โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ไทยเซ็นทรัลฯ เปิดโรงงานอยุธยารุกผลิตปุ๋ยผลไม้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 17 ธ.ค. 2562 เวลา 04.00 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 06.00 น.

“ไทยเซ็นทรัลเคมี” เผยยอดรายได้ปี 2562 ลดลง 40% จากปีก่อนยอดทะลุหมื่นล้าน เหตุเกษตรกรประสบภาวะภัยแล้ง-เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว เตรียมปรับแผนผลิตปุ๋ยผลไม้เพิ่มลุยตลาดปี 2563 จากที่ผลิตแต่ปุ๋ยสำหรับข้าว ด้านนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยชี้ต้นปีหน้าพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังจะลดลง เหตุน้ำในระบบชลประทานมีไม่เพียงพอเกษตรกรมีปัญหาหนี้สิน ลดต้นทุนซื้อปัจจัยการผลิต

นายโยชิฮิโระ ทามูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีรายใหญ่ ภายใต้แบรนด์หัววัวคันไถ เปิดเผยภายหลังพาคณะสื่อมวลชนไปเยี่ยมโรงงาน ซึ่งอยู่ อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยาว่า ในปี 2562 ทางบริษัทมียอดรายได้ลดลง 40% เมื่อเทียบกับรายได้ในปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท เนื่องจากภาวะภัยแล้งส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยปริมาณการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรไทยในปีหน้าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในปี 2562

สำหรับแผนในปี 2563 ทางบริษัทจะมีการปรับเพิ่มสายการผลิตจากที่เคยผลิตแต่ปุ๋ยสำหรับข้าว จะเพิ่มการผลิตปุ๋ยสำหรับผลไม้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นว่าผลไม้ราคาไม่ตกต่ำลงมากเหมือนกับข้าว ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีการนำร่องผลิตปุ๋ยสำหรับใส่ผลไม้ เช่น ทุเรียน มะม่วง ลำไย ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีกลับมา

นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจภาคการเกษตรของไทยในปี 2563 ยังคงเผชิญหน้ากับความท้าทายในหลายด้านทั้งราคา ปริมาณการเพาะปลูก รวมไปถึงศักยภาพด้านการเกษตร ในส่วนของปัจจัยด้านราคาในพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว อ้อย ยางพารา ฯลฯ ยังคงอยู่ในระดับต่ำ และคาดว่าจะไม่ฟื้นตัวมากนัก

ขณะเดียวกัน ด้านปริมาณการเพาะปลูกจะได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งที่ยังเป็นปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2563 คาดว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังจะลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำในระบบชลประทานมีไม่เพียงพอ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวโยงไปถึงปัจจัยของตัวเกษตรกรเองที่มีปัญหาด้านหนี้สินและลดต้นทุนด้านปัจจัยการผลิต ทำให้อาจส่งกระทบต่อผลิตภาพโดยรวมของการเกษตรได้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าภาคการเกษตรไทยจะไม่ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจในระดับมหภาคและในระดับโลกมากนักในปีหน้า หากเทียบกับภาคการผลิตและภาคการบริการ เนื่องจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีความสำคัญในการรักษาความมั่นคงด้านอาหารของทุก ๆ ประเทศ อีกทั้งคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การประกันรายได้ การพักหนี้เกษตรกร นำมาใช้อย่างต่อเนื่องในปี 2563

“ปริมาณความต้องการปุ๋ยเคมีของไทยในปี 2563 จะขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคาสินค้าเกษตรและจำนวนพื้นที่เพาะปลูกเป็นหลัก แม้ว่าราคาวัตถุดิบและค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มผันผวน ส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมีในประเทศมีความผันผวนตามไปด้วย แต่ราคาปุ๋ยเคมีไม่ใช่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจซื้อปุ๋ยเคมีของเกษตรกร จึงทำให้ไม่กระทบต่อปริมาณความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีมากนัก ดังนั้นจากสถานการณ์ด้านเกษตรตามที่กล่าวมาในข้างต้น จึงคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้ปุ๋ยในปีหน้าจะยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับในปี 2562”

นายสมรักษ์ ลิขิตเจริญพันธ์ เจ้าหน้าที่บริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการผลิต/ผู้จัดการโรงงาน ได้กล่าวถึงการผลิตปุ๋ยเคมี และการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ปุ๋ยตราหัววัวคันไถว่า ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตขนาดใหญ่ที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน 2 แห่ง รวมกำลังการผลิตทั้งสิ้นปีละ 1.2 ล้านเมตริกตัน แบ่งเป็น 1) โรงงานพระประแดง จ.สมุทรปราการ มีกำลังการผลิต 850,000 เมตริกตัน มีคลังเก็บสินค้าได้ 100,000 เมตริกตัน ขนาดท่าเรือยาว 310 เมตร หน้าท่าลึก 8.4 เมตร กำลังการขนถ่ายวัตถุดิบต่อวัน 6,000 เมตริกตัน และ 2) โรงงานนครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา มีกำลังการผลิต 350,000 เมตริกตัน มีคลังเก็บสินค้าได้ 90,000 เมตริกตัน ขนาดท่าเรือยาว 189 เมตร หน้าท่าลึก 5 เมตร กำลังการขนถ่ายวัตถุดิบต่อวัน 4,000 เมตริกตัน

โดยปุ๋ยเคมีชนิดเม็ดผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้า ตราหัววัวคันไถ, ตราทีซีซีซี, ตราสิงห์ และตราเด็กน้อย ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมกับปุ๋ยที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้บริษัทยังมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง และยังได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยหลายแห่งทำการวิจัยเพื่อหาแนวทางทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...