โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุรชาติ บำรุงสุข | กำแพงพัง สงครามจบ... แล้วสงครามก็หวนคืน!

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ธ.ค. 2562 เวลา 05.46 น. • เผยแพร่ 20 ธ.ค. 2562 เวลา 05.46 น.

“เหตุการณ์ที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของการพังทลายของระเบียบโลกเก่าก็คือ การเปิดกำแพงเบอร์ลินในวันที่ 9 พฤศจิกายน [1989]… เมื่อกำแพงพังลง การแบ่งยุโรปตะวันตก-ตะวันออกก็จบลงด้วย”

Robert J. McMahon, 2003

ในวันที่ 30 เมษายน 1945 ฮิตเลอร์ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองในบังเกอร์

และในวันที่ 2 พฤษภาคม เบอร์ลินก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพโซเวียต

ต่อมาอีกหกวัน สงครามในยุโรปจึงจบลง (The VE Day)

แต่มิได้หมายความว่าสงครามในเวทีโลกจะสิ้นสุดลงไปด้วย

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยสงครามชุดใหม่

และปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามใหม่นี้มีจุดเริ่มต้นที่เยอรมนี และมีจุดเริ่มสำคัญที่เบอร์ลิน

อีก 44 ปีต่อมา เหตุการณ์จากสงครามโลกครั้งที่ 2 ปิดฉากลงจริงๆ ที่เยอรมนี และจบลงที่เบอร์ลินในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989 นับเป็นปรากฏการณ์สำคัญของการเมืองระหว่างประเทศ ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับการเมืองยุโรปเท่านั้น เนื่องจากประเด็นการรวมชาติของเยอรมนีที่ตกค้างมาตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นประเด็นที่หลายคนแทบไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริงได้ในยุคสมัยของตน

และหากจะมีโอกาสเป็นจริงได้ก็คงจะต้องทอดเวลาออกไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจของโลกจะเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1989

เยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน หรืออีกนัยหนึ่งประเทศถูกควบคุมโดยรัฐมหาอำนาจผู้ชนะสงครามทั้งสี่ และประเทศอยู่ภายใต้อำนาจการบริหารของฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก

การแบ่งเช่นนี้เกิดในระดับย่อยลงมาถึงตัวเมืองหลวง

กล่าวคือ เบอร์ลินก็ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเช่นกัน

ดังนั้น จึงไม่แปลกนักที่ “ปัญหาเยอรมนี” จะเป็นประเด็นสำคัญของการเมืองโลกในยุคนั้น

สงครามของอภิมหาอำนาจ

การแบ่งเยอรมนีหลังสงครามเกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เบื้องต้น 3 ประการ คือ เพื่อดำเนินการปลดอาวุธของกองทัพเยอรมนี (Demilitarization) เพื่อทำลายอิทธิพลของนาซี (Denazification) และการดำเนินการในสองส่วนนี้สุดท้ายแล้วเป็นความหวังว่าจะก่อให้เกิดปัจจัยที่สามคือ กระบวนการสร้างประชาธิปไตย (Democratization)

เพราะสำหรับรัฐมหาอำนาจตะวันตกแล้ว การฟื้นเยอรมนีให้เป็นประชาธิปไตยจะเป็นหนทางสำคัญที่จะไม่ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นภัยคุกคามทางทหารของยุโรปในอนาคต

ทั้งยังจะต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อให้เกิดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (ได้แก่ ความช่วยเหลือตามแผนการมาร์แชล-The Marshal Plan) และใช้เศรษฐกิจแบบเสรีเป็นทิศทางของประเทศ

เยอรมนีอยู่ในสถานะ “รัฐผู้แพ้สงคราม” ต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐมหาอำนาจสี่ฝ่าย คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหภาพโซเวียต

แต่หากแบ่งตามชุดของอุดมการณ์การเมืองแล้ว สามารถแยกเป็น 2 ค่ายทางการเมือง

คือ ฝ่ายตะวันตกและฝ่ายตะวันออก

และการแบ่งโลกออกเป็นสองค่ายทางอุดมการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ ตลอดรวมถึงการแข่งขันระหว่างสองค่ายเช่นนี้ ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญรองรับต่อการกำเนิดของ “ระเบียบใหม่” หลังสงคราม

แต่พฤติกรรมของรัฐมหาอำนาจในระเบียบใหม่นี้ถูกจำกัดจากการมีอาวุธนิวเคลียร์

กล่าวคือ สหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์ในปี 1945 และสหภาพโซเวียตมีในปี 1949

ซึ่งการมีอาวุธนิวเคลียร์เช่นนี้ทำให้รัฐมหาอำนาจทั้งสองไม่สามารถทำสงครามระหว่างกันได้ในแบบของ “สงครามเบ็ดเสร็จ” เช่นในสงครามโลกทั้งสองครั้ง

เพราะหากสงครามระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตเกิดขึ้นจริง การต่อสู้จะไม่ใช่เพียงสงครามโลกครั้งที่ 3 เท่านั้น หากแต่อาจจะกลายเป็น “สงครามนิวเคลียร์ล้างโลก” ได้ด้วย

สภาวะเช่นนี้มีนัยอีกว่าทั้งสองประเทศมีสถานะมากกว่ารัฐมหาอำนาจในแบบเดิม คือเป็น “อภิมหาอำนาจ”

การแข่งขันที่เกิดขึ้นระหว่าง “อภิมหาอำนาจนิวเคลียร์” (The Nuclear Superpowers) ส่งผลโดยตรงให้เกิดสภาวะในการเมืองระหว่างประเทศที่ถูกเรียกว่า “สงครามเย็น” (The Cold War) และสงครามนี้มีนัยหมายถึงความขัดแย้งระหว่างค่ายตะวันตก-ตะวันออก (The East-West Conflict)

ผลของการแข่งขันทางการเมืองดังกล่าวทำให้เยอรมนีถูกแยกเป็นเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออก

ยิ่งกว่านั้น เบอร์ลินซึ่งเป็นเมืองหลวงก็ถูกแบ่งออกเป็นเบอร์ลินตะวันตกและเบอร์ลินตะวันออก

การแบ่งเบอร์ลินและเยอรมนีออกเป็นสองส่วนกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเมืองระหว่างประเทศในยุคสงครามเย็น (ไม่แตกต่างจากกรณีเกาหลีและเวียดนามในเอเชีย)

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกของสงครามเย็นที่มีการแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วนระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออกนั้น การแบ่งเมืองของเบอร์ลินมีนัยกับความเป็นไปของโลกในยุคสงครามเย็นอย่างมาก

จนอาจกล่าวได้ว่าเบอร์ลินเป็นทั้งภาพสะท้อนของปัญหา ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของความขัดแย้งด้วย

หรืออาจเรียกสถานะของเบอร์ลินในทางภูมิรัฐศาสตร์ว่าเป็น “เมืองที่ถูกแบ่งแยกในประเทศที่ถูกแบ่งแยก” (divided city within a divided nation) และเป็นเมืองเดียวในเวทีโลกที่มีลักษณะทางการเมืองเช่นนี้

หรืออาจกล่าวได้ว่าเบอร์ลินคือ “อัตลักษณ์ของสงครามเย็น”…

คิดถึงสงครามเย็น ต้องคิดถึงเบอร์ลิน

จากวิกฤต…สู่วิกฤต

บททดสอบในช่วงต้นของสงครามเย็นเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 1948 เมื่อผู้นำโซเวียตตัดสินใจปิดล้อมเบอร์ลิน (The Berlin Blockade) ซึ่งถือเป็นการวัดขีดความสามารถของฝ่ายตะวันตกในการคุ้มครองทั้งเบอร์ลินตะวันตกและเยอรมนีตะวันตก

การปิดล้อมยาวจนถึงเดือนพฤษภาคม 1949 ฝ่ายตะวันตกตอบโต้ด้วยการขนส่งทางอากาศตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เบอร์ลินถูกบีบ จนต้องยอมจำนน

การขนส่งนี้ (The Berlin Airlift) กลายเป็นทางออกที่ทำให้โซเวียตไม่ประสบความสําเร็จ และปฏิบัติการทางอากาศครั้งนี้ได้รับการยกย่องอย่างมากที่ทำให้เบอร์ลินตะวันตกอยู่รอดได้

ในขณะเดียวกันผลจากการแบ่งเยอรมนีออกเป็นสองส่วน ทำให้คนจากฝั่งตะวันออกตัดสินใจหนีออกจากประเทศเป็นจำนวนมาก จนผู้นำโซเวียตตัดสินใจหยุดการหนีของผู้คนออกจากฝั่งตะวันออก โดยในวันที่ 13 สิงหาคม 1961 แนวลวดหนามจึงเริ่มถูกจัดวางเพื่อแบ่งเบอร์ลินระหว่างเขตของตะวันตกกับส่วนของโซเวียต

ต่อมาก็ปรับเป็นแท่งคอนกรีต และยกระดับขึ้นอีกเป็นแนวกำแพงที่แข็งแรง

การเริ่มสร้างแนวกีดขวางจนกลายเป็นกำแพงในปี 1961 ทำให้เบอร์ลินกลายเป็นจุดวิกฤตของโลกอีกครั้ง (The Berlin Crisis 1961)…

ปัญหาความขัดแย้งของโลกยังคงมีเบอร์ลินเป็นองค์ประกอบสำคัญเสมอ

ดังนั้น เพื่อยืนยันถึงพันธกรณีด้านความมั่นคงและแสดงให้เห็นถึงการให้ความสําคัญของผู้นำสหรัฐต่อปัญหาเยอรมนี ประธานาธิบดีเคนเนดี้จึงเดินทางเยือนเบอร์ลินในเดือนมิถุนายน 1963 และแสดงสุนทรพจน์ที่กำแพงเบอร์ลินท่ามกลางประชาชนชาวเยอรมันที่ให้การต้อนรับเป็นจำนวนมาก

เขากล่าวว่า “…ในฐานะเสรีชน ข้าพเจ้าภูมิใจในคำว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเบอร์ลิน (Ich bin ein Berliner)” แล้วคำพูดนี้ได้กลายเป็นวลีทองของยุคสงครามเย็นไปทันที และเป็นคำยืนยันว่าสหรัฐจะไม่ทิ้งเบอร์ลินที่กำลังถูกปิดด้วยกำแพง เสมือนกับการปิดล้อมเบอร์ลินอีกแบบ (หลังจากการปิดล้อมครั้งแรกในปี 1948)

กำแพงเบอร์ลินประสบความสำเร็จในการกีดขวางการหลบหนีของผู้คนออกจากฝั่งตะวันออกได้จริงอย่างที่ผู้นำโซเวียตคิด

แม้จะไม่สามารถปิดกั้นได้ทั้งหมดก็ตาม

แน่นอนว่ามีผู้ที่ตัดสินใจหลบหนีเพื่อแสวงหาเสรีภาพหลายคนที่ทิ้งชีวิตไว้ที่กำแพงนี้ ในปีแรกของการมีกำแพงนั้น มีผู้เสียชีวิตถูกยิงเสียชีวิตที่แนวกำแพงมากถึง 41 คน

และหากกล่าวด้วยสำนวนของนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิล ที่เปรียบเทียบการขยายอิทธิพลของโซเวียตในการควบคุมยุโรปตะวันออกในช่วงสงครามเย็นว่า เป็นดังการสร้าง “ม่านเหล็ก” (The Iron Curtain) เพื่อปิดไม่ให้คนหนีออกจากประเทศคอมมิวนิสต์

ฉะนั้น คงไม่ผิดนักในกรณีนี้ที่จะกล่าวว่า กำแพงเบอร์ลินจึงเป็นดัง “ม่านเหล็กที่แข็งแรงที่สุด” ในการปิดกั้นการหลบหนีดังกล่าว

ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 เศรษฐกิจของเยอรมนีตะวันออกขยับตัวดีขึ้น การหลบหนีของผู้คนจึงเริ่มลดลง

เป็นที่ยอมรับกันว่าคุณภาพชีวิตในเบอร์ลินตะวันออกดีที่สุดในยุโรปตะวันออก ผู้นำโซเวียตจึงพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ได้ อันจะเป็นปัจจัยที่ดึงผู้คนไม่ให้หนีออกจากประเทศ ผลจากสภาพเช่นนี้ทำให้ปัญหาเบอร์ลินค่อยๆ ลดความตึงเครียดลง

คงต้องยอมรับว่าการตัดสินใจเสี่ยงชีวิตหนีออกจากค่ายคอมมิวนิสต์ มิได้แต่แสวงหาเสรีภาพเท่านั้น

หากแต่มีนัยของการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในทางเศรษฐกิจด้วย

แต่กระนั้นกำแพงเบอร์ลินยังคงทำหน้าที่สำคัญในการแบ่งโลกเป็นสองส่วนไม่ต่างจากเดิม เช่นเดียวกับ “ม่านเหล็ก” ของโซเวียตที่โรยตัวปิดยุโรปตะวันออกไว้ก็ไม่เคยขยับขึ้น

จุดเปลี่ยน

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญเริ่มปรากฏให้เห็นในโปแลนด์ เมื่อขบวนการโซลิดาริตี้ (The Solidarity Movement) ชนะการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 1989 และทำการจัดตั้งรัฐบาลในเดือนถัดมา

เป็นครั้งแรกที่เกิดรัฐบาลที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศ

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นรัฐบาลแรกของยุโรปตะวันออกที่ไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์

และในเหตุการณ์ครั้งนี้ โซเวียตไม่ได้ส่งกำลังรถถังเข้าปราบปรามเช่นกรณีในอดีตของโปแลนด์ ฮังการี และเชโกสโลวะเกีย…

หรือว่าทั้งหมดนี้คือคำตอบว่าอำนาจของโซเวียตในยุโรปตะวันออกกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนแล้ว

จนกระทั่งในที่สุดระบอบคอมมิวนิสต์ในเยอรมนีตะวันออกเริ่มประสบความล้มเหลวในทางเศรษฐกิจอย่างมาก และผู้คนเป็นจำนวนมากเริ่มหนีผ่านฮังการีและออสเตรียเพื่อมาหางานในเยอรมีนตะวันตกในตอนกลางปี 1989

สัญญาณนี้ถูกตีความทันทีว่า ม่านเหล็กที่โซเวียตควบคุมไว้อย่างเข้มงวดกำลังค่อยๆ เปิดออกแล้ว

และในเวลาต่อมาระบอบการปกครองของเยอรมนีตะวันออกก็เดินมาถึงจุดสุดท้าย และล้มลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1989

อันนำไปสู่การผ่านแดนอย่างเสรีที่กำแพงเบอร์ลิน ขณะเดียวกันผู้นำเยอรมนีตะวันตกประกาศเรียกร้องให้มีการรวมชาติ แล้วโมเมนตัมของสถานการณ์ก็เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว…

ม่านเหล็กถูกทลายลงแล้วที่โปแลนด์ และพังทลายตามมาที่เยอรมนี จนถึงจุดนี้ กำแพงเบอร์ลินก็สิ้นสุดภารกิจไปทันที

เช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน 1989 โลกได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เมื่อจุดผ่านแดนที่กำแพงเบอร์ลินเปิดอย่างเสรีแล้ว

ชาวเยอรมันเดินข้ามโดยไม่มีการตรวจตรา และสำหรับคนจากฝั่งตะวันออกแล้ว พวกเขาข้ามแดนอย่างเสรีโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทหารรักษาการณ์ยิงเสียชีวิตเช่นในอดีต…

ปัญหาเยอรมนีที่ตกค้างจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วยการรวมชาติ

เช่นเดียวกับปัญหาของกำแพงเบอร์ลินก็จบลงด้วย

และผลตามมาที่ใหญ่กว่านั้นคือ สงครามเย็นก็จบตามไปด้วยเช่นกัน ในเดือนธันวาคม ผู้นำสองอภิมหาอำนาจประกาศการสิ้นสุดของสงครามนี้

และสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกประการในเดือนเดียวกันนี้คือ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตกเดินทางเยือนเยอรมนีตะวันออก

ระเบียบใหม่?

การสิ้นสุดของสงครามเย็นทำให้โลกก้าวสู่ยุคใหม่ หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “ยุคหลังสงครามเย็น” (The Post-Cold War Era) สำหรับบางคนแล้ว นี่คือการเริ่มต้นของ “ระเบียบโลกใหม่” (The New World Order) ที่เป็นความหวังว่าโลกจะมีสันติภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับที่หวังว่าสงครามจะจากหายไป

แต่ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมีข้อเตือนใจเสมอว่า ระเบียบเก่าพาสงครามเก่าสิ้นสุดไปเช่นไร ระเบียบใหม่ก็พาสงครามใหม่มาเยือนเช่นนั้น

พร้อมกับนำสถานการณ์ชุดใหม่มาด้วย เช่น การล่มสลายของระบอบสังคมนิยมในโซเวียต

การปฏิวัติอย่างสันติและการสิ้นสุดของระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก

การแตกสลายของยูโกสลาเวียและตามมาด้วยปัญหาสงครามชาติพันธุ์

ในอีกซีกหนึ่งของโลกอิรักบุกยึดครองคูเวต และกลายเป็นสงครามอ่าวเปอร์เซีย

ในเวลาต่อมาสหรัฐเผชิญกับการก่อการร้ายใหญ่ในปี 2001 ตามมาด้วยสงครามอัฟกานิสถาน และต่อมาด้วยสงครามอิรัก

นอกจากนี้ โลกยังเผชิญกับการก่อการร้ายชุดใหม่ ที่ขยายตัวในส่วนต่างๆ ของโลกภายใต้ร่มธงดำของกลุ่มรัฐอิสลาม และขณะเดียวกันก็เห็นถึงสงครามกลางเมืองในซีเรียและเยเมน ในอีกด้านที่อาวุธนิวเคลียร์ลดความสำคัญลงหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น

แต่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือยังคงเป็นปัญหาสำคัญในเวทีโลก และในมุมที่แตกต่างกันกับการรวมชาติของเยอรมนีเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เส้นสงครามเย็นที่แบ่งคาบสมุทรเกาหลียังคงความแข็งแรงไม่ต่างจากอดีต

ทั้งหมดนี้คือระเบียบใหม่หลังสงครามเย็น อาจจะโหดร้ายและยุ่งยากมากกว่าที่เราคิด!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...