โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

DSI ทลายกรุขยะพิษ! อายัด 714 ตู้ ซุกแผงวงจรส่งตรงจากสหรัฐ UNODC ยกไทยผู้นำปราบอาชญากรรมโลก

เดลินิวส์

อัพเดต 20 มีนาคม 2569 เวลา 0.00 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ไทยไม่ใช่ถังขยะ! ดีเอสไอประสานภาคีโลก สกัดขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกกว่า 23 ล้านกิโลกรัม ลักลอบนำเข้าจาก 22 ท่าเรือทั่วสหรัฐ แฉกลโกงสำแดงเท็จเป็นเศษเหล็กบังหน้า หวังใช้ไทยเป็นทางผ่าน ด้าน UNODC ส่งหนังสือชื่นชมความเด็ดขาด เตรียมผลักดันส่งขยะพิษกลับประเทศต้นทางตามอนุสัญญาบาเซลทันที

สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ มูลนิธิบูรณะนิเวศ (Ecological Alert and Recovery – Thailand : EARTH) สำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) และเครือข่ายปฏิบัติการบาเซิล (Basel Action Network : BAN) ร่วมตรวจสอบตู้สินค้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะเทศบาล และเศษพลาสติก ที่ลักลอบนำเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตราย ของต้องห้าม หรือสินค้าที่ห้ามนำเข้า หรือห้ามนำผ่านราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมตรวจเยี่ยม ณ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งการปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอันตรายข้ามชาติ

ทั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับข้อมูลข่าวกรองจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) UNODC และ BAN ภายใต้ปฏิบัติการเฝ้าระวังการค้าขยะผิดกฎหมาย ตรวจพบความเคลื่อนไหวของตู้สินค้าต้องสงสัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงดำเนินการสืบสวนสอบสวน และประสานกรมศุลกากรเพื่ออายัดตู้สินค้าต้องสงสัยรวม 714 ตู้ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2568–มี.ค. 2569 ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานภาคี ณ ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยดีเอสไอได้เปิดตู้คอนเทนเนอร์ตรวจสอบจำนวน 18 ตู้ จากทั้งหมด 714 ตู้

โดยแบ่งเป็น 3 ลอต ได้แก่ ลอตแรก จำนวน 12 ตู้ ภายนอกเป็นเศษเหล็กขนาดใหญ่ตามการสำแดงสินค้า แต่เมื่อตรวจสอบโดยละเอียด พบว่ามีการซุกซ่อนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ปะปนอยู่ภายใน

ลอตที่สอง จำนวน 4 ตู้ ได้รับเบาะแสจากเครือข่าย Basel Action Network (BAN) พบมีการสำแดงเป็นเศษเหล็กจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีปลายทางไปยังประเทศญี่ปุ่นและฮ่องกง แต่เมื่อเปิดตรวจสอบ พบเป็นเศษชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

ส่วนลอตที่สาม จำนวน 2 ตู้ ถูกอายัดไว้เนื่องจากผู้นำเข้ามีประวัติอยู่ในข่ายเฝ้าระวัง

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนคดีที่ 27/2569 กรณีขบวนการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตรายและของต้องห้าม เช่น ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะเทศบาล และเศษพลาสติก ว่า ตู้สินค้าทั้งหมด 714 ตู้ มีน้ำหนักรวม 23,205,000 กิโลกรัม เฉลี่ยประมาณ 32,500 กิโลกรัมต่อตู้

ประกอบด้วย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 669 ตู้ และขยะพลาสติก 45 ตู้ มาจากท่าเรือต้นทาง 22 แห่งในสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ดีเอสไออยู่ระหว่างขยายผลไปยังเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือทางคดีอาญากับประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงผลักดันการส่งขยะอันตรายกลับประเทศต้นทางตามหลักอนุสัญญาบาเซล พร้อมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 มี.ค. 2569 ชื่นชมความเป็นผู้นำของประเทศไทยในการจัดการปัญหาการลักลอบค้าขยะ โดยระบุว่า การตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

พร้อมยกย่องการบูรณาการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ ดีเอสไอ กรมศุลกากร และกรมควบคุมมลพิษ ที่ร่วมกันตรวจจับ สกัดกั้น และดำเนินคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

UNODC ยังย้ำว่า การลักลอบค้าขยะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมยืนยันจะสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ WasteNet เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามขยะผิดกฎหมายในระดับสากลต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...