โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กูรูแนะ เตรียมรับรถไฟฟ้า มั่นใจตลาดรถทะลุล้านคัน

Manager Online

อัพเดต 11 ธ.ค. 2561 เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2561 เวลา 11.38 น. • MGR Online

ค่ายรถยนต์ฟันธงตรงกัน รถยนต์ไฟฟ้า มาแน่ เตรียมตัวรับมือ ทั้งผู้ผลิต-ผู้บริโภค ภายใต้แนวคิดใหม่ เชื่อมต่อคน-เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม-บริการ พร้อมทุ่มงบวิจัยและพัฒนา เร่งให้ความรู้สาธารรณชน ด้านตลาดรถยนต์ปีนี้ทะลุล้านคันแน่นอน “กระบะ” ยอดพุ่งชี้เศรษฐกิจยังคงเดินหน้าได้ดี

สมาคมผู้สื่อข่างรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (Thailand Automotive Journalists Association : TAJA) จัดเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “ชี้แนวร่วมรัฐ เอกชน เปิดยุทธศาสตร์ยานยนต์ใหม่ รุกทันกระแสโลก…?” โดยมีผู้บริหารจากบริษัทรถยนต์ชั้นนำ และองค์กรภาคเอกชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นถึงทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า ปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยมีแนวโน้มผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด โดยยอดการผลิตรถยนต์ทุกแบรนด์ ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 รวมทุกประเภทอยู่ที่ 1,801,319 คัน เพิ่มขึ้น 9.75%

“รถกระบะ 1 ตันผลิตมากที่สุดด้วยจำนวน 1,035,643 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 11.05% จะสังเกตเห็นได้ว่าในช่วงนี้การผลิตรถกระบะ 1 ตัน มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการเติบของเศรษฐกิจของประเทศ เพราะรถกลุ่มนี้ผู้บริโภคจะซื้อไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก”

ด้านสถิติการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 มีการผลิตเพื่อการส่งออกรวมทั้งสิ้น 961,615 คัน เพิ่มขึ้น 2.42% ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศรวมทั้งสิ้น 839,704 คัน เพิ่มขึ้น 19.56 %

“ความต้องการรถยนต์ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ SUV ยังสดใสตลาดเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่วนแบ่งตลาดจากกลุ่มรถยนต์นั่งสูงถึง 69 % โดยปัจจัยบวกมาจากขนาดเครื่องยนต์เล็กลง ทำให้ราคาลดลง ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น อัตราการเติบโตจึงดีมากๆ นอกจากนี้ ตลาดรถอเนกประสงค์ PPV ยังเติบโต 8.9 % ชี้ให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์รถยนต์ในกลุ่มนี้” นายสุรพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ จากการความต้องการของตลาดภายในประเทศที่มากขึ้นคาดว่า ประมาณการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะสร้างสถิติใหม่อีกครั้งที่ 2,100,000 คัน เติบโต 5.59% เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1,000,000 คัน เพิ่มขึ้น 15.96 % และผลิตเพื่อการส่งออก 1,100,000 คัน ลดลง 2.35 %

ส่วนสถิติการผลิตรถจักรยานยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2561 อยู่ที่ 2,130,381 คัน เพิ่มขึ้น 1.67 % แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) จำนวน 1,724,595 คัน เพิ่มขึ้น 0.38 % และชิ้นส่วนประกอบ (CKD) จำนวน 405,786 คัน เพิ่มขึ้น 5.43 % เนื่องจากค่ายรถจักรยานยนต์ใช้ประเทศไทยเป็นการผลิตจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เพื่อส่งออกไปต่างประเทศกำลังการผลิตจึงเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแรงทั่วโลก แต่สำหรับในประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมถึงเดือนตุลาคม 2561 จำนวน 1.435 คัน โดยแบ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จำนวน 133 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน จำนวน 3 คัน รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล 1,131 คัน โดยรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นรถจักรยานยนต์มากกว่ารถยนต์

ทั้งนี้ นายองอาจ พงศ์กิจวรสิน นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีการผลิตอยู่ในอันดับ 12 ของโลก อันดับ 4 ของเอเซีย และเป็นที่ 1 ของอาเซียนและโอเชียเนีย รวมถึงตะวันออกกลาง ถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกในเรื่องของความคุ้มค่าในการผลิตเทียบเท่าญี่ปุ่น หรือประเทศชั้นนำของโลก ด้วยกระแสของโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบันจะเห็นว่า มีแนวโน้มไปเรื่องของรถพลังงานไฟฟ้า

สำหรับเหตุผลหลักของการเกิดอีวีนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาด้านมลภาวะ โดยอีวีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการใช้เชื้อเพลิง แต่ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยมียอดขายรถอีวี ไม่ถึง 1% อย่างไรก็ตามในหลายประเทศได้มีการพัฒนาและมีทิศทางนโยบายการใช้รถอีวี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ยุโรปคาดว่า ปี 2573 จะมีรถที่เป็นไฮบริด หรือปลั๊กอิน และ อีวี อยู่ที่ 20-30%ส่วนมหาอำนาจอย่างจีน ตั้งเป้าว่าในปี 2593 จีนจะใช้รถเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ส่วนญี่ปุ่น มีการคาดการณ์ว่า 2593 จะลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ให้ได้ 80 % โดยในอนาคตอันใกล้รถยนต์ 100 คัน จะต้องเป็นรถไฟฟ้า 20-30%

“ทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต แบตเตอรี่จะถูกพัฒนาให้ระยะการขับขี่ไกลขึ้น สามารถลากจูงของที่มีขนาดใหญ่ได้ ราคาถูกลง และสุดท้ายการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รถไฟฟ้าเกิดขึ้นมาได้เร็วยิ่งขึ้น ประเทศไทยจะรักษาฐานการผลิตเหนือคู่แข่งในตลาด จึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวและเปลี่ยนแปลงรับการผลิตรถไฟฟ้า เพราะอย่างไร รถไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว” นายองอาจ กล่าว

ด้านนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมในปี 2560 ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงถึง 27% และคาดว่าปี 2561 อัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมจะอยู่ที่ระดับ 28,000 คัน เติบโต 12 %

ในปี 2559 บีเอ็มดับเบิลยู เริ่มให้ความสนใจเข้ามาทำตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) และรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ซึ่งทางบีเอ็มดับเบิลยูได้มีการให้ความรู้เรื่องรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด-รถยนต์ไฟฟ้ากับผู้บริโภคผ่านการจัดสัมมนาทางวิชาการในรูปแบบต่างๆ รวมถึงให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฮบริดแก่สถาบันการศึกษาต่างๆในประเทศไทยอีกด้วย

“เรามีการลงทุนตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ เป้าหมาย 50 สถานี ซึ่งจะดำเนินการได้ครบถ้วนภายในปีนี้ ผลของการดำเนินยุทธศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้ปีนี้ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด มีอัตราการเติบโตสูงถึง 112 % นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยูยังได้ลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ศูนย์พัฒนา Autonomous เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ภายใต้ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจยานยนต์ในอนาคตของบีเอ็ม ดับเบิลยูทั่วโลก ที่ประกอบด้วย 4 แนวทาง คือ A= Autonomous, E=Electrified, C=Connected, S=Services ” นายกฤษฎา กล่าว

ขณะเดียวกัน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงแนวทางการพัฒนารถยนต์มาสด้าในอนาคตว่า มาสด้า ยังคงยึดแนวคิด zoom-zoom โดยมุ่งเน้นโมเดลธุรกิจภายใต้ตัวยุทธศาสตร์ CASE : C=Connected, A=Autonomous, S=Shared, E=Electric ซึ่งทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์มาสด้าตั้งเป้าว่า ภายใน ปี 2573 จะลดการผลิตรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปให้ได้ 50% และในปี 2593 จะลดเหลือเพียง 10% โดยตั้งเป้าหมายให้การผลิตรถยนต์เป็นรถไฟฟ้า แบบไฮบริด หรือปลั๊กอิน รวมไปทั้ง EV ให้ได้ 95% ของการผลิตรถทั้งหมดและมีแผนนำยานยนต์ไร้คนขับออกสู่ตลาดในปี 2568

“รถไฟฟ้าของทางมาสด้า ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นการนำเครื่องโรตารี่มาใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้ากลับไปสู่แบตตอรี่ในรูปแบบไฮบริด รวมถึงจะมีการต่อยอดการผลิตให้รองรับ แก๊สแอลพีจี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม หากได้รับผลกระทบจากพายุหรือไฟฟ้าดับ จะสามารถนำเชื้อเพลิงจากแก๊สแอลพีจี มาใช้กับรถ แล้วจ่ายไฟกลับไปยังเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านได้” นายธีร์ กล่าว

ขณะที่นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทอง โฉมทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มองแนวโน้มตลาดรถยนต์ว่า นิสสัน จะขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญา “Nissan Intelligent Mobility : NIM” เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคต ซึ่งจะเป็นการเชื่อมต่อระว่างระบบนิเวศ ชุมชน และผู้ขับขี่เข้าด้วยกัน

นับจากนี้ไป นิสสันจะสร้างแบรนด์เพื่อสร้างการรับรู้ด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้ คือ Nissan Intelligent Power: ความก้าวล้ำของระบบขับเคลื่อน Nisssan Intelligent Driving: ความก้าวล้ำของการขับขี่ Nissan Intelligent Integration: ความก้าวล้ำของการผสานเทคโนโลยี จากข้อมูลการวิจัยของสำนักงานสถิติแห่ง ล่าสุดระบุว่า ในปี 2573 ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ การเคลื่อนไหว และการเชื่อมต่อ (Mobility + Connected) จะเข้ามาอยู่บนรถยนต์และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับรถและผู้ขับขี่

“ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีอะไรก็ตาม จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความต้องการของผู้บริโภค (Demand) รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ก็เช่นกัน จากข้อมูลของนิสสันระบุว่า มีคนจำนวนมากถึง 40% มีความสนใจที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีจำนวน 1 ใน 3 ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีก 5 % เพื่อที่จะได้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นค่ายรถยนต์ต้องเร่งให้ความรู้เตรียมความพร้อมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต” นางสาวสุรีทิพย์ กล่าวในที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...