โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หาจังหวะลงทุน 5 หุ้นเด่น mai หนีจากหุ้นใหญ่ที่ผันผวน เพราะนโยบายการเงินของสหรัฐ-ยุโรป

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 00.36 น. • เผยแพร่ 28 มี.ค. 2565 เวลา 01.49 น. • This’s Alano

หุ้นใหญ่ที่พึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติ มีโอกาสแกว่งผันผวนจากการปรับนโยบายการเงินของ FED และ ECB ดังนั้นบทความครั้งนี้ทีมข่าว Wealthy Thai จึงได้รวบรวมบทความที่น่าสนใจของตลาดหุ้น mai มาฝากนักลงทุน เพื่อไว้เป็นทางเลือกในยามที่ตลาดเอาแน่เอานอนไม่ได้แบบนี้
ทั้งนี้สะท้อนจากมุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ออกมาประเมินหุ้น mai ไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “ถ้าท้อแท้กับหุ้น ใหญ่ ลองมาจับจังหวะการลงทุนใน mai” โดยระบุว่าคาดว่า mai Index จะกลับมา Outperform SET50 และ SET Index ในช่วงครึ่งแรกของไตรมาส 2/65 เพราะหุ้นใหญ่ที่พึ่งพาเงินลงทุนจากต่างชาติ มีโอกาสแกว่งผันผวนจากการปรับนโยบายการเงินของ FED และ ECB
ขณะที่ Index Ratio ระหว่าง mai:SET และ Spread ROE ที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดเชิงเปรียบเทียบ ยังสะท้อนความน่าสนใจใน mai Index เมื่อเทียบกับ SET Index แม้ Upside จะเหลือน้อยลงเมื่อเทียบกับกรอบการเคลื่อนไหวในอดีต โดยหุ้นแนะนำคือ BROOK, BC, PJW, SPA, TACC
สำหรับ mai Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% จากต้นปีถึงปัจจุบัน ดีกว่า SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% จากต้นปีถึงปัจจุบัน (ข้อมูลถึงวันที่ 22 มี.ค.65) โดยแนวโน้มในช่วงไตรมาส 2/65 คาดว่า mai Index ยังมีโอกาส Outperform หุ้นขนาดใหญ่ แต่ต้องเลือกหุ้นที่มีคุณภาพมากขึ้น ด้วยเหตุผลคือ
1.สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจยังรองรับแรงเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กได้ดี โดย Market Cap. ของ SET Index อยู่ที่ 82% ของปริมาณเงิน M2 และ Market Cap. ของ mai Index อยู่ที่เพียง 2% ของปริมาณเงิน M2 อิงสถิติในอดีตจะพบว่า mai Index จะพลิกมา Underperform เมื่อ Market Cap. ของ SET Index ขึ้นไปอยู่ในกรอบ 90-100% ของปริมาณเงิน M2 (หุ้นเล็กมักถูกขายลดความเสี่ยงก่อนหุ้นใหญ่ในช่วงที่สภาพคล่องตึงตัว)
2.หุ้นใหญ่จะผันผวน จากการปรับสมดุลให้รับกับการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ ECB จึงทำ ให้หุ้นขนาดเล็ก ซึ่งพึ่งพาสภาพคล่องในประเทศเป็นหลัก มีโอกาสกลับมา Outperform 3.Index Ratio ระหว่าง mai:SET อยู่ที่ 0.37 เท่า ยังมีช่องว่างให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกรอบบนในอดีตที่ 0.40-0.45 เท่า
3.Spread ROE ระหว่าง mai:SET ยังทรงตัวในระดับสูงที่ -3.7% เทียบกับค่ำเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ -5.7% สะท้อนความสามารถในการบริหารสินทรัพย์และการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ของ mai Index ที่ทำ ได้ดีกว่า SET Index อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นอิงจากบทวิเคราะห์หุ้น mai ฉบับก่อนวันที่ 25 พ.ย. 2564 แนะนำ BROOK , INSET, BBIK, STI ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 18% ในรอบ 3 เดือน ส่วนหุ้นแนะนำรอบนี้ได้คัดเลือกจาก 1.Valuation ยังไม่แพง โดยอิงจาก Current PER หรือ PBV ที่ต่ำ กว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 2.แนวโน้มผลประกอบการฟื้นตัวในไตรมาส 1/65 หรืออย่างช้าไตรมาส 2/65 และผลประกอบการทั้ง ปี 2565 ต้อง Turnaround
4.ถูกกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบจำกัด หรือมีควมยืดหยุ่นในกรปรับรยสินค้หรือค่บริกรตมต้นทุนได้ 4. มี Theme การลงทุนที่ชัดเจน เช่น EV Car, Digital Asset, หรือ Reopening 5.กราฟทางเทคนิคไม่อยู่ในโซนซื้อมากเกินไป (Overbought) ซึ่งได้แก่ BROOK, BC, PJW, SPA, TACC

BROOK จะรุก Metaverse, NFT, และ GameFi

BROOK แนวต้าน 1.20-1.30 บาท แนวรับ 0.90-1.00 บาท ตัดขาดทุน 0.80 บาท โดยมีพันธมิตรหลัก คือ Binance ที่เป็นเบอร์ 1 ในตลาด Digital Asset ซึ่งจะทำให้บริษัทเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและโครงการใหม่ของ Binance รวมถึงการได้เป็นผู้ลงทุนกลุ่มแรกผ่านการแลกเปลี่ยนดีลต่าง ๆ กับ Global Partners ของ Binance ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างให้กับ BROOK เมื่อเทียบกับบริษัทที่ลงทุนด้าน Digital Asset ในรูปแบบอื่น
หลังจากนี้ จะรุก Metaverse, NFT, และ GameFi และตั้งเป้าการเติบโตของผลประกอบการปี 2565 เหมือน Tech Company ที่โตแบบ S-Curve Growth โดยในส่วนของธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน มีงานในมือราว 2-3 หมื่นล้านบาท และเริ่มมีงานที่เกี่ยวข้องกับที่ปรึกษาด้าน Digital Asset บ้างแล้ว ขณะที่กำไรสุทธิปี 2564 อยู่ที่ 347 ล้านบาท โต 451%จากปีก่อน และ ROE อยู่ที่ 12.4% โดยราคาปัจจุบันซื้อขายบน Current PER 27.4 เท่า และ Current PBV ที่ 3.0 เท่า

BC ตั้งเป้าขายโรงแรม8แห่งภายในปี 65

BC แนวต้าน 2.50-2.70 บาท แนวรับ 1.80-1.90 บาท ตัดขาดทุน 1.60 บาท โดยธุรกิจคลินิกแพทย์แผนไทย และกัญชา บริษัทได้ร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก (DTAM) ในการผลิตยาแพทย์แผนไทยจากดอกกัญชาที่ปลูกจากภายใต้ บริษัท บีสโปค ไลฟ์ ไซเอนซ์ จำกัด (บริษัทย่อยของ BC) และ มทร. ล้านนา จ.น่าน จำหน่ายในคลินิกของบริษัท รวมทั้งยังวางแผนเปิดคลินิกสาขาแรกกลางปี 2565 และตั้งเป้าเปิดคลินิกให้ได้ราว 8 - 10 สาขาในปี 2566 เบื้องต้นคาดรายได้ต่อคลินิกไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท/ปี
ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ ตั้งเป้าจำหน่ายโรงแรม 8 แห่งภายในปี 2565ส่วน NFT ล็อตแรกของบริษัทจำนวน 99 แบบ จำหน่ายหมดภายในระยะเวลา 48 วัน ได้รับเงินทั้งหมดราว 4 ล้านบาท โดยวางแผนจำหน่ายเพิ่ม 2,000 แบบ ด้านราคาปัจจุบันซื้อขายที่ต่ำกว่า NAV ของสินทรัพย์ที่มีมูลค่าราว 2.60 บาทต่อหุ้น โดยยังไม่รวม Upside จากธุรกิจกัญชา

PJW รุกตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับ EV Car

PJW แนวต้าน 5.50-6.00 บาท แนวรับ 4.80-4.90 บาท ตัดขาดทุน 4.50 บาท โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ที่ 50 ล้านบาท โต 16%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจะเป็นฐานกำไรต่อไตรมาสสำหรับทั้งปีนี้ เพราะธุรกิจบรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนยานยนต์ยังเติบ โตต่อเนื่อง เนื่องจากสามารถปรับราคาขายตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ขณะที่ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การแพทย์จะเข้ามาหนุนตั้งแต่ไตรมาส 2/65 ส่งผลให้คาดกำไรสุทธิทั้งปี 2565 ที่ 200 ล้านบาท โต 18% จากปีก่อน
ส่วนการปรับโครงสร้างธุรกิจโดยจัดตั้งบริษัทย่อย PJW AutoEV เพื่อรุกตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวข้องกับ EV Car ซึ่ง PJW มีความได้เปรียบในด้านชิ้นส่วนพลาสติกที่มีความทนทานและน้ำหนักเบา โดยนิยมใช้มากในส่วนประกอบด้านนอก ชุดแต่งด้านในระบบหล่อเย็นอุปกรณ์หุ้มแบตเตอรี่ และอุปกรณ์ชาร์ตไฟ ผู้บริหารตั้งเป้าธุรกิจใหม่จะสร้างกำ ไรได้เท่ากับธุรกิจเดิมในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER2565 เพียง 13.9 เท่า ถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 25.0 เท่า

SPA ปรับกลยุทธ์ระหว่างรอการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว

SPA แนวต้าน 8.50-9.00 บาท แนวรับ 6.60-6.80 บาท ตัดขาดทุน 6.00 บาท โดยภาพรวมธุรกิจมีแนวโน้มดีขึ้น คาดความตึงตัวของกระแสเงินสดจะลดลงตั้งแต่ไตรมาส 1/65 และการเดินทางเข้าประเทศที่ผ่อนคลายมากขึ้น จะช่วยหนุนให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นฐานลูกค้หลักของ SPA (75%ของรายได้ช่วง Pre COVID-19) กลับมาฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ในระยะสั้น บริษัทมีการปรับกลยุทธ์ระหว่างรอการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาในครึ่งหลัง 65 โดยเน้นกลุ่มลูกค้าในประเทศมากขึ้น คาดหวังรายได้จากภายในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% ส่วนราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 10.00 บาท/หุ้น อิงกำ ไรปกติปี 2566 ที่ 225 ล้านบาท และ PER 48.0 เท่า (ค่าเฉลี่ยในช่วงปกติ) โดย Discount เป็นมูลค่าปัจจุบันด้วย Ke ที่ 11.9%

TACC มีรายได้จาก Lotus’s เพิ่มขื้น

TACC แนวต้าน 8.70-9.00 บาท แนวรับ 7.20-7.40 บาท ตัดขาดทุน 6.70 บาท โดยแนวโน้มไตรมาส 1/65 คาดรายได้เติบโตราว 10%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แม้ว่าปกติรายได้ในไตรมาส 1 จะชะลอจากไตรมาส 4 ตามฤดูกาล แต่ปีนี้มีรายได้จาก Lotus’s เพิ่มขื้นจากไตรมาสก่อน ส่วนธุรกิจคาแร็คเตอร์การ์ตูนคาดเติบโตต่อเนื่องทั้งจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะลูกค้าเลื่อนคำสั่งซื้อมาจากช่วง Lockdown
โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2565 ที่ 10–15% ซึ่งเป็นการเติบโตในระดับที่สามรถทำ ได้ และยังไม่รวมรายได้จากธุรกิจใหม่ เช่น เครื่องดื่มกัญชงและสินค้ากัญชาทางการแพทย์ รวมถึงการเริ่มจำหน่ายผงเครื่องดื่มแบบ Non-coffee ร่วมกับพันธมิตรโดยจะวางจำหน่ายใน Makro และโอกาสจากการจำหน่ายสินค้าให้กับตู้ชงเครื่องดื่มอัตโนมัติหากมีการเติบโตในอนาคต โดยราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2565 ที่ 10.10 บาท/หุ้น ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายบน PER2565 เพียง 18.9 เท่า ยังถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 25.0 เท่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...