โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Westernization ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช แตกต่างจากโบราณราชประเพณีอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

เผยแพร่ 30 เม.ย. 2562 เวลา 08.18 น.
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชอาสน์ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช พ.ศ. 2454

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นโบราณราชพระเพณีที่สำคัญของพระมหากษตัริย์ไทยมาทุกยุคทุกสมัย กระทั่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริให้จัด “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช” นับเป็นครั้งแรกที่มีการ “ตีความ” พระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์

รัชกาลที่ 6 ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ในพระราชจักรีวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สวรรคต โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ในปีเดียวกัน

รัชกาลที่ 6 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ได้เสด็จฯ ทรงศึกษาวิชาการแบบตะวันตก ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างทรงศึกษาที่ต่างประเทศ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเป็นผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ในงานพิธีหรือพระราชพิธีสำคัญ ๆ ในต่างประเทศ เช่น พระราชพิธีราชาภิเษกพระเจ้ากรุงสเปน และพระราชพิธีพัชราภิเษกสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร

ดังนั้น รัชกาลที่ 6 จึงทรงมีพระราชปฏิสัมพันธ์กับพระประมุขและพระราชวงศ์ต่างประเทศอย่างแน่นแฟ้น กอปรกับทรงได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตกจึงทำให้พระองค์ได้รับแนวความคิดวัฒนธรรมตะวันตกอยู่มาก ผศ. ดร. ชัชพล ไชยพร รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชสมัยนั้น รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริว่า “Coronation” คือวิธีการเผยแผ่เกียรติยศของชาติ

ความแตกต่างของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งสองครั้ง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ 6 จัดขึ้นวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2453 ไม่กี่วันหลังจากวันสวรรคตของรัชกาลที่ 5 และเนื่องจากยังอยู่ในช่วงการไว้ทุกข์จึงทำให้จัดพระราชพิธีอย่างย่นย่อ ไม่ได้เชิญแขกจากต่างประเทศมาร่วมในพระราชพิธี

รัชกาลที่ 6 ทรงออกพระนามเรียกพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร” และครั้งที่สองทรงออกพระนามเรียกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช”

สยามขณะนั้นได้มีการสร้างความเป็นรัฐชาติที่สืบเนื่องมาจากรัชกาลก่อนหน้า จึงทำให้บริบทหลายประการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย  ดังนั้น รัชกาลที่ 6 จึงตั้งพระราชหฤทัยให้พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเป็นพระราชพิธีครั้งสำคัญของประเทศ และเชิญผู้แทนจาก 14 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งเป็นพระบรมราโชบายอันเป็นนัยยะของการประกาศความเป็นรัฐสมัยใหม่ของสยาม (ในบทความต่อจากนี้จะใช้คำว่า พระราชพิธีครั้งแรก และ พระราชพิธีครั้งที่สอง เพื่อความสะดวก – ผู้เขียน)

สถานที่ประกอบพระราชพิธี

พระราชพิธีครั้งแรกจัดขึ้น ณ หมู่พระมหามณเฑียร แต่ครั้งที่สองจัดขึ้น ณ หมู่พระมหาปราสาท คือ  พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นสำคัญ ผศ. ดร. ชัชพล อธิบายว่าเหตุที่ไม่ได้จัดพระราชพิธีที่เดิมเพราะรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องประกอบพระราชพิธีในหมู่พระมหามณเฑียรตามโบราณราชประเพณี จึงสะท้อนให้เห็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงไม่ต้องการให้พระราชพิธีทั้งสองครั้งเหมือนกัน

พิธีสรงพระมุรธาภิเษก

พิธีสรงพระมุรธาภิเษกในพระราชพิธีครั้งแรกถือเป็นพิธีที่สำคัญที่สุดของการเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ คือการรดน้ำตามคติพราหมณ์ ระหว่างพิธีจะมีการยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค ตามกำลังวัน ยิงปืนใหญ่ 101 นัด และย่ำระฆัง 7 ลาในวัดทั่วพระราชอาณาจักร แต่ในพระราชพิธีครั้งที่สอง รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำริให้ยิงปืนมหาฤกษ์ มหาชัย มหาจักร มหาปราบยุค ตามกำลังวัน ยิงปืนใหญ่ 101 นัด และย่ำระฆัง 7 ลาในวัดทั่วพระราชอาณาจักร ขณะที่ทรงรับเครื่องขัตติยราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง อันเป็นขั้นตอนถัดจากพิธีสรงพระมุรธาภิเษก และพิธีรับน้ำอภิเษก

พระราชพิธีราชาภิเษกในต่างประเทศส่วนใหญ่ก็จะให้ความสำคัญกับการสวมมงกุฎ ดังนั้น การปรับขั้นตอนการยิงปืนและลั่นระฆังเหล่านี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า รัชกาลที่ 6 ทรงปรับเปลี่ยนแบบแผนพระราชพิธีให้เป็นแบบตะวันตกเพื่อให้บรรดาผู้แทนจากต่างประเทศเข้าใจพระราชพิธีนี้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะชาวต่างชาติไม่ได้เข้าใจเรื่องพิธีสรงพระมุรธาภิเษก แต่จะเข้าใจเรื่องการสวมมงกุฎมากกว่า

พิธีรับน้ำอภิเษก

ในพระราชพิธีครั้งแรก รัชกาลที่ 6 ทรงรับน้ำอภิเษกที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ภายใต้พระสัปตฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 7 ชั้น) ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในหมู่พระมหามณเฑียร แต่เมื่อผ่านพระราชพิธีนั้นมาแล้วก็ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์ ต้องได้รับการถวายกางกั้นด้วยพระนพปฎลเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น)

ดังนั้น จึงมีพระราชดำริให้พิธีรับน้ำอภิเษกในพระราชพิธีครั้งที่สองที่มณฑลพิธีชั่วคราว ณ พระที่นั่งอัฐทิศภายใต้พระนพปฎลเศวตฉัตร บริเวณรักแร้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเหตุที่ไม่ใช้คำว่า “มหา” เศวตฉัตร เนื่องจากไม่ใช่เศวตฉัตรประจำพระที่นั่ง

พระที่นั่งภัทรบิฐ

ในพิธีถวายเครื่องขัตติยราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสง ในพระราชพิธีครั้งแรกจัดขึ้น ณ พระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้พระสัปตฎลเศวตฉัตร ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ แต่ในพระราชพิธีครั้งที่สองจัดขึ้นที่ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์ (พระที่นั่งมหาเศวตฉัตรรัตนสิงหาสน์) ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

รัชกาลที่ 6 มีพระราชประสงค์ให้นำพระแท่นมนังคศิลามาประกอบกับฐานอีกชั้นหนึ่งแล้วพระราชทานนามเรียกใหม่ว่า “พระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์” พระแท่นมนังคศิลาเป็นพระแท่นของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงอัญเชิญมาจากสุโขทัย ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีสิทธิธรรมที่สืบเนื่องมาแต่วงศ์สุโขทัย

คติพระราชบัลลังก์จากประเทศอังกฤษ

The Coronation Chair หรือพระราชบัลลังก์กษัตริย์เอ็ดเวิร์ด (King Edward’s Chair) ซึ่งเป็นพระราชบัลลังก์ที่ใช้ในพิธีราชาภิเษกของประเทศอังกฤษ พระราชบัลลังก์องค์นี้ที่ฐานจะมีหินแห่งสโคน (Stone of Scone) หรือที่เรียกกันว่าหินแห่งโชคชะตา (Stone of Destiny) ซึ่งเป็นแท่นหินของกษัตริย์จากสกอตแลนด์ แล้วนำมาประกอบพระราชบัลลังก์ ดังนั้น จึงมีวิธีการหรือแนวความคิดที่คล้ายคลึงกับพระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทยในอดีตได้มีการใช้หนังราชสีห์มาปูลาดบนพระที่นั่ง ตามคติของพราหมณ์เรื่องไกรสรราชสีห์ และเชื่อว่า องค์พระมหากษัตริย์จะทรงมีพระเกียรติยศอันสูงยิ่ง เมื่อประทับบนพระที่นั่งที่มีหนังราชสีห์ปูลาด

ครั้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในกรุงรัตนโกสินทร์ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้แผ่นทองคำสลักลายราชสีห์แทน แต่ครั้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชในรัชกาลที่ 6 ก็ได้นำหนังราชสีห์มาปูลาดพระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์ ซึ่งพระราชบัลลังก์กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดแห่งประเทศอังกฤษก็มีราชสีห์ที่ฐาน จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อเรื่องราชสีห์ที่คล้ายคลึงกัน

ดังนั้น พระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์ จึงแฝงได้ด้วยองค์ความรู้หลายอย่างที่ผูกคติพราหมณ์  แนวความคิดและประวัติศาสตร์อังกฤษ และประวัติศาสตร์ไทย เข้าไว้รวมกัน จึงสะท้อนให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของรัชกาลที่ 6

เสด็จออกมหาสมาคม

รัชกาลที่ 6 เสด็จออกมหาสมาคมในพระราชพิธีครั้งแรก ณ พระแท่นราชบัลลังก์ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร (หรือเรียกว่าพระแท่นมหาเศวตฉัตร) พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน ในหมู่พระมหามณเฑียร แต่พระราชพิธีครั้งที่สอง เสด็จออกมหาสมาคมที่บุษบกบนมุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร และผู้แทนจาก 14 ประเทศเข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล

บรรดาผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ได้บันทึกเหตุการณ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช ทั้งยังยกย่องรัชกาลที่ 6 และสยามไว้มากมาย เช่น Ivan de Schaeck ราชองครักษ์ของแกรนด์ดุกบอริส (Grand Duke Boris Vladimirovich of Russia) ผู้แทนพระองค์จากประเทศรัสเซียได้มีบันทึกไว้ว่า

ขณะที่ เจ้าชายวิลเลียมแห่งสวีเดน (Prince William of Sweden) ผู้แทนพระองค์จากประเทศสวีเดนทรงบันทึกไว้ว่า “ทุกพิธีเฉลิมฉลองของโบราณแต่ดั้งเดิมนั้นเป็นของแท้ และมีความเป็นเลิศไม่มีใครเทียบเท่า คาดว่าความอลังการที่คู่ควรพระราชอิสริยยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยราษฎร 6 ล้าน 5 แสนคน และอากาศร้อนจัด คงก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นแก่ประชาชนและประเทศชาติได้”

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภชเป็นพระราโชบายของรัชกาลที่ 6 สมดั่งที่ตั้งพระราชหฤทัยที่มีพระราชประสงค์แสดงให้นานาอารยะประเทศเห็นว่าสยามมีความเจริญทัดเทียมโลก มีความเป็นอารยะแต่ก็สูงส่งด้วยพระราชประเพณีที่งดงามและทรงคุณค่า

 

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...