โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ออง ซาน ซูจี กับประชาธิปไตยที่ถูกกักขังอีกครั้ง/บทความต่างประเทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ธ.ค. 2564 เวลา 03.42 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2564 เวลา 03.42 น.
(FILES) In this file photo taken on February 15, 2021, a protester holds up a poster featuring Aung San Suu Kyi during a demonstration against the military coup in front of the Central Bank of Myanmar in Yangon. - Myanmar's junta on December 6, 2021 jailed ousted leader Aung San Suu Kyi for four years for incitement and breaching Covid rules, a spokesman said, the first of several possible convictions that could jail the Nobel laureate for decades. (Photo by AFP)

บทความต่างประเทศ

 

ออง ซาน ซูจี

กับประชาธิปไตยที่ถูกกักขังอีกครั้ง

 

ออง ซาน ซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยที่ปัจจุบันอยู่ในวัย 76 ปี เคยถูกกองทัพเมียนมากักขังอยู่ในบ้านยาวนานถึง 15 ปี จนกระทั่งได้รับอิสรภาพในปี 2010

ซูจีมีโอกาสได้ลงสนามการเมืองอีกครั้งและนำพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งในปี 2015 อย่างถล่มทลาย ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐ บริหารประเทศเป็นเวลานาน 5 ปี

ซูจีถึงขั้นเป็นตัวแทนรัฐบาลเมียนมา ขึ้นชี้แจงปกป้อง “กองทัพเมียนมา” ต่อข้อกล่าวหา “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญา ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศ ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศในปี 2019 จนถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั่วโลกว่าไม่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ทำให้ชื่อเสียงของเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพต้องแปดเปื้อนลง

แต่นั่นก็ไม่ทำให้ออง ซาน ซูจี รอดพ้นจากการสูญสิ้นอิสรภาพอีกครั้ง

เมื่อกองทัพเมียนมาก่อ “รัฐประหาร” โค่นล้มรัฐบาลเมียนมาที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้นำการรัฐประหารอ้างว่าการทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เพราะเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2020 ที่พรรคเอ็นแอลดีชนะถล่มทลายอีกครั้ง เป็นไปอย่างไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

ออง ซาน ซูจี รวมถึงประธานาธิบดีวิน มินต์ พันธมิตรทางการเมืองจากพรรคเอ็นแอลดี ถูกจับกุมตั้งแต่นั้น และยังถูกยัดข้อหาจำนวนมากถึง 11 ข้อหา

 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ศาลทหารเมียนมาที่มีการพิจารณาคดีแบบปิดได้ตัดสินโทษนางออง ซาน ซูจี และวิน มินต์ ในคดี “ยุยงปลุกปั่น” และ “ละเมิดมาตรการควบคุมโรคโควิด-19” หนึ่งในหลายๆ ข้อหาที่ได้รับ ให้ต้องรับโทษจำคุก 4 ปี ก่อนที่ผู้นำรัฐบาลทหาร พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย จะประกาศลดโทษให้เหลือ 2 ปีในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

นับตั้งแต่รัฐบาลทหารเมียนมาทำรัฐประหาร เมียนมายังไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เองก็ยังไม่ประกาศยอมรับตัวแทนจากรัฐบาลทหารเมียนมาในยูเอ็น เช่นเดียวกันกับการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน หรือ “อาเซียนซัมมิต” ที่เพิ่งจัดไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ที่ชาติสมาชิกประกาศไม่เชิญผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าร่วมประชุม

นับเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนักในเวทีอาเซียน ที่ผู้นำหลายๆ ชาติมักประกาศจุดยืนไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติสมาชิก

เช่นเดียวกันกับคำตัดสินโทษจำคุกนางซูจีในครั้งนี้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชน, กลุ่มชาติตะวันตก หรือแม้แต่ “จีน” เองก็ตาม

มิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกมาวิจารณ์การตัดสินคดีดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่า เป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง และเป็นการไต่สวนคดีที่มีขั้นตอนอันน่าอัปยศ

“การตัดสินลงโทษออง ซาน ซูจี เพียงแต่จะทำให้แรงต่อต้านการรัฐประหารหยั่งรากลึกยิ่งขึ้น มันจะทำให้สถานะต่างๆ ยากเย็นมากขึ้น ในเวลาที่การเจรจา และการแก้ปัญหาในทางการเมืองและสันติภาพเป็นที่ต้องการมากที่สุด” บาเชเลต์ระบุ

 

ด้านแอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ออกมาโจมตีการตัดสินคดีนางซูจีด้วยเช่นกัน โดยระบุว่า เป็นการ “ดูหมิ่นประชาธิปไตยและความยุติธรรม”

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี และทุกคนที่ถูกจับกุมอย่างไม่ยุติธรรม รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตยคนอื่นๆ”

“รัฐบาลเบอร์มายังคงไม่เคารพหลักนิติธรรมอย่างต่อเนื่อง และการใช้กำลังกับชาวเบอร์มาที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่เน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นคืนเส้นทางสู่ประชาธิปไตยของเบอร์มา” บลินเคนระบุโดยใช้ชื่อเรียกชื่อเดิมของเมียนมา และยังเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมา “ยุติการใช้ความรุนแรง เคารพเจตจำนงของประชาชน และฟื้นคืนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของเบอร์มาอีกครั้ง”

ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ ระบุว่าการตัดสินคดีดังกล่าวเป็นความพยายามอันน่าตกใจของรัฐบาลทหารเมียนมาที่ถูกนำมาใช้ในการกดทัพเสรีภาพและประชาธิปไตย

“อังกฤษขอเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวนักโทษการเมือง นั่งโต๊ะเจรจาและเปิดทางให้ฟื้นคืนประชาธิปไตย การจับกุมคุมขังนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความรุนแรงขึ้น” ทรัสส์ระบุ

 

ด้านจ้าว ลี่เจียง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน เองก็ออกมาแสดงความกังวลกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน

“ในฐานะเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร เราหวังอย่างจริงใจว่าทุกฝ่ายในเมียนมา จะดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ประสานความแตกต่างภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอันยากลำบากให้ก้าวหน้า และเหมาะสมกับสภาวะของประเทศเมียนมา” จ้าวระบุ

ด้านด๊อกเตอร์ซาร่า โฆษกรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติพม่า เอ็นยูจี รัฐบาลพลเรือนพลัดถิ่น ซึ่งประกาศตัวเป็นรัฐบาลเงาเมียนมา แถลงโจมตีรัฐบาลทหารเมียนมาเช่นกัน

“วันนี้เป็นวันอันน่าอัปยศสำหรับหลักนิติธรรม ความยุติธรรมและการนำตัวคนผิดมาลงโทษในเมียนมา รัฐบาลทหารเมียนมาที่โหดเหี้ยม วันนี้ได้ยืนยันแล้วว่าพวกเขามองตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย” ซาร่าระบุ

และเรียกร้องให้ประชาคมโลกต้องออกมาตรการคว่ำบาตรต่อกองทัพ นายทหารและธุรกิจต่างๆ ที่นายทหารเหล่านี้เป็นเจ้าของ รวมถึงบริษัทในเครือด้วย

 

ปัจจุบันยังคงไม่ชัดเจนว่านางซูจีถูกคุมขังในเรือนจำหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการควบคุมตัว เช่นเดียวกับอีกกว่า 10,600 คนที่ถูกจับกุมนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และนั่นยังไม่นับชาวเมียนมาอีก 1,303 คนที่ต้องเสียชีวิตระหว่างการชุมนุมประท้วง

ชะตากรรมของนางซูจีที่จะต้องเผชิญกับการตัดสินคดีอีกหลายคดี แต่ละคดีอาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี แม้ในเวลานี้อยู่ในมือของกองทัพเมียนมา อย่างไรก็ตาม แรงต่อต้านรัฐบาลทหารจะยังคงอยู่โดยเฉพาะจากภาคประชาชน รวมไปถึงกลุ่มกองกำลังติดอาวุธต่อต้านกองทัพเมียนมา

ที่พร้อมต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...