ยื่นศาลปค. เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมเหมืองโปแตชทำชุมชนและระบบนิเวศล่มสลาย
กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ฟ้องศาลปกครอง เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมเหมืองโปแตชทำชุมชนและระบบนิเวศล่มสลาย
วันที่ 3 เมษายน ที่ ศาลปกครองนครราชสีมา ผู้ฟ้องคดีในนามตัวแทน “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” ที่เกิดจากการรวมตัวของชาวบ้านชุมชนหนองไทร และหนองบัวตะเกียด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 89 คน มอบอำนาจให้นักกฎหมายมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW)และโครงการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านทรัพยากรแร่ (PPM) ยื่นฟ้อง 10 หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐต่อศาลปกครองนครราชสีมา ประกอบด้วย
1) อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่, 2) คณะกรรมการแร่, 3) คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองแร่, 4) อุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา, 5) ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เขต 6 นครราชสีมา, 6) องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไทร, 7) เทศบาลตำบลหนองบัวตะเกียด, 8) องค์การบริหารส่วนตำบลโนนเมืองพัฒนา, 9) นายอำเภอด่านขุนทด, 10) ปลัดกระทรวงมหาดไทย
โดยผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนมติเห็นชอบรายงาน EIA และการอนุญาตเปลี่ยนแปลงแผนผังและวิธีการทำเหมือง รวมถึงใบอนุญาตให้ใช้ระเบิดในการทำเหมือง และมีคำสั่งให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ควบคุม กำกับ และมีคำสั่งให้บริษัทฯ ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือแก้ไขการดำเนินการที่ก่อให้เกิดหรืออาจก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ ความเสียหาย หรืออันตรายที่มีผลกระทบต่อบุคคล และสิ่งแวดล้อม และให้จัดทำแผนและดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทฯ เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและต้องให้ผู้ฟ้องคดีและชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและติดตามตรวจสอบด้วย
การฟ้องคดีครั้งนี้ สืบเนื่องจากความเดือดร้อนเสียหายที่ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 โดยชาวบ้านในพื้นที่ตำบลหนองไทรซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณพื้นที่ขุดเจาะอุโมงค์เหมืองโพแทชประมาณ 3 กิโลเมตร พบว่าบ้านเรือนเกิดคราบขาวเกล็ดเกลือเกาะตามผนังและพื้นบ้าน จนผนังบ้านสึกกร่อนเป็นรู ต่อมาในปี 2568 วิกฤตความเค็มกระจายตัวเป็นวงกว้างจนลุกลามมาถึงพื้นที่ตำบลหนองบัวตะเกียดที่อยู่ห่างออกมาอีก ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2566 และ 2568 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำและดินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พบว่ามีค่าระดับความเค็มในน้ำที่สูงเกินมาตรฐาน วัดได้ 82,350 TDS จากเกณฑ์มาตรฐานน้ำปกติที่ค่าไม่ควรเกิน 1,000 TDS ความเค็มรุนแรงส่งผลให้ชาวบ้านไม่สามารถทำเกษตรกรรม ต้นไม้ พืชผลล้มตาย รวมถึงต้องหาแหล่งน้ำจากที่อื่นเพื่อใช้ทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจนยากจะหวนกลับมาดังเดิม
ในขณะที่ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไม่ได้รับการแก้ไขเยียวยาจนถึงปัจจุบัน แต่จากการรวมตัวกันใช้สิทธิของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดร้องเรียนคัดค้านและติดตามตรวจสอบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ทำให้พบว่า ตามรายงาน EIA ของโครงการฉบับเดิมปี 2557 ระบุว่าไม่มีการใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมือง แต่กลับมีหลักฐานว่าในปี 2559 บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ใช้ระเบิดสำหรับการทำเหมือง และต่อมาในปี 2565 บริษัทจึงได้ยื่นคำขอเปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมืองและขอแก้ไขรายงาน EIA โดยการขออนุญาต ‘สร้างอุโมงแนวดิ่ง ด้วยวิธีการใช้วัตถุระเบิดเปิดอุโมงค์’ โดยที่ชุมชนไม่เคยมีการให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต่อมาในปี 2568 นายอำเภอด่านขุนทดโดยการอนุมัติจากปลัดกระทรวงมหาดไทยได้อนุญาตให้บริษัทใช้วัตถุระเบิดในการทำเหมืองได้ท่ามกลางข้อมูลผลกระทบและการร้องเรียนคัดค้านของกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดที่ถูกเพิกเฉย
การยื่นฟ้องคดีครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงสิทธิของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ว่า ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกระทำของหน่วยงานรัฐเป็นการละเมิดต่อสิทธิการมีชีวิตออยู่ในสิ่งแวดล้อมแวดล้อมที่ดี (Right to live in healthy environment) ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนสากลที่รัฐไทยมีหน้าที่ต้องผูกผันและปฏิบัติตามเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งเป็นการเรียกร้องความรับผิดชอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อการอนุมัติอนุญาตการทำเหมืองแร่โพแทชต้องป้องกันผลกระทบและกำกับควบคุมการดำเนินการของผู้ประกอบการเอกชน ตามหลักการป้องกันล่วงหน้าและหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย โดยต้องคำนึงถึงสิทธิการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมีความหมาย โดยต้องไม่เพิกเฉยต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน เพื่อสร้างบรรทัดฐานรับรองสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม และวางหลักปฏิบัติราชการที่ดีแก่หน่วยงานเจ้าหน้าที่รัฐในการปกป้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและประโยชน์สาธารณะของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคตให้คงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
ทนายความ
หลังการยื่นฟ้อง สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ให้สัมภาษณ์ว่า ในการฟ้องคดีครั้งนี้เราได้ทำการรวบรวมประเด็นและเอกสารการตรวจสอบจากหน่วยงานที่น่าจะชี้ชัดได้แล้วว่าผลกระทบเกิดจากการทำเหมืองเพื่อนำมายื่นต่อศาลและขณะเดียวกันเราก็ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้มีการทุเลาการบังคับตามคำสั่งที่ให้มีการเปลี่ยนแปลง รายละเอียดโครงการที่ให้มีการขุดเจาะอุโมงค์แนวดิ่งโดยการใช้วัตถุระเบิดไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาจนถึงที่สุด เราถึงหวังว่าศาลจะมีการ พิจารณาคุ้มครองชั่วคราวโดยการมีคำสั่งทุเลาการบังคับตาม คำสั่งที่ให้ให้มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการและทุเลาการบังคับตามใบอนุญาต ให้ใช้วัตถุระเบิดไว้ก่อน เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามหลักป้องกันไว้ก่อนและไม่ให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบที่ยากแก่การเยียวยาได้ในภายหลังเนื่องจากในปัจจุบันชุมชน กำลังได้รับผลกระทบอยู่และผลกระทบนั้นจะมีการขยายพื้นที่วงกว้างออกไปอีก
โดยกระบวนการหลังจากที่เรายื่นฟ้อง เจ้าหน้าที่และ หน่วยงานรัฐ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลก็จะพิจารณาเกี่ยวกับคำฟ้องว่าจะมีคำสั่งรับฟ้องหรือไม่ทั้งนี้ยังต้องพิจารณาคำร้องที่ชุมชนขอให้คุ้มครองชั่วคราวด้วยการทุเลาการบังคับตามคำสั่ง โดยศาลจะส่งให้คู่กรณีทำคำคัดค้านหรือมีการไต่สวนตามคำร้องเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลต่อไปด้วย นอกจากนี้ศาลอาจพิจารณาให้มีการเรียกบริษัทเอกชนเข้ามาเป็นคู่กรณีด้วย
และยังคงมีความหวังในการยื่นฟ้องครั้งนี้ เพราะเราเห็นการเรียกร้องของประชาชน เห็นการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมและคนรุ่นถัดไป ผมก็ยิ่งยินดีที่ได้เป็นทนายความเพื่อฟ้องคดีเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิชุมชน การกำหนดเจตจำนงค์ของตนเอง”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยื่นศาลปค. เอาผิด 10 หน่วยงานรัฐ ปมเหมืองโปแตชทำชุมชนและระบบนิเวศล่มสลาย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th