ได้สนใจว่าลูกค้าจะเอาเงินไปลงใน DeFi, บิตคอยน์หรือคริปโทฯสกุลใด แต่เมื่อลงทุนเสร็จจะสามารถนำเงินมาพักเงินไว้ที่ธนาคาร ธนาคารก็สามารถต่อยอดโดยการเป็นโบรกเกอร์ เช่น เมื่อลูกค้าเอาเงินมาพัก ธนาคารก็แนะนำลูกค้าได้ว่าสามารถเอาเงินไปลงทุนที่ไหนต่อได้

          “สิ่งสำคัญที่สุดคือธนาคารต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า การนำเงินมาพักไว้ที่ธนาคารสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ แต่ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เรายังจินตนาการภาพตรงนั้นได้ไม่ชัดเจนว่าบทบาทของธนาคารในจุดนั้นจริงๆคืออะไร ผมเชื่อว่าถ้าเป็น DeFi ยังไงธนาคารก็จะยังไม่ได้มีบทบาทในทางตรงแต่ถ้า CeFi ธนาคารก็อาจจะไปเป็นทางผ่าน เป็นที่พักเงิน โบรกเกอร์หรือ Exchange ได้ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่ทำให้เราต้องพิจารณาเรื่องนี้”

          เรื่องเหล่านี้ก็มักมาพร้อมกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเขาจะมองโลกไม่เหมือนคนยุคเดิม ผมเรียกคนกลุ่มนี้ว่า digital native ซึ่งวิถีชีวิต สไตล์การทำงานเขาก็จะแตกต่างจากเดิม ทุกวันนี้ถ้าเป็นออฟิศสมัยใหม่ เราก็จะเห็นคนกลุ่มนี้ทำงานกันเยอะ เขาจะไม่เข้ามายุ่งกับกฎระเบียบแบบเดิมๆ และยังมีความเข้าใจโลกดิจิทัล พร้อมรับความเสี่ยง ซึ่ง SCB 10X โชคดีที่มีวัตถุดิบที่ดี ไม่ว่าจะเป็นใบอนุญาตดั้งเดิมที่ครบถ้วน ทีมงานรุ่นใหม่ที่เข้าใจโลกดิจิทัล ต่อไปจึงต้องมาดูว่าในฐานะขององค์กรที่ถูกกำกับดูแล ในอนาคตเราจะไปตรงไหนได้บ้างของอีโคซิสเต็มสินทรัพย์ดิจิทัล และเราจะเตรียมตัวให้พร้อม เพราะโลกการเงินใน 5-10ปีข้างหน้าจะพลิกโฉมไปอย่างแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...