โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เชื้อราในช่องปาก โรคที่เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

Motherhood.co.th

เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2563 เวลา 04.30 น. • Motherhood.co.th Blog

เชื้อราในช่องปาก โรคที่เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่

มีโรคภัยไข้เจ็บมากมายที่สามารถเป็นกันได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งโรค "เชื้อราในช่องปาก" ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่เองหรือเจ้าตัวน้อยก็สามารถติดเชื้อมาได้ทั้งนั้น วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคนี้ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งวิธีป้องกันรักษาให้ลูกรักห่างไกลจากเชื้อราในปากกันค่ะ

เชื้อราในช่องปากคืออะไร ?

เชื้อราในปาก (Oral thrush) คืออาการติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายในช่องปาก โดยเกิดจากเชื้อราแคนดิดา (Candida) ซึ่งเป็นผลมาจากอาการเจ็บป่วย ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือการใช้ยาบางชนิดที่สามารถกระตุ้นให้เชื้อราชนิดนี้เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เชื้อราในปากไม่ค่อยมีอันตรายและสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการใช้ยาฆ่าเชื้อรา

เชื้อราในปากเกิดขึ้นได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่

อาการของเชื้อราในปาก

แม้จะมีสาเหตุมาจากเชื้อราชนิดเดียวกัน แต่การแสดงออกของอาการเชื้อราในปากจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1. อาการในเด็กและผู้ใหญ่

ในเบื้องต้นผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตัวเองเป็นเชื้อราในปาก ทั้งนี้การแสดงอาการอาจจะเกิดขึ้นทันทีหรือกินระยะเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ถึงจะมีอาการให้เห็น โดยลักษณะอาการมีดังนี้

  • มีคราบสีขาวที่ลิ้น กระพุ้งแก้ม เพดานปาก เหงือก และต่อมทอนซิล
  • คราบขาวที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะคล้ายกับฝ้าในปาก
  • ภายในช่องปากแดงหรือเป็นแผล จนส่งผลกระทบต่อการกลืนอาหารและการเคี้ยวอาหาร
  • อาจมีเลือดออกซิบ ๆ มาจากบริเวณแผลหากไปถูหรือขูด
  • ผู้ที่ใส่ฟันปลอมอาจมีอาการปากแตกหรือเกิดรอยแดงที่มุมปาก
  • รู้สึกปากแห้ง
  • ลิ้นไม่ค่อยรับรู้รสชาติ

ในผู้ป่วยรายที่อาการรุนแรง คราบเชื้อราอาจแพร่กระจายลงไปถึงภายในหลอดอาหาร จนทำให้กลืนอาหารได้ลำบาก และจะรู้สึกเหมือนมีอะไรติดคออยู่ตลอดเวลา

2. อาการในทารกและแม่ที่ให้นมลูก

สำหรับทารกอาจเกิดเชื้อราขึ้นได้ในช่วง 3-4 สัปดาห์หลังคลอด (มักพบในทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน) เกิดขึ้นตามสมดุลทางธรรมชาติของร่างกาย มีปริมาณไม่มาก จึงไม่ก่อให้เกิดโรค แต่หากเชื้อรามีปริมาณมากและเป็นฝ้าขาวหนา จะทำให้ทารกที่ติดเชื้อราในช่องปากมีปัญหาเรื่องการดูดนม และมีอาการหงุดหงิดได้ง่าย นอกจากนี้ ยังอาจแพร่เชื้อไปยังแม่ผ่านทางการดูดนมแม่ได้อีกด้วย ทำให้แม่เกิดอาการติดเชื้อราที่บริเวณหัวนม และมีอาการดังต่อไปนี้

  • เกิดอาการคัน เจ็บ ที่บริเวณหัวนม
  • หัวนมมีลักษณะแดงหรือแห้งแตกผิดปกติ
  • ลานหัวนมมีลักษณะเงาและเป็นขุย
  • มีอาการเจ็บบริเวณหัวนมขณะที่ให้นมลูก
  • อาจมีอาการเจ็บร้าวลึกเข้าไปในหน้าอก

สาเหตุของเชื้อราในปาก

เชื้อราในปากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อราแคนดิดา (Candida) ซึ่งโดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะช่วยป้องกันการติดเชื้อราดังกล่าวได้ แต่ถ้าหากสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติก็จะทำให้เชื้อราชนิดนี้เจริญเติบโตจนเกินการควบคุม และกลายเป็นอาการติดเชื้อรา

ยาพ่นหอบหืดก็อาจส่งผล

กลุ่มคนที่เสี่ยงต่อเชื้อราในปากคือ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อย่างเด็กทารกและเด็กเล็ก และผู้ที่มีประวัติการปลูกถ่ายอวัยวะ ส่วนสาเหตุที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • การรักษามะเร็ง ด้วยการทำเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี ซึ่งส่งผลกระทบให้เซลล์ที่ดีอ่อนแอลง และเซลล์บางส่วนถูกทำลายไปพร้อมกับเซลล์มะเร็ง
  • โรคร้ายแรงอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ HIV โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน โรคเบาหวาน โรคเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน จนทำให้เชื้อราเจริญเติบโตขึ้น
  • การตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์และมีภาวะเชื้อราในช่องคลอด สามารถที่จะแพร่เชื้อราแคนดิดาไปยังเด็กทารกขณะที่คลอดได้ ทำให้เด็กทารกเกิดเชื้อราในช่องปาก
  • การใช้ยาปฏิชีวนะ ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดเชื้อราในปากได้
  • การใช้ยาพ่นสเตียรอยด์ในผู้ป่วยหอบหืด ผู้ป่วยโรคนี้ที่ต้องใช้ยาพ่นสเตียรอยด์เป็นประจำอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นในช่องปาก
  • การใส่ฟันปลอม หากใส่ฟันปลอมไม่ถูกต้องหรือใส่ไม่พอดีก็อาจทำให้เกิดเชื้อราในช่องปากได้
  • การรักษาความสะอาดของช่องปากไม่เพียงพอ ที่ดูแลสุขภาพช่องปากไม่ดี อาจเป็นสาเหตุของเชื้อราในช่องปากได้
  • อาการปากแห้ง ผู้ที่มีอาการปากแห้งจากการใช้ยาหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อาจมีส่วนกระตุ้นการเกิดเชื้อรา
  • สูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ สารเคมีในบุหรี่จะกระตุ้นให้เชื้อราภายในช่องปากเจริญเติบโตเร็วขึ้น

การวินิจฉัยเชื้อราในปาก

เชื้อราในปากสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในเบื้องต้นหากผู้ป่วยสังเกตพบคราบขาวภายในช่องปาก ควรรีบไปพบแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจอย่างละเอียด โดยแพทย์จะตรวจและนำตัวอย่างจากแผลไปตรวจกับห้องปฏิบัติการอีกครั้งเพื่อยืนยันผล แต่หากอาการเชื้อรานั้นแพร่กระจายลงไปในหลอดอาหาร อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น

  • การเพาะเชื้อ โดยนำสำลีก้านยาวป้ายเก็บตัวอย่างที่บริเวณในลำคอส่วนหลัง แล้วนำไปเพาะเชื้อเพื่อหาเชื้อราแคนดิดา
  • การส่องกล้อง โดยการสอดกล้องผ่านเข้าไปทางหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กเพื่อดูร่องรอยของเชื้อรา

การรักษาเชื้อราในปาก

เชื้อราในปากรักษาให้หายได้ด้วยยารักษาเชื้อรา ซึ่งในปัจจุบันมีให้เลือกใช้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด ยาอม หรือยาน้ำ โดยต้องใช้ติดต่อกันอย่างน้อยประมาณ 7-14 วัน จึงจะหายเป็นปกติ ซึ่งยาเหล่านี้มักเป็นยาที่ไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่ก็อาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสียได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรมีความระมัดระวังในการใช้ยา

หากเชื้อราในปากมีสาเหตุมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข โดยแพทย์อาจเปลี่ยนยาหรือปรับยาให้เหมาะสมมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนของเชื้อราในปาก

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการเป็นเชื้อราในปากนั้นมีน้อยมาก โดยมักเกิดขึ้นได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ เช่น

  • เชื้อราแพร่เข้าสู่กระแสเลือด จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อราลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ
  • ปัญหาในการดูดซึมสาอาหาร หากปล่อยให้มีอาการเชื้อราในปากโดยไม่รักษาอย่างจริงจัง จะทำให้เชื้อราแพร่กระจายลงไปถึงลำไส้ และส่งผลให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้อย่างเต็มที่

การป้องกันเชื้อราในปาก

ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเชื้อราในปากได้ โดยวิธีที่จะช่วยให้ช่องปากสะอาดอยู่เสมอมีดังนี้

  • บ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร
  • แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันที่ผสมสารฟลูออไรด์ รวมทั้งใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ
  • พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกับคนที่ใส่ฟันปลอม
  • ถอดฟันปลอมออกมาทำความสะอาดทุกคืน โดยควรทำความสะอาดด้วยยาสีฟัน หรือสบู่ และล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นแช่ในน้ำยาสำหรับทำความสะอาดโดยเฉพาะ
  • แปรงเหงือก ลิ้น และภายในช่องปากด้วยแปรงสีฟันขนที่มีอ่อนนุ่มเป็นประจำเพื่อทำความสะอาด
  • หากรู้สึกว่าฟันปลอมที่ใช้อยู่สวมใส่ได้ไม่พอดี ควรไปพบทันตแพทย์ทันที
  • สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ต้องพ่นยาสเตียรอยด์ ควรบ้วนปากทุกครั้งหลังจากใช้ยา
  • ควบคุมอาการของโรคที่เป็นสาเหตุของเชื้อราในปาก เช่น โรคเบาหวาน ให้อยู่ในระดับที่ดี ก็จะสามารถลดการเกิดเชื้อราในช่องปากได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์ปากหรือน้ำยาบ้วนปากมากเกินจำเป็น เพราะหากใช้มากเกินไปอาจทำให้เกิดการเสียสมดุลของแบคทีเรียในช่องปาก
  • เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่กระตุ้นการเกิดเชื้อราได้
ทำความสะอาดปากและฟันลูกหลังกินนมทุกครั้ง

สำหรับทารก คุณแม่ควรดูแลทำความสะอาดช่องปากให้ลูกวันละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น โดยเฉพาะหลังกินนมผสม ควรดื่มน้ำสะอาดตามทุกมื้อ หรือใช้ผ้าสะอาด ชุบน้ำอุ่นเช็ดในช่องปาก ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้กับปากของลูก รวมถึงของเล่นก็ไม่ควรมองข้าม ต้องหมั่นทำความสะอาดเพื่อป้องกันเชื้อโรค

 

อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> story.motherhood.co.th

มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> Motherhood.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...