โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

อุตสาหกรรมไทยอ่วม! ต้นทุนพุ่ง 20% บีบสภาพคล่อง เสี่ยงปิดโรงงานเพิ่ม

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นรวดเร็ว กำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง ทั้งต้นทุนการผลิต โลจิสติกส์ และสภาพคล่องธุรกิจ “นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงภาพรวมผลกระทบ แนวทางรับมือ และความเสี่ยงที่อาจลุกลามไปสู่การหยุดผลิตและปิดกิจการ หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

  • ต้นทุนพุ่ง 12-20% กระแทกอุตฯหนัก

ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นจากระดับไม่ถึง 30 บาทต่อลิตร สู่ระดับเกือบ 40-50 บาทในปัจจุบัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรม โดยนายเกรียงไกร ระบุว่า จากการสำรวจ 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท. พบว่า ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-20% ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ปรับขึ้นแล้วอีก 15-20%

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปูนซีเมนต์ แก้ว เซรามิก และเหล็ก ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยบางรายเริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว และต้องปรับลดกำลังการผลิตลง โดยต้นทุนพลังงานที่พุ่งขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะโรงงาน แต่ลามทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการขนส่ง

  • สัญญาณปิดกิจการเริ่มชัด

ผลกระทบเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมแล้วในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีโรงงานอุตสาหกรรมพลาสติกขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรสาครบางราย ซึ่งเคยมีพนักงานกว่า 800 คน ก่อนทยอยลดเหลือ 400 คน และล่าสุดประกาศเลิกกิจการ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 40-50% ประกอบกับราคาพลังงานและค่าขนส่งที่พุ่งขึ้น ทำให้ไม่สามารถรักษาสภาพคล่องได้

นายเกรียงไกร มองว่า นี่เป็น “สัญญาณเตือน” สำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ จะเห็นปัญหาเงินหมุนไม่ทัน และการปิดกิจการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME

  • เร่งรัฐอุ้มระยะสั้น-ปรับโครงสร้างระยะยาว

ในมุมมองของภาครัฐ นายเกรียงไกร เสนอให้เร่งใช้มาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างจริงจัง ทั้งการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชย และการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แม้จะมีข้อกังวลด้านเสถียรภาพการคลัง พร้อมกันนี้ควรตรวจสอบกลุ่ม “จ๊อบเบอร์” หรือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ที่มีอยู่กว่า 240 ราย เพื่อป้องกันการบิดเบือนกลไกตลาด

ส่วนมาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมันช่วง 22.00-05.00 น. ที่ภาครัฐเตรียมนำมาใช้ มองว่า มีผลในเชิงจิตวิทยามากกว่าผลเชิงปริมาณ โดยมาตรการนี้ช่วยสร้างความตระหนักเรื่องการประหยัดพลังงานได้ แต่ผลต่อการลดการใช้น้ำมันจริงยังจำกัด และอาจกระทบธุรกิจที่ต้องดำเนินงานกลางคืน เช่น โลจิสติกส์และบริการ

  • เอกชนต้อง “ลีน” ใช้ AI ลดต้นทุน

สำหรับภาคเอกชน จำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะในระยะสั้นต้องทำองค์กรให้ มีประสิทธิภาพในการลดต้นทุน (Lean)มากที่สุด แนวทางสำคัญ ได้แก่ การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาควบคุมกระบวนการผลิตและการใช้พลังงาน ซึ่งสามารถลดต้นทุนได้ทันที 20-30% รวมถึงการบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบ Car Pool หรือ Backhaul เพื่อลดปัญหารถเที่ยวเปล่าที่ปัจจุบันสูงถึง 70-80% นอกจากนี้ การปรับรูปแบบการทำงาน เช่น Work from Home ในบางส่วน ยังช่วยลดต้นทุนพลังงานในสำนักงานและค่าเดินทางของพนักงานได้

“วันนี้ไม่ใช่แค่ลดต้นทุน แต่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพทุกมิติ เพื่อประคองธุรกิจให้อยู่รอดในภาวะต้นทุนสูง”

  • ปรับโครงสร้างโลจิสติกส์ ลดต้นทุนถาวร

ในระยะยาว นายเกรียงไกร ชี้ว่าประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างระบบขนส่งอย่างจริงจัง จากการพึ่งพาการขนส่งทางถนนเป็นหลัก ไปสู่การใช้ระบบรางและทางน้ำมากขึ้น ปัจจุบันต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยอยู่ที่ประมาณ 14% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว หากสามารถปรับโครงสร้างให้เหมาะสม จะลดต้นทุนลงเหลือ 8-9% และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญขณะเดียวกัน ต้องเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น Bio-energy เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระยะยาว

  • ห่วงไตรมาส 2 กำลังผลิตเสี่ยงลด

สำหรับภาพรวมภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 1 ปี 2569 อัตราการใช้กำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทยโดยรวมยังอยู่ที่ประมาณ 60% แต่มีแนวโน้มทรงตัวจากแรงส่งของการส่งออกในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม ความกังวลหลักอยู่ที่ไตรมาส 2 ซึ่งเริ่มรับผลกระทบเต็มจากสงครามในต่างประเทศ ต้นทุนพลังงาน และวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ มีความเป็นไปได้สูงที่กำลังการผลิตจะลดลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน

  • วิกฤตยืดเยื้อกดเศรษฐกิจทั้งระบบ

แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะมีสัญญาณผ่อนคลายชั่วคราว แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง และอาจส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง แต่นายเกรียงไกร ย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แรงกระแทกแบบฉับพลัน แต่เป็นแรงกดดันที่ “ซึมลึก” ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งต้นทุน กำลังซื้อ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ทั้งจากภาครัฐและการปรับตัวของเอกชน อุตสาหกรรมไทยอาจเผชิญภาวะต้นทุนสูง-กำไรบาง-ฟื้นตัวยากในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...