7 หุ้นพลังงานไซส์ใหญ่ ลงทุนเมกะโปรเจกต์
ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ของประเทศประกาศการลงทุนครั้งใหญ่และครั้งสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 64 ที่บริษัทหลายแห่งโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจพลังงานไฟฟ้า และกลุ่มปิโตรเคมีปิดดีลสำคัญในการเข้าซื้อหุ้น และเข้าซื้อกิจการ เพื่อต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้เติบโตตามแผนระยะยาว และสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในแง่ของส่วนต่างราคาหุ้น และการปันผล ถึงแม้ว่าจะมีบางบริษัทที่ต้องเพิ่มทุน แต่เป็นการเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปต่อยอดธุรกิจก็ดูจะไม่เสียหายสักเท่าไหร่
ในรอบนี้ทาง Wealthy Thai ได้รวบรวมหุ้นในกลุ่มพลังงานขนาดใหญ่ที่เพิ่งจะประกาศการลงทุนเมกะโปรเจกต์ในช่วงครึ่งแรกของปี 64 ที่ผ่านมา โดยประกอบไปด้วย บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU,บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG,บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO
บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC,บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF,บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC,บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH ซึ่งในกลุ่มพลังงานเหล่านี้เป็นบริษัทชั้นนำแนวหน้าของตลาดหุ้นไทย คราวนี้จะมาลองไล่เรียงแต่ระบริษัทว่าลงทุนอะไรกันบ้าง และใช้เงินลงทุนเท่าไหร่ รวมถึงสิ่งที่ได้กลับมานั้นจะเป็นอย่างไร
BANPU เทกโอเวอร์โซลาร์ออสเตรเลีย
หนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานรายใหญ่ของไทย โดยเฉพาะในเรื่องของถ่านหิน BANPU ถือว่าเป็นบริษัทในหนึ่งระดับโลกเลยก็ว่าได้ แต่ในนโยบายช่วงหลังกลุ่มบริษัทได้เน้นการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งมีทั้งโครงการลม และโซลาร์ฟาร์ม จากเดิมที่มีโรงไฟฟ้าประเภทถ่านหิน
ล่าสุดประกาศการเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วในประเทศออสเตรเลีย 2แห่ง จากบริษัท นิว เอเนอร์จี โซลาร์ จำกัด (New Energy Solar Limited) โดยมีมูลค่าการลงทุน 97.5ล้านเหรียญออสเตรเลีย หรือ เทียบเท่า 2,332ล้านบาท ได้แก่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เบอริล (Beryl หรือ BSF) กำลังการผลิต 110.9 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มานิลดรา (Manildra หรือ MSF) กำลังการผลิต 55.9 เมกะวัตต์
โดยผ่านหน่วยลงทุน Banpu Energy Hold Trust ที่จัดตั้งโดยบริษัท บ้านปู เอเนอร์จี ออสเตรเลีย จำกัด (Banpu Energy Australia Pty Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบ้านปู และ บริษัท บ้านปู รีนิวเอเบิล ออสเตรเลีย จำกัด (Banpu Renewable Australia Pty Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด โรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่โครงการแรกของบ้านปูในประเทศออสเตรเลีย
บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า การที่ BANPUเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ออสเตรเลีย กำลังผลิต 167 MW มูลค่า 2.3 พันล้านบาท คาดเสร็จสิ้นการลงทุนกลางปี จะเป็นการช่วยเพิ่มกำไรให้กับ BANPU ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี และจะสร้างเสถียรภาพให้ผลประกอบการ
BCPG ลุยธุรกิจแบตเตอรี่เต็มตัว
BCPG เป็นย่อยของกลุ่มบางจากที่ประกอบธุรกิจพลังงานสะอาด ในหลายๆประเภท ได้ซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ กับ บริษัท VRB Energy Inc (VRB) ในวงเงิน 24ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยกลุ่ม วีอาร์บี เอนเนอร์ยี่ (VRB Energy) มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจวิจัย ผลิตและติดตั้งแบตเตอรี่ประเภทวานาเดียมรีดอกซ์โฟลว์ รวมถึงยังมีสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาหลายประการที่เกี่ยวข้องกับส่วนประกอบ และระบบของแบตเตอรี่ประเภทวานาเดียมรีดอกซ์โฟลว์ ในประเทศจีน อเมริกา และบางประเทศในเอเชีย
ทั้งนี้ แบตเตอรี่รีดอกซ์โฟลว์ (Redox Flow) ของบริษัท วีอาร์บี เอนเนอร์ยี่ เป็นแบตเตอรี่ประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นแบตเตอรี่ที่มีความเสถียร มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำ และมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด สามารถเก็บสำรองไฟฟ้าได้เป็นเวลานาน มีความสม่ำเสมอในการจ่ายไฟฟ้าได้ดี
โดยแบตเตอรี่รีดอกซ์โฟลว์ (Redox Flow) ของบริษัท วีอาร์บี เอนเนอร์ยี่ เป็นแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในระดับระบบกักเก็บขนาดใหญ่หรือ Utility Scale เพื่อเชื่อมต่อกับระบบสายส่ง เพื่อรองรับระบบเครือข่ายการผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Generation) หรือโรงไฟฟ้าเสมือนจริง (Virtual Power Plant)
EGCO สยายปีกไปสหรัฐ
ในฐานะที่ EGCO มีผู้ถือใหญ่เป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงต้องเดินหน้าเพื่อธุรกิจพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดขยายอาณาจักรไปยังสหรัฐด้วยการที่บริษัท เอ็กโก ลินเดน ทู แอลแอลซี (EGCO Linden II, LLC)" ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่เอ็กโกถือหุ้นทั้งหมด ได้ดำเนินการซื้อหุ้น 28%ในบริษัท ลินเดน ทอปโก้ (Linden Topco) จากบริษัท เออีไอเอฟ ลินเดน เอสพีวี แอลแอลซี (AEIF Linden SPV, LLC) และบริษัท ไฮสตาร์ แคปปิตอล จีพี โฟร์ แอลพี (Highstar Capital GP IV, L.P.) แล้วเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 4มิ.ย.64
โดยโรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 1-5 กำลังผลิตรวม 800 เมกะวัตต์ ซึ่งขายไฟฟ้าและให้บริการเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าแก่ระบบและโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์ก (NY-ISO Zone J) และโรงไฟฟ้าลินเดน หน่วยที่ 6 กำลังผลิต 172 เมกะวัตต์ ซึ่งขายไฟฟ้าให้แก่ตลาดซื้อขายไฟฟ้า พีเจเอ็ม พีเอส นอร์ธ (PJM PS North) ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ทั้งโครงข่ายไฟฟ้าในรัฐนิวยอร์กและตลาดซื้อขายไฟฟ้าพีเจเอ็ม พีเอส นอร์ธ เป็นตลาดไฟฟ้า 2 แห่งที่มีความต้องการไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้าสำรองสูงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา
ในมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การที่ EGCO สามารถปิดดีล โรงไฟฟ้า Linden ได้ตามแผน ช่วยหนุนการเติบโตของกำไรในครึ่งหลังปี 64 โดยเป็นการเข้าถือสัดส่วนราว 28% กำลังการผลิตอยู่ที่ 972 MW หรือคิดเป็น 272 MWe มาที่ EGCO หรือมีขนาดราว 5% ของกำลังการผลิตที่ดำเนินงาน ที่ 5,695 MW
GPSC ปิดดีลใหญ่ 2 แห่ง กว่า 3 หมื่นล้าน
เป็นหุ้นโรงฟ้าที่ถือว่าไฟแรงที่สุดในช่วงนี้เลยก็ว่าได้หลังจากที่ประกาศการเข้าลงทุนซื้อโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ 2 แห่งภายในระยะเวลา 2 วัน ซึ่งใช้เงินลงทุนไปกว่า 30,000 ล้านบาท โดยโครงการคือ เข้าลงทุนใน Avaada Energy Private Limited (Avaada) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศอินเดีย โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 14,825 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนประมาณ 41.6% ของทุนทั้งหมด
สำหรับ Avaada ประกอบธุรกิจพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในอินเดีย โดยมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ Central and State Government และ ลูกค้าเอกชน (Commercial & Industrial) รวมกำลังการผลิตไฟฟ้า ทั้งสิ้น 3,744 MW เป็นโรงไฟฟ้า ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วประมาณ 1,392 MWและอยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวนประมาณ 2,352 MWซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 64- 65
จากนั้นถัดมาอีกหนึ่งวันก็ประกาศยื่นข้อเสนอซื้อหุ้น ในบริษัท CI Changfang Limited และบริษัท CI Xidao Limitedซึ่งจะเข้าลงทุนในสัดส่วนการถือหุ้น 25% ในบริษัทเป้าหมาย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมจนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยบริษัทดังกล่าวเป็นผู้พัฒนาโครงการการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore wind) ในไต้หวัน โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 595 MWประกอบด้วย โครงการ Changfang และ โครงการ Xidao ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 547 MWและ 48 MW
ทั้งนี้โครงการ Changfang phase 1 จำนวน 96 MWคาดว่าจะเปิดดำเนินการในปี 65 โครงการ Changfang phase 2 และ Xidao รวม 499 MWคาดว่าจะเปิดในปี 66 และทุกโครงการจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในไตรมาสที่ 1/67 ทั้งนี้ ไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้จะขายให้กับบริษัท Taiwan Power Company ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลไต้หวัน และเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียวในไต้หวัน (Single Buyer) ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี
PTTGC สร้างประวัติศาสตร์ลงทุนครั้งใหญ่
บริษัทผู้ประกอบธุรกิจปิโตรเคมีรายใหญ่ของประเทศไทยที่มียอดขายกระจายไปทั่วอาเซียน และในทวีปอื่นๆ ได้ประกาศการลงทุนครั้งสำคัญล่าสุด ซื้อหุ้น Allnex Holding GmbH(Allnex) โดยแบ่งเป็น 1.ซื้อหุ้นสามัญใน Allnex Holding GmbH จาก Allnex Holdings S.a.r.l รวม 100% ที่ราคาประมาณ 132,608 ล้านบาท และสัญญาเงินกู้ให้กลุ่มบริษัทเป้าหมายจาก Allnex S.a.r.l มูลค่าประมาณ 15,809 ล้านบาท
นอกจากนี้ได้ซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ใน Allnex Holding Germany II GmbH (Holding II) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเป้าหมายจาก WP INVEST GMBH (WP Invest) เทียบเท่า 6% ของหุ้นทั้งหมดใน Holding II ราคา 64,673 บาท โดยผู้ขายจะดำเนินการให้ WP Invest โอนหุ้นดังกล่าวให้ GC Inter B.V. โดยผู้ขายเป็นกองทุนที่มี Advent International เป็นที่ปรึกษากองทุนและการเข้าทำธุรกรรมทั้งสอง ทั้งนี้ การทำธุรกรรมทั้งหมดอยู่ภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นฉบับเดียวกัน คิดเป็นมูลค่ารวม 148,417 ล้านบาท โดยคาดการทำธุรกรรมแล้วเสร็จภายใน ธ.ค.64
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) คาดว่า PTTGC จะได้ประโยชน์จากดีลนี้ในหลายๆด้าน เช่นการเพิ่มรายได้และความสามารถในการทำกำไร ประกอบกับการกระจายความเสี่ยงไปในธุรกิจที่มีความผันผวนน้อยกว่าธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง (Olefins and derivatives) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของ PTTGC รวมถึงการรุกเข้าไปในตลาดภูมิภาคใหม่ (โดยเฉพาะจีน) และผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งมีการเติบโตที่ดี
GULF เทนเดอร์ INTUCH-ADVANC
ผู้ผลิตกระแสไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศไทย ได้ก้าวขาออกจากธุรกิจพลังงาน ด้วยการเลือกลงทุนในหุ้นสามัญทั้งหมดของ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH โดยจะผ่านการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์โดยสมัครใจแบบมีเงื่อนไขก่อนการทำคำเสนอซื้อ ในราคาเสนอซื้อหุ้นละ 65.00บาท ซึ่งจำนวนหุ้นสามัญ INTUCH ที่จะลงทุนโดยการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ INTUCH และ/หรือโดยการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือวิธีอื่นใด จะมีจำนวนทั้งหมดไม่เกิน 2,599,631,112 หุ้น หรือ 81.07%
ตามหลักเกณฑ์ Chain Principle หากได้มาซึ่งหุ้น INTUCH จนถึงสัดส่วนตั้งแต่ 50% ขึ้นไป จะถือว่าเข้ามามีอำนาจควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ในหุ้น ADVANC และ THCOM อยู่ก่อนแล้วในสัดส่วน 40.45% และ 41.13% ตามลำดับ ซึ่งมีผลทำให้ GULF มีหน้าที่ในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดใน ADVANC และ THCOM ตามหลักเกณฑ์ Chain Principleโดยการทำเทนเดอร์ INTUCH และ ADVANC ของ GULF ในครั้งนี้ จะใช้เงินรวม 534,549.72 ล้านบาท
ความเห็นของนักวิเคราะห์ต่อการที่ GULF เข้าไปทำเทนเดอร์ INTUCH คาดว่า GULF จะมีกำไรหลักที่แข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง นำโดยเงินปันผลจาก INTUCH ในไตรมาส 3/64 และกำไรจาก GSRC unit-2 ใน ไตรมาส 4/64 เราคาดการณ์กำไรหลักปี 64 ที่ 7.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 69% โดยมีอัพไซด์จากคำเสนอซื้อหุ้น INTUCH แม้ว่าจะใช้สมมุติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมว่าไม่มี PPA ใหม่ แต่ GULF ยังคงเติบโตแบบ double digit ได้ในระยะ 10 ปีข่าวหน้า
RATCH เลือกลงทุนโรงไฟฟ้าถ่านหินอินโดฯ
เจ้าของโรงไฟฟ้าหลายประเภทในประเทศไทย และต่างประเทศ อย่าง RTACH ได้ให้บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RHIS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของ RATCH ได้ลงนามสัญญาซื้อขายหุ้นสามัญของกลุ่มบริษัทที่ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังผลิต 2,045 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ที่ Paiton Power Generation Complex โดย RHIS จะเป็นผู้ถือหุ้น 45.51% ในกิจการโรงไฟฟ้า และ 65% ในธุรกิจเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งโรงไฟฟ้าดังกล่าว มีสัญญาซื้อขายไฟกับรัฐบาลอินโดนีเซียเหลืออีก 21 ปี
ไม่เพียงแค่นั้น ทาง RATCH เองยังได้ ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ PRINC แบบมอบอำนาจทั่วไป 346,233,882 หุ้น และหุ้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่ 34,623,369 หุ้น รวมเป็น 380,857,051 หุ้น คิดเป็น 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยใช้เงินทุนของบริษัทรวม 1,557,705,338 บาท