ตลาดป่วน! “กองทุนเฮดจ์ฟันด์” ขาดทุนหนักสุด นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี
ตลาดป่วน! "กองทุนเฮดจ์ฟันด์" ขาดทุนหนักสุดในรอบปี นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี กลยุทธ์การลงทุนจำนวนมากเริ่มพังพร้อมกัน
วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 13.02 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า กองทุนเฮดจ์ฟันด์ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากผลกระทบของความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้กลยุทธ์การลงทุนจำนวนมากเริ่มพังพร้อมกัน
นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ระบุว่า ตั้งแต่เกิดสงคราม กองทุนเฮดจ์ฟันด์เผชิญการขาดทุนรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วง “Liberation Day” ที่โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีครั้งใหญ่เมื่อปีที่ผ่านมา
ความผันผวนในตลาดหุ้น ค่าเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้นักลงทุนต้องเร่งปิดสถานะทั่วโลก โดยก่อนเกิดสงคราม กองทุนจำนวนมากได้วางเดิมพันกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ผ่านการถือหุ้นและตลาดเกิดใหม่ในสัดส่วนสูง รวมถึงการเปิดสถานะขายดอลลาร์ แต่เมื่อสถานการณ์พลิก ตลาดเข้าสู่โหมด risk-off จากความกังวลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัว การลงทุนเหล่านี้จึงถูกเทขายอย่างรวดเร็ว
ดัชนี MSCI World ปรับตัวลงมากกว่า 3% นับตั้งแต่สงครามเริ่ม ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 2% โดยกลยุทธ์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ Long/Short Equity ซึ่งลดลงราว 3.4% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ทั้งอุตสาหกรรมเฮดจ์ฟันด์ปรับตัวลงประมาณ 2.2% ทั้งนี้ JPMorgan มองว่าหุ้นยังมีความเสี่ยงมากกว่าพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนยังปรับพอร์ตไม่เสร็จสมบูรณ์
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ กลยุทธ์ที่ปกติควรได้ประโยชน์จากความผันผวน เช่น Global Macro และ CTA กลับขาดทุนราว 3% เช่นกัน สะท้อนให้เห็นว่า “ความสัมพันธ์เดิมของตลาด” เริ่มใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากลักษณะของวิกฤตที่แตกต่างจากรอบก่อน ๆ
แม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง แต่กลับไม่ได้ช่วยพยุงตลาดเหมือนในอดีต เนื่องจากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบ ทำให้เม็ดเงินจากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันไม่สามารถไหลกลับเข้าสู่ตลาดการเงินได้ตามปกติ ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดลดลงและเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยง
อย่างไรก็ตาม กองทุนขนาดใหญ่ที่ใช้กลยุทธ์หลากหลาย หรือ multi-strategy ยังสามารถรับมือได้ดีกว่ากองทุนที่เน้นเดิมพันทิศทางเดียว เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยงและมี exposure ต่อตลาดต่ำกว่า ขณะที่กองทุนที่เน้นการลงทุนในหุ้นหรือทิศทางเดียวเผชิญความเสี่ยงสูงกว่าอย่างชัดเจน
สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งเป็นสำคัญ หากสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดอาจฟื้นตัวได้และความเสียหายจะเป็นเพียงระยะสั้น แต่หากสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะเริ่มกดดันเศรษฐกิจโลก กระทบผู้บริโภคและการเติบโต และอาจทำให้ตลาดการเงินเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง นอกจากนี้หากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง นักลงทุนอาจเริ่มถอนเงินจากกองทุนเพื่อย้ายไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
อ้างอิง : cnbc.com