AI หนุนดีลยักษ์ M&A ทั่วโลก “ญี่ปุ่น” ขึ้นแท่นศูนย์กลางดีลใหม่ แม้สงครามป่วนตลาด
AI หนุนดีลยักษ์ M&A ทั่วโลก "ญี่ปุ่น" ขึ้นแท่นศูนย์กลางดีลใหม่ แม้สงครามป่วนตลาด ขณะความเสี่ยงลงทุนเกินจริง-ขาดบุคลากรยังน่าห่วง
วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.36 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกระแสควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) รอบใหม่ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียที่ญี่ปุ่นกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของดีลธุรกิจ แม้ตลาดการเงินทั่วโลกยังเผชิญความกังวลจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน
บรรดานายธนาคารและที่ปรึกษาทางการเงินมองว่า AI กำลังผลักดันให้ดีล M&A มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมสร้างปรากฏการณ์ “K-shaped” หรือความเหลื่อมล้ำระหว่างบริษัทที่มีศักยภาพลงทุนและขยายธุรกิจผ่าน AI กับบริษัทที่ไม่สามารถตามทันได้
Guillermo Baygual ผู้บริหารฝ่าย M&A ระดับโลกของ Citigroup กล่าวว่า แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะเพิ่มความผันผวนให้ตลาด แต่ไม่ได้ทำให้กิจกรรม M&A ทั่วโลกหยุดชะงัก โดยเฉพาะดีลเชิงกลยุทธ์และดีลขนาดใหญ่ เพราะบริษัทต่าง ๆ เริ่มคุ้นชินกับโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และไม่ต้องการรอให้ความไม่แน่นอนหมดไปก่อนจึงค่อยตัดสินใจลงทุน
รายงานของ PwC ระบุว่า ภาคเทคโนโลยีเป็นผู้นำในกลุ่ม“Megadeal” หรือดีลมูลค่าเกิน 5 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา โดยมีการประกาศดีลรวม 26 รายการ สะท้อนว่าการเติบโตของตลาด M&A กำลังถูกขับเคลื่อนโดยดีลขนาดใหญ่มากกว่าการฟื้นตัวทั่วทั้งตลาด
Baygual ระบุว่า ก่อนหน้านี้แทบไม่มีดีลโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่ปัจจุบันกลายเป็นตลาดสำคัญ ทั้งในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมเชื่อว่า AI จะเป็นตัวกระตุ้นกิจกรรม M&A ในแทบทุกอุตสาหกรรม
เขามองว่า ทุกบริษัทและทุกสินทรัพย์ที่กองทุนลงทุนอยู่ จะต้องตั้งคำถามว่าตัวเองพร้อมสำหรับ AI หรือไม่ และพร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีหรือเปล่า พร้อมคาดการณ์ว่า AI จะเริ่มส่งผลกระทบต่อทักษะของแรงงานสายงานออฟฟิศในเร็ว ๆ นี้ ขณะที่แรงงานสายปฏิบัติการอาจได้รับผลกระทบช้ากว่า
ช่วงที่ผ่านมา การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน นำโดยบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น กลุ่มนักลงทุนที่ประกอบด้วย Nvidia, Microsoft และ BlackRock ซึ่งกำลังเดินหน้าซื้อกิจการ Aligned Data Centers มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์
ขณะที่ Google ได้ปิดดีลซื้อกิจการสตาร์ทอัพด้านความปลอดภัยไซเบอร์ Wiz มูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคม เพื่อเสริมยุทธศาสตร์ด้าน AI และคลาวด์ ส่วนในเอเชีย KKR และ Singapore Telecommunications เตรียมเข้าถือครองเต็มรูปแบบในบริษัท ST Telemedia Global Data Centres ด้วยมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์
รายงานจาก PitchBook ระบุว่า มูลค่าดีล M&A ทั่วโลกในไตรมาสแรกของปีนี้พุ่งแตะระดับสูงสุดใหม่ที่ราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน และต่อยอดจากปี 2568 ที่มูลค่าดีลรวมเพิ่มขึ้น 37% แตะเกือบ 5 ล้านล้านดอลลาร์
Jeffery Weirens ผู้บริหารฝ่าย M&A ของ Deloitte กล่าวว่า หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือแรงกดดันที่บริษัทต้องสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ส่งผลให้หลายองค์กรปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจผ่านการซื้อกิจการ ขายสินทรัพย์ หรือแยกธุรกิจออกมา
อีกปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านสู่ AI โดยบริษัทต่าง ๆ ต้องแสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้าน AI สร้างผลตอบแทนจริง และเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจได้อย่างไร ซึ่งเห็นชัดในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์
ในเอเชีย ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในตลาด M&A ที่ร้อนแรงที่สุด โดย Atsushi Tatsuguchi จาก Mitsubishi UFJ Morgan Stanley Securities กล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากมอง M&A เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำคัญ โดยเฉพาะดีลข้ามพรมแดน
ข้อมูลจาก Recof Data ระบุว่า ดีล M&A ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทญี่ปุ่นในไตรมาสแรกปี 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยจำนวนดีลเพิ่มขึ้นเกือบ 10% สู่ 1,295 รายการ และมูลค่ารวมพุ่งขึ้น 65% แตะกว่า 12 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์
แม้ดีลที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยตรงยังไม่แพร่หลายมากนัก แต่ Tatsuguchi มองว่า เมื่อการแข่งขันระดับโลกดุเดือดขึ้น การควบรวมกิจการจะกลายเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะขนาดธุรกิจเริ่มกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
SoftBank Group ถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการลงทุน AI ของญี่ปุ่น โดยประกาศดีลจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป และการลงทุนเพิ่มเติมใน OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT
ด้านTakashi Ohara จาก Bain & Company กล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากเริ่มใช้ M&A เพื่อดึงดูดบุคลากร AI และเสริมศักยภาพด้าน AI ขององค์กร
ขณะเดียวกัน AI ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการทำ M&A เอง โดยถูกนำมาใช้ตั้งแต่การคัดเลือกเป้าหมาย การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ไปจนถึงการวิเคราะห์เอกสารจำนวนมหาศาลใน Data Room ซึ่งช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบกิจการ
Ohara ระบุว่า ในการแข่งขันประมูลซื้อกิจการ บริษัทที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีโอกาสชนะมากกว่า เพราะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้ขาย นอกเหนือจากเรื่องราคา
แม้กระแส AI จะสร้างความคึกคักให้ตลาด M&A แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังเตือนถึงความเสี่ยงจากการลงทุนเกินจริง และการจ่ายเงินซื้อกิจการในราคาสูงเกินไปจากความกลัวตกขบวน AI
Ed Freeman จาก Freshfields เปรียบสถานการณ์ปัจจุบันว่าเหมือนยุคตื่นทองที่ผู้ขายได้เปรียบตลาด และมีความเสี่ยงที่นักลงทุนบางรายจะจ่ายแพงให้กับธุรกิจที่อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามคาด หรือถูกเทคโนโลยีใหม่แซงหน้าอย่างรวดเร็วในอนาคต
อ้างอิง : asia.nikkei.com