โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดป่วน! “กองทุนเฮดจ์ฟันด์” ขาดทุนหนักสุด นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 13.29 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 06.29 น.

ตลาดป่วน! "กองทุนเฮดจ์ฟันด์" ขาดทุนหนักสุดในรอบปี นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี กลยุทธ์การลงทุนจำนวนมากเริ่มพังพร้อมกัน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 13.02 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากผลกระทบของความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้กลยุทธ์การลงทุนจำนวนมากเริ่มพังพร้อมกัน

นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ระบุว่า ตั้งแต่เกิดสงคราม กองทุนเฮดจ์ฟันด์เผชิญการขาดทุนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วง “Liberation Day” ที่โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา

ความผันผวนในตลาดหุ้น ค่าเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้นักลงทุนต้องเร่งปิดสถานะทั่วโลก โดยก่อนเกิดสงคราม กองทุนจำนวนมากได้วางเดิมพันกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ผ่านการถือหุ้นและตลาดเกิดใหม่ในสัดส่วนสูง รวมถึงการเปิดสถานะขายดอลลาร์ แต่เมื่อสถานการณ์พลิก ตลาดเข้าสู่โหมด risk-off จากความกังวลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว การลงทุนเหล่านี้จึงถูกเทขายอย่างรวดเร็ว

ดัชนี MSCI World ปรับตัวลงมากกว่า 3% นับตั้งแต่สงครามเริ่ม ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 2% โดยกลยุทธ์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ Long/Short Equity ซึ่งลดลงราว 3.4% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ทั้งอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ปรับตัวลงประมาณ 2.2% ทั้งนี้ JPMorgan มองว่าหุ้นยังมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนยังปรับพอร์ตไม่เสร็จสมบูรณ์

สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ กลยุทธ์ที่ปกติควรได้ประโยชน์จากความผันผวน เช่น Global Macro และ CTA กลับขาดทุนราว 3% เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์เดิมของตลาด” เริ่มใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากลักษณะของวิกฤตที่แตกต่างจากรอบก่อน ๆ

แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง แต่กลับไม่ได้ช่วยพยุงตลาดเหมือนในอดีต เนื่องจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบ ทำให้เม็ดเงินจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไม่สามารถไหลกลับเข้าสู่ตลาดการเงินได้ตามปกติ ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงและเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม กองทุนขนาดใหญ่ที่ใช้กลยุทธ์หลากหลาย หรือ multi-strategy ยังสามารถรับมือได้ดีกว่ากองทุนที่เน้นเดิมพันทิศทางเดียว เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยงและมี exposure ต่อตลาดต่ำกว่า ขณะที่กองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นหรือทิศทางเดียวเผชิญความเสี่ยงสูงกว่าอย่างชัดเจน

สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งเป็นสำคัญ หากสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดอาจฟื้นตัวได้และความเสียหายจะเป็นเพียงระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเริ่มกดดันเศรษฐกิจโลก กระทบผู้บริโภคและการเติบโต และอาจทำให้ตลาดการเงินเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง นอกจากนี้หากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง นักลงทุนอาจเริ่มถอนเงินจากกองทุนเพื่อย้ายไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ กองทุน - การลงทุน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...