ระวัง.. ‘หมาหัวเน่า’!
เนี่ย..เพิ่งจะได้เข้าใจ!
ว่า.. “กองทุนสวัสดิการของอดีต สส.และ สว.” เป็นกองทุนที่สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้พิจารณากฎหมายและออกระเบียบกันเอง
โดยปัจจุบันสมาชิกจ่ายเงินสมทบเพียงเดือนละ 3,500 บาท แต่กลับได้รับสวัสดิการที่ทะลุเพดาน ถึง 5 ประการ ได้แก่
1.เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ได้รับเงินดูแลไปตลอดชีวิตหลังพ้นตำแหน่ง 2.ค่ารักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพ เบิกได้สูงสุดถึง 130,000 บาทต่อปี
3.เงินช่วยเหลือบุตร สามารถเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ 2 คน จนถึงระดับก่อนปริญญาตรี
4.กรณีทุพพลภาพ ได้รับเงินบำนาญตามข้อ 1 และรับเงินเพิ่ม (On Top) อีกเดือนละ 15,000 บาท และ 5.กรณีถึงแก่กรรม ครอบครัวจะได้รับเงินก้อนช่วยเหลือ 200,000 บาท
ซึ่งก็ต้องขอบคุณ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่ได้อธิบายความ (เปิดโปง) ให้รู้ และเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ใครจะคิดเห็นประการใดก็ช่าง สำหรับผมเห็นด้วยกับคุณหมอที่ทิ้งท้ายว่า..
“ภายใต้สภาวะอย่างนี้ เรา สส. สว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราจนตลอดชีพเชียวหรือ..
ผมจึงอยากจะเรียกร้องว่า ให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ลองช่วยกันเสียสละสักครั้งนึง.. สิทธิประโยชน์อื่นผมยังพอรับได้
แต่บำนาญที่มันเป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดูเนี่ย ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ เสนอให้ยกเลิกบำนาญครับ ขอบคุณครับ”
ครับ..เรื่องของครอบครัวผัว-เมียคนอื่นทะเลาะกัน โบราณว่าอย่าแส่-ยื่นปากเข้าไปออกความเห็น หรือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด..
เพราะเมื่อเขากลับมาดีกัน (รักกันยิ่งกว่าเดิม) เราก็จะกลายเป็น “หมาหัวเน่า” พวกเขาแทบไม่ชำเลืองตาแล!
ฉะนั้น..เรื่องของแม่-คุณพิมพ์ผกา นักแสดงรุ่นใหญ่กับลูกชาย “นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ” แม้ว่าจะเป็นข่าวสะเทือนใจอยู่บ้างไม่ว่าจะในฐานะคนเป็นแม่หรือคนเป็นลูก..
กระนั้น..ก็ไม่อยากให้ใช้ความรู้สึกไปตัดสินหรือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เพราะที่สุดคำว่า “แม่-ลูก” ก็ยากที่จะตัดขาดได้!
แม้วันก่อน..ฝ่ายลูก-คุณนายจะพูด.. “…ผมมีชีวิตของผมเอง ต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตนะครับ แล้วก็อยากให้ทุกคนเคารพตรงนี้ ตัวผมเองปีนี้ 30 แล้ว ก็อยากมีความสุข
แล้วก็ผมเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ผมเป็นคนให้ความสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพจิต สุขภาพหัวใจของผมมาก ผมอยากมีความสุข แล้วผมก็เชื่อว่ามันถึงเวลาที่ผมต้องมีความสุข
ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่ตัวผม คนรอบข้าง คนที่เข้ามา ทุกคนเสียใจหมด ผมไม่เอาอีกแล้ว มันพอแล้ว ที่ผ่านมาผมทำดีที่สุดแล้ว
เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกคนเคารพการตัดสินใจในครั้งนี้ แล้วก็การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากตัวผมเองคนเดียว ไม่ได้มีใครมาร่วมการตัดสินใจ
ทุกวันนี้ผมมีความสุข และผมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ผมเชื่อว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องอ่อนไหวของทุกคน และมันกระทบต่อสุขภาพจิตและหัวใจของผมมากๆ
เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็เลือกชีวิตของผมในเส้นทางของผม…ผมทำดีที่สุดแล้วในทุกๆ อย่าง ในพาร์ตหน้าที่ของผมที่ทำได้ ในสังคมไทยอาจจะมองเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์
แต่สุดท้ายผมเลือกตัวเอง และผมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง นั่นคือสุขภาพใจ และร่างกาย สุขภาพจิตของผม..”
ก็..เป็นเพียงความรู้สึกอัดอั้นภายในที่ต้องการระบายกับสื่อ-สังคม คงไม่ได้หมายความว่าจะตัดแม่-ตัดลูกกันชั่วนิรันดร์กาล!
ปล่อยให้เวลาช่วยรักษาสุขภาพจิตและหัวใจไปอีกสักระยะก็น่าจะหายจากความบอบช้ำได้ ประกอบกับฝ่ายคุณแม่ ที่แม้ลูกจะไม่พูดด้วย-ไม่ใส่ใจมา 2 ปี
แต่ยอมที่จะเก็บตัว เงียบสงบอยู่กับธรรมชาติป่าเขา ไม่ปริปากบอกกับสื่อ-สังคมอยู่ต่อไปเช่นนี้ ในขณะที่ลูกก็ยืนยัน “จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก” ก็ให้พอจะมั่นใจได้ว่า..
ไม่นานช้าสายสัมพันธ์รักสองแม่-ลูก จะกลับมาเหนียวแน่นดุจเดิม!
ขอเพียง..คนอื่นอย่าแส่ก็แล้วกัน!.
สันต์ สะตอแมน