หาจังหวะลงทุน 5 หุ้นเด่น mai หนีจากหุ้นใหญ่ที่ผันผวน เพราะนโยบายการเงินของสหรัฐ-ยุโรป
หุ้นใหญ่ที่พึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติ มีโอกาสแกว่งผันผวนจากการปรับนโยบายการเงินของ FED และ ECB ดังนั้นบทความครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมบทความที่น่าสนใจของตลาดหุ้น mai มาฝากนักลงทุน เพื่อไว้เป็นทางเลือกในยามที่ตลาดเอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้
ทั้งนี้สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาประเมินหุ้น mai ไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “ถ้าท้อแท้กับหุ้น ใหญ่ ลองมาจับจังหวะการลงทุนใน mai” โดยระบุว่าคาดว่า mai Index จะกลับมา Outperform SET50 และ SET Index ในช่วงครึ่งแรกของไตรมาส 2/65 เพราะหุ้นใหญ่ที่พึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติ มีโอกาสแกว่งผันผวนจากการปรับนโยบายการเงินของ FED และ ECB
ขณะที่ Index Ratio ระหว่าง mai:SET และ Spread ROE ที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดเชิงเปรียบเทียบ ยังสะท้อนความน่าสนใจใน mai Index เมื่อเทียบกับ SET Index แม้ Upside จะเหลือน้อยลงเมื่อเทียบกับกรอบการเคลื่อนไหวในอดีต โดยหุ้นแนะนำคือ BROOK, BC, PJW, SPA, TACC
สำหรับ mai Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% จากต้นปีถึงปัจจุบัน ดีกว่า SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% จากต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูลถึงวันที่ 22 มี.ค.65) โดยแนวโน้มในช่วงไตรมาส 2/65 คาดว่า mai Index ยังมีโอกาส Outperform หุ้นขนาดใหญ่ แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยเหตุผลคือ
1.สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจยังรองรับแรงเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กได้ดี โดย Market Cap. ของ SET Index อยู่ที่ 82% ของปริมาณเงิน M2 และ Market Cap. ของ mai Index อยู่ที่เพียง 2% ของปริมาณเงิน M2 อิงสถิติในอดีตจะพบว่า mai Index จะพลิกมา Underperform เมื่อ Market Cap. ของ SET Index ขึ้นไปอยู่ในกรอบ 90-100% ของปริมาณเงิน M2 (หุ้นเล็กมักถูกขายลดความเสี่ยงก่อนหุ้นใหญ่ในช่วงที่สภาพคล่องตึงตัว)
2.หุ้นใหญ่จะผันผวน จากการปรับสมดุลให้รับกับการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ ECB จึงทำ ให้หุ้นขนาดเล็ก ซึ่งพึ่งพาสภาพคล่องในประเทศเป็นหลัก มีโอกาสกลับมา Outperform 3.Index Ratio ระหว่าง mai:SET อยู่ที่ 0.37 เท่า ยังมีช่องว่างให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกรอบบนในอดีตที่ 0.40-0.45 เท่า
3.Spread ROE ระหว่าง mai:SET ยังทรงตัวในระดับสูงที่ -3.7% เทียบกับค่ำเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ -5.7% สะท้อนความสามารถในการบริหารสินทรัพย์และการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ของ mai Index ที่ทำ ได้ดีกว่า SET Index อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นอิงจากบทวิเคราะห์หุ้น mai ฉบับก่อนวันที่ 25 พ.ย. 2564 แนะนำ BROOK , INSET, BBIK, STI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ในรอบ 3 เดือน ส่วนหุ้นแนะนำรอบนี้ได้คัดเลือกจาก 1.Valuation ยังไม่แพง โดยอิงจาก Current PER หรือ PBV ที่ต่ำ กว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 2.แนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวในไตรมาส 1/65 หรืออย่างช้าไตรมาส 2/65 และผลประกอบการทั้ง ปี 2565 ต้อง Turnaround
4.ถูกกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบจำกัด หรือมีความยืดหยุ่นในการปรับราคาขายสินค้าหรือค่าบริการตามต้นทุนได้ 4. มี Theme การลงทุนที่ชัดเจน เช่น EV Car, Digital Asset, หรือ Reopening 5.กราฟทางเทคนิคไม่อยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (Overbought) ซึ่งได้แก่ BROOK, BC, PJW, SPA, TACC
BROOK จะรุก Metaverse, NFT, และ GameFi
BROOK แนวต้าน 1.20-1.30 บาท แนวรับ 0.90-1.00 บาท ตัดขาดทุน 0.80 บาท โดยมีพันธมิตรหลัก คือ Binance ที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาด Digital Asset ซึ่งจะทำให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและโครงการใหม่ของ Binance รวมถึงการได้เป็นผู้ลงทุนกลุ่มแรกผ่านการแลกเปลี่ยนดีลต่าง ๆ กับ Global Partners ของ Binance ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างให้กับ BROOK เมื่อเทียบกับบริษัทที่ลงทุนด้าน Digital Asset ในรูปแบบอื่น
หลังจากนี้ จะรุก Metaverse, NFT, และ GameFi และตั้งเป้าการเติบโตของผลประกอบการปี 2565 เหมือน Tech Company ที่โตแบบ S-Curve Growth โดยในส่วนของธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน มีงานในมือราว 2-3 หมื่นล้านบาท และเริ่มมีงานที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาด้าน Digital Asset บ้างแล้ว ขณะที่กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 347 ล้านบาท โต 451%จากปีก่อน และ ROE อยู่ที่ 12.4% โดยราคาปัจจุบันซื้อขายบน Current PER 27.4 เท่า และ Current PBV ที่ 3.0 เท่า
BC ตั้งเป้าขายโรงแรม8แห่งภายในปี 65
BC แนวต้าน 2.50-2.70 บาท แนวรับ 1.80-1.90 บาท ตัดขาดทุน 1.60 บาท โดยธุรกิจคลินิกแพทย์แผนไทย และกัญชา บริษัทได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก (DTAM) ในการผลิตยาแพทย์แผนไทยจากดอกกัญชาที่ปลูกจากภายใต้ บริษัท บีสโปค ไลฟ์ ไซเอนซ์ จำกัด (บริษัทย่อยของ BC) และ มทร. ล้านนา จ.น่าน จำหน่ายในคลินิกของบริษัท รวมทั้งยังวางแผนเปิดคลินิกสาขาแรกกลางปี 2565 และตั้งเป้าเปิดคลินิกให้ได้ราว 8 - 10 สาขาในปี 2566 เบื้องต้นคาดรายได้ต่อคลินิกไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท/ปี
ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ ตั้งเป้าจำหน่ายโรงแรม 8 แห่งภายในปี 2565ส่วน NFT ล็อตแรกของบริษัทจำนวน 99 แบบ จำหน่ายหมดภายในระยะเวลา 48 วัน ได้รับเงินทั้งหมดราว 4 ล้านบาท โดยวางแผนจำหน่ายเพิ่ม 2,000 แบบ ด้านราคาปัจจุบันซื้อขายที่ต่ำกว่า NAV ของสินทรัพย์ที่มีมูลค่าราว 2.60 บาทต่อหุ้น โดยยังไม่รวม Upside จากธุรกิจกัญชา
PJW รุกตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับ EV Car
PJW แนวต้าน 5.50-6.00 บาท แนวรับ 4.80-4.90 บาท ตัดขาดทุน 4.50 บาท โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ที่ 50 ล้านบาท โต 16%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจะเป็นฐานกำไรต่อไตรมาสสำหรับทั้งปีนี้ เพราะธุรกิจบรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนยานยนต์ยังเติบ โตต่อเนื่อง เนื่องจากสามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การแพทย์จะเข้ามาหนุนตั้งแต่ไตรมาส 2/65 ส่งผลให้คาดกำไรสุทธิทั้งปี 2565 ที่ 200 ล้านบาท โต 18% จากปีก่อน
ส่วนการปรับโครงสร้างธุรกิจโดยจัดตั้งบริษัทย่อย PJW AutoEV เพื่อรุกตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับ EV Car ซึ่ง PJW มีความได้เปรียบในด้านชิ้นส่วนพลาสติกที่มีความทนทานและน้ำหนักเบา โดยนิยมใช้มากในส่วนประกอบด้านนอก ชุดแต่งด้านในระบบหล่อเย็นอุปกรณ์หุ้มแบตเตอรี่ และอุปกรณ์ชาร์ตไฟ ผู้บริหารตั้งเป้าธุรกิจใหม่จะสร้างกำ ไรได้เท่ากับธุรกิจเดิมในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER2565 เพียง 13.9 เท่า ถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 25.0 เท่า
SPA ปรับกลยุทธ์ระหว่างรอการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว
SPA แนวต้าน 8.50-9.00 บาท แนวรับ 6.60-6.80 บาท ตัดขาดทุน 6.00 บาท โดยภาพรวมธุรกิจมีแนวโน้มดีขึ้น คาดความตึงตัวของกระแสเงินสดจะลดลงตั้งแต่ไตรมาส 1/65 และการเดินทางเข้าประเทศที่ผ่อนคลายมากขึ้น จะช่วยหนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นฐานลูกค้าหลักของ SPA (75%ของรายได้ช่วง Pre COVID-19) กลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ในระยะสั้น บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ระหว่างรอการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาในครึ่งหลัง 65 โดยเน้นกลุ่มลูกค้าในประเทศมากขึ้น คาดหวังรายได้จากภายในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% ส่วนราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 10.00 บาท/หุ้น อิงกำ ไรปกติปี 2566 ที่ 225 ล้านบาท และ PER 48.0 เท่า (ค่าเฉลี่ยในช่วงปกติ) โดย Discount เป็นมูลค่าปัจจุบันด้วย Ke ที่ 11.9%
TACC มีรายได้จาก Lotus’s เพิ่มขื้น
TACC แนวต้าน 8.70-9.00 บาท แนวรับ 7.20-7.40 บาท ตัดขาดทุน 6.70 บาท โดยแนวโน้มไตรมาส 1/65 คาดรายได้เติบโตราว 10%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แม้ว่าปกติรายได้ในไตรมาส 1 จะชะลอจากไตรมาส 4 ตามฤดูกาล แต่ปีนี้มีรายได้จาก Lotus’s เพิ่มขื้นจากไตรมาสก่อน ส่วนธุรกิจคาแร็คเตอร์การ์ตูนคาดเติบโตต่อเนื่องทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะลูกค้าเลื่อนคำสั่งซื้อมาจากช่วง Lockdown
โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2565 ที่ 10–15% ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับที่สามรถทำ ได้ และยังไม่รวมรายได้จากธุรกิจใหม่ เช่น เครื่องดื่มกัญชงและสินค้ากัญชาทางการแพทย์ รวมถึงการเริ่มจำหน่ายผงเครื่องดื่มแบบ Non-coffee ร่วมกับพันธมิตรโดยจะวางจำหน่ายใน Makro และโอกาสจากการจำหน่ายสินค้าให้กับตู้ชงเครื่องดื่มอัตโนมัติหากมีการเติบโตในอนาคต โดยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2565 ที่ 10.10 บาท/หุ้น ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER2565 เพียง 18.9 เท่า ยังถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 25.0 เท่า