โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง : "รบเถิดอรชุน" การเมือง ชีวิต ความขัดแย้ง กับภควัทคีตาในภาวการณ์ร่วมสมัย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 03 ก.ย 2563 เวลา 03.39 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2563 เวลา 03.39 น.

ช่วงนี้จำต้องหยิบจับเอา “ภควัทคีตา” คัมภีร์สำคัญของฮินดูมาอ่านอีกครา เนื่องจากผมเพิ่งเปิดชั้นเรียน “ภควัทคีตา บทเพลงในสมรภูมิแห่งใจ” ที่วัชรสิทธาขึ้นมาเป็นรอบที่สอง

คลาสเรียนครั้งนี้พาผมไปไกลแสนไกล เนื่องจากผู้เรียนจำนวนสิบนิดๆ นั้น มีทั้งพระภิกษุ คนหลากวัย และที่สำคัญมีน้องๆ นิสิต-นักศึกษาซึ่งเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลานี้มาเรียนด้วย

น้องบางคนบอกว่า มันช่างประจวบเหมาะที่คลาสเรียนเกิดขึ้นในช่วงที่เขาต้องการคำแนะนำ หรือต้องการพลังบางอย่างในช่วงเวลายากยิ่งนี้ของเขาเอง

นักเรียน-นักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ทำงานสะดวกราบรื่นทุกคนดอกครับ

หลายคนต้องเผชิญความขัดแย้งกับพ่อแม่หรือคนในครอบครัว กับเพื่อน กับแฟน ทางหนึ่งก็เป็นความรู้สึกและสายใยสัมพันธ์ ทางหนึ่งก็เป็นหลักการและความถูกต้อง อีกทั้งทุกคนก็ต่างมีความกลัวกันทั้งนั้น การออกไปขึ้นเวทีปราศรัยหรือทำกิจกรรม ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง

น้องบางคนถึงบอกว่า “กล้า” ไม่ได้แปลว่าไม่กลัว แต่ก็ทำไปทั้งๆ ที่กลัวนี่แหละ

 

คีตานั้นนำเสนอความสับสนในความขัดแย้งระหว่างหน้าที่กับความรู้สึกในสายใยสัมพันธ์ น้องๆ เหล่านี้จึงคิดว่า น่าสนใจที่จะมาลองเรียนรู้คัมภีร์เก่าแก่อันนี้ดู เผื่อจะมีอะไรที่พอใช้การได้บ้าง

ผมเองก็ไม่คิดไม่ฝันหรอกครับว่าช่วงเวลาของการเรียนภควัทคีตารอบนี้จะเป็นเวลาที่เหมาะสม เพราะวางตารางลงไปตั้งแต่ต้นปี

แถมวันแรกที่เรียนยังตรงกับวันแรกของเทศกาล “คเณศจตุรถี” ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีขึ้นไปอีก

ผมเคยพูดถึงเนื้อหาโดยรวมของภควัทคีตา และพูดถึงนัยยะทางการเมืองของคีตามาบ้างแล้ว อันที่จริงคราวนี้ผมได้ตระหนักถึงนัยทางการเมืองของคัมภีร์เล่มนี้ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

และเข้าใจมากขึ้นว่าเหตุใดคีตาจึงเป็นคัมภีร์ที่สำคัญขนาดนั้น

 

เมื่อกล่าวถึงประเด็น “ฮินดูที่เพิ่งสร้าง” อันที่จริงภควัทคีตาอันแสนเก่าแก่คือส่วนหนึ่งของกระบวนการฮินดูที่เพิ่งสร้างนั้นด้วย

นักชาตินิยมอินเดียในยุคเริ่มต้น เลือกเอาคีตาจากบรรดาคัมภีร์ทั้งหลายมาแปลในภาษาอังกฤษ แล้วค่อยๆ แปลไปสู่ภาษาถิ่นอื่นๆ ของอินเดีย ทั้งนี้ก็เพื่อบอกว่าอินเดียมีแนวคิดทางศาสนาที่สูงส่งไม่ต่างจากคริสต์ศาสนาของชาวตะวันตก และในหมู่ชาวอินเดียเอง ดูเหมือนคีตาจะส่งสารบางอย่างไปด้วยพร้อมกัน

สารที่บอกให้ลุกขึ้นสู้กับความอยุติธรรม

มหาตมะ คานธี มักเทียบเคียงการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขากับแนวคิด “กรรมโยคะ” การกระทำกรรมไปโดยถือเป็นหน้าที่ แต่ไม่ยึดติดในผลของกรรมนั้น ไม่เสียใจหากผิดหวัง ไม่ดีใจหากสำเร็จ

นั่นทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองกับคำสอนในศาสนาเป็นเรื่องเดียวกัน

อาจารย์วิโนพา ภาเว ศิษย์คนสำคัญของคานธี ในระหว่างที่ท่านถูกจำคุกในฐานะนักโทษการเมือง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1932 นักโทษทั้งหลายได้ขอให้ท่านสอนภควัทคีตาแก่พวกเขา

ท่านจึงใช้ทุกวันอาทิตย์ในการสอนคีตา

บทบันทึกการสอนครั้งนั้น ได้รับการตีพิมพ์ภายหลังในชื่อ Talks on Gita (Gita-Pravachane) ซึ่งตัวท่านวิโนพาเองกล่าวว่า แม้ท่านจะตายไป หนังสือเล่มนี้จะยังคงรับใช้มนุษยชาติแทนท่าน

มีผู้กล่าวว่า วิโนพาทำให้คุกกลายเป็นบุญยสถาน ซึ่งท่านได้สอนคีตาออกมาจากความเข้าใจและการตีความของท่านเอง และเมื่อท่านสอนจบ บรรดานักโทษได้พากันรวบรวมเงินที่เก็บรักษาไว้ เพื่อนำไปเป็นต้นทุนในการพิมพ์

 

การศึกษาคัมภีร์ในอินเดียนั้นอัศจรรย์ เพราะไม่มีใครผูกขาดหน้าที่ในการตีความคัมภีร์ทางศาสนากับตัวไว้ได้เบ็ดเสร็จ คัมภีร์เล่มเดียวกันจะถูกตีความกันไปอย่างหลากหลาย สำนักทางศาสนาก็ตีความไปในทางของตัว แต่ไม่เพียงนักการศาสนา นักการเมืองหรือนักกิจกรรมก็อาจเข้ามามีส่วนร่วมในการตีความคัมภีร์เหล่านี้ในแนวทางของตนได้เช่นกัน

ด้วยเหตุนี้คัมภีร์ทางศาสนาของอินเดียจึงสดใหม่อยู่เสมอ การตีความอย่างหลากหลายนี่แหละที่ทำให้หนังสือสดใหม่ ในขณะที่ความศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาดกลับเป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้หนังสือเหล่านั้นหยุดนิ่งลงไป และห่างเหินกับชีวิตผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ

ในชั้นเรียนครั้งนี้ ผู้เรียนของผมต่างเอาใจช่วยและอยู่ข้างอรชุน รู้สึกราวกับอรชุนเป็นเพื่อน

ทุกคนเข้าใจความรู้สึกที่อรชุนเผชิญ ไม่มีสักคนเดียวที่จะเห็นด้วยกับพระกฤษณะตั้งแต่ต้นแม้ทุกคนจะรู้ว่าพระกฤษณะนั้นคือพระเจ้า

ในขณะที่ก็พบว่า ตัวอรชุนเองก็ไม่ได้ยอมรับคำสอนของพระกฤษณะอย่างง่ายดายเหมือนกัน

 

มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า หลายครั้งที่มีการอ้าง “เสียงของพระเจ้า” ในทางการเมือง ศาสนาหรือชีวิตส่วนตัวก็ตาม เพื่อจะบอกว่าสิ่งที่ผู้อ้างพระเจ้าแนะนำสั่งสอนหรือบังคับขู่เข็ญนั้นเป็นสิ่งที่ดี ถูกต้องที่สุด

แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่เสียงของพระเจ้าตัวปลอม อรชุนไม่รู้ว่ากฤษณะเป็นพระเจ้า จึงไม่แปลกที่เขาจะสงสัยและไม่เชื่อสิ่งที่กฤษณะพูด จนสุดท้ายกฤษณะต้องสำแดงสภาวะแห่งพระเจ้าให้เขาเห็น

แต่เราผู้อยู่ในโลกมนุษย์ขี้เหม็น ที่ใครต่อใครพากันอ้างเสียงของพระเจ้า แต่ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าเสียงของพระเจ้านั่นเป็นของจริงหรือไม่

การที่เราจะไม่เชื่อถ้อยคำสอนสั่งพวกนี้ยิ่งกว่าอรชุนนั้นก็ไม่แปลกอันใดเลย

ท่าทีของการไม่สยบยอมหรือเชื่ออะไรง่ายๆ จึงกลายเป็นพลังอย่างหนึ่งของคนรุ่นใหม่ เป็นจุดตั้งต้นที่น่าสนใจ

ผมคิดว่าเราควรเริ่มต้นจากความสงสัยหรือขบถ แล้วจึงออกแสวงหาความจริง

ศรัทธาจะมีขึ้นเมื่อได้เดินในหนทางมาสักระยะแล้ว

ส่วนการตั้งต้นจากศรัทธาแต่แรกโดยปราศจากความลังเลสงสัยหรือท่าทีขบถนั้น ดูออกจะอันตรายต่อการเติบโตในเส้นทางจิตวิญญาณอยู่มาก

 

“รบเถิดอรชุน” คำนี้จากคีตาถูกช่วงชิงไปให้ความหมายกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยหลายครั้ง บางครั้งก็เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย คำคำนี้จึงกลายเป็นคำที่ดูตลกสำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นคำติดปากเอาไว้ล้อกันเล่น

ส่วนตัวผมเองรู้สึกเสียดายที่คำคำนี้ หรือแม้แต่ตัวคีตาเองที่ถูกมองว่าเร่อร่าในสายตาคนหนุ่มสาว ใจจริงผมอยากยุให้พวกเราที่สนใจมิติทางศาสนาหรือจิตวิญญาณช่วงชิงเอากลับมาใช้ในความหมายและในความเข้าใจจากฝั่งเราเองบ้าง ผมเองก็จะลองทำเท่าที่ทำได้

ในช่วงท้ายของชั้นเรียน มีประเด็นที่น่าสนใจว่า คีตาจะมีความหมายต่อชีวิตผู้คนทั่วๆ ไป โดยไม่เกี่ยงว่าต้องนับถือพระกฤษณะหรือนับถือศาสนาอย่างไรบ้าง

พวกเราเห็นตรงกันว่า ที่จริงบทสนทนาระหว่างอรชุนและกฤษณะนั้นคือ “เสียงสนทนาภายใน” (inner dialogue) ที่เราเองกำลังพยายามฟัง “เสียงจากภายใน” (inner voice) ของเราเอง

หากเราเชื่อว่าเรามีความดีงามพื้นฐาน สิ่งนั้นจะเรียกว่า พระเจ้า พุทธะภาวะ ศรีกฤษณะหรืออะไรก็ตามแต่ภายในตัวเรา เมื่อถึงช่วงเวลาลังเลสับสน บางครั้งเราอาจต้องลองฟังดูว่าเสียงจากภายในนั้นกำลังบอกให้เรา “รบเถิดอรชุน” ซึ่งมีความหมายว่า เราสามารถก้าวข้ามความลังเลสับสนนี้ไปสู่สิ่งที่เรามุ่งมั่นตั้งใจได้อย่างแน่นอน

กฤษณะอาจเป็นการสำแดงตัวตนแท้ (trueself) ของอรชุนก็เป็นได้ การยอมรับตัวตนแท้นั้นไม่ได้เป็นสิ่งง่ายดาย เพราะมันจะต้องตัดผ่านความสับสนและตัวตนเดิมๆ ของเราไป ซึ่งเรารักและหวงแหนอย่างยิ่ง

นี่คือสงครามแห่งกุรุเกษตรที่แท้จริง ไม่ใช่สงครามภายนอก สงครามระหว่างความเชื่อมั่นในภาวะดีงามที่เรามีอยู่แล้วหรือเสียงแห่งมโนธรรมสำนึกของเรา ที่กำลังต่อสู้ความลังเลสงสัยอันเกิดจาก “อัตตา” อัตตาที่เหนี่ยวนำให้เรามองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาแห่งผลประโยชน์ส่วนตน ด้วยสายตาที่มองสิ่งต่างๆ จากความคิดอันตายตัวที่เรากอดไว้ในฐานะเครื่องประดับตัวตน

 

แม้น้ำเสียงผมดูปลุกเร้า แต่ผมไม่ได้มีความตั้งใจเช่นนั้นนะครับ ผมคิดว่า ผมแค่สะท้อนสิ่งที่คีตาพูด แน่นอนว่า สุดท้ายแล้วคุณจะต้องลองฟังเสียงภายในของตนเองดูว่ามันจะบอกสิ่งใด และเราตัดสินใจอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับเราเอง

รถม้าศึกของอรชุนอันมีกฤษณะเป็นสารถีนั้น ยังคงขับเคลื่อนมาจนถึงปัจจุบัน สงครามกุรุเกษตรยังไม่ได้สิ้นสุดลง

จนกว่าเราจะค้นพบเสียงอันแท้จริง

ในสมรภูมิแห่งใจของเรา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...