โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

พี่ชายตัวร้ายท่านหมายหัวผิดคนแล้ว

นิยาย Dek-D

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 03.19 น. • หาญเยว่
สวรรค์! ไป๋เจาเจาก็เพียงไม่อยากให้มารดาบุญธรรมต้องตายเพราะความคลั่งรักของบุตรชาย เลยเปลี่ยนเส้นเรื่องเล็กน้อย ไม่ให้เขาตกหลุมรักนางเอกในนิยายเท่านั้น ไฉนพี่ชายตัวร้ายถึงหมายหัวนางไม่เลิก บ้าบอที่สุด!

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่อง : พี่ชายตัวร้ายท่านหมายหัวผิดคนแล้ว

ไป๋เจาเจา ทะลุมิติมาเป็นน้องสาวบุญธรรมของตัวร้ายอย่างรุ่ยอ๋อง มู่หยวนเจี๋ย บุรุษผู้ที่จะคลั่งรักนางเอกในนิยายจนก่อกบฏ และถูกพระเอกสังหารตายในตอนจบ

ตัวร้ายจะตายก็ตายไปเถอะ! หากไม่ติดว่ามารดาบุญธรรม ผู้เป็นดังโลกทั้งใบของไป๋เจาเจา จะต้องตรอมใจตายตามไปด้วย

เช่นนั้นเพื่อรักษาชีวิตของคนที่ไป๋เจาเจารัก นางจึงขอตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการผูกวาสนาด้ายแดงให้พี่ชายตัดหน้าเสียเลย

แต่เดี๋ยวนะ! ไฉนพี่ชายตัวร้ายกลับมองเจตนาอันบริสุทธิ์ของนางเป็นมารยาหญิงไร้ยางอายไปได้

“ไป๋เจาเจา เลิกทอดสะพานให้สหายข้า!”

“ฮะ? หม่อมฉันเปล่านะเพคะ”

โอ๊ย… ไอ้พี่ชาย… คนที่ข้าพยายามจะจับคู่ให้ คือตัวท่านกับน้องสาวของเขาต่างหากเล่า เลิกหมายหัวข้า เลิกลากข้าไปขังไว้ข้างกายท่านเสียที!

คำเตือน!

เป็นแนวสุขนิยม ปมไม่เยอะ เน้นความสัมพันธ์ของตัวละครนางเอกเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่ใช่สายเทพ แต่สู้คนและพยายามเอาตัวรอดไปตามสถานการณ์เท่าที่จะทำได้เท่านั้น!พระเอกมีสถานะเป็นตัวร้าย ไม่ใช่คนอ่อนโยนแสนละมุนมีกล่าวถึงการเสียชีวิตของมนุษย์ เลือด มีฉากร่วมรัก การข่มขู่ ความไม่เท่าเทียมกันของอำนาจในความสัมพันธ์ การกักขังหน่วงเหนี่ยว ความสัมพันธ์ที่อีกฝ่ายทำให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจและไม่มีความสุข แต่ไม่มีการนอกกายนอกใจนิยายเรื่องนี้ ทั้งเนื้อหาและรายละเอียดต่าง ๆ ล้วนเกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือการอ้างอิงข้อมูลประวัติศาสตร์ หรือข้อมูลจริงใด ๆ ทั้งสิ้นนิยายอ่านฟรีจนจบ! เมื่อจบจะติดเหรียญถาวร (อาจมีติดเหรียญอ่านล่วงหน้า)โปรดแสดงความคิดเห็นอย่างสุภาพ ^^

ฝากเพิ่มเข้าชั้น กดหัวใจ

กดติดตามให้ไรต์ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ

บทที่1/1 : ไป๋เจาเจา คนไม่ถูกรัก!!

“ออกไปให้พ้น! นังตัวซวย!”

เสียงตวาดของหญิงชราดังขึ้นพร้อมแรงผลักมหาศาล จนร่างเล็กบอบบางของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบถลาล้มลงไปกองกับพื้นดินแข็งกระด้าง ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นทั่วฝ่ามือและหัวเข่าที่ครูดไปกับพื้นหยาบ แต่ความเจ็บนั้นก็ยังไม่อาจเทียบได้ กับเสียงประตูไม้เบื้องหลังที่ถูกกระแทกปิดลงอย่างไร้เยื่อใย

ปัง!

ตามมาด้วยเสียงลงกลอนแน่นหนา ราวกับเป็นคำตัดสินสุดท้ายว่า ค่ำคืนนี้ บ้านหลังนี้ไม่มีที่ให้เด็กน้อยนอกประตูอีกแล้ว

ทว่าเด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย หรือทุบประตูอ้อนวอนขอความเมตตาอย่างที่เด็กคนหนึ่งพึงกระทำ เธอเพียงค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แล้วทรุดตัวลงนั่งกอดเข่าอยู่หน้าประตูบานนั้นอย่างเงียบงันและคุ้นเคย

อีกแล้วสินะ… ไป๋เจาเจาชินแล้ว

ชินกับการถูกขับไล่ ชินกับการนั่งรออยู่ที่หน้าประตูโดยไม่รู้ว่าจะไปไหน ชินกับการภาวนาให้เช้าไวๆ เพื่อจะได้กลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าเช้าวันใหม่อาจไม่มีอะไรดีไปกว่าเดิม

สายตาเล็กๆ เงยขึ้นมองท้องฟ้าสีเทาหม่นปกคลุมทั่วบริเวณ ยามนี้เกล็ดสีขาวบริสุทธิ์งดงามราวกับภาพฝันกำลังร่วงหล่นลงมาอย่างเงียบงัน ทว่าในดวงตาของเด็กหญิงกลับมีเพียงความเวทนาเจือจาง ด้วยคืนนี้หิมะตกคงจะหนาวกว่าทุกคืนมาก

“เจาเจาอดทนไว้นะ เดี๋ยวเดียวคุณยายก็หายโกรธแล้ว”

เธอพึมพำปลอบโยนตัวเองด้วยเสียงแผ่วเบา ร่างเล็กคุดคู้กอดตัวเองแน่น พยายามซุกกายเข้าหามุมเสาเพื่อหลบลมหนาว ทว่าทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน ร่างน้อยก็ยังสั่นสะท้านโดยไม่อาจห้ามได้

เธอกอดตัวเองอยู่เช่นนั้น ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยผ่านไปนานเพียงใด รู้เพียงว่าหนาวมาก หนาวมากๆ

“ถ้าหลับไป… คงไม่หนาวแล้วใช่ไหม?”

คำถามนั้นมีเพียงเสียงลมเป็นคำตอบ ความหนาวยังคงกัดกินผิวเนื้อ แทรกซึมลึกลงไปถึงกระดูกทีละน้อย ก่อนสติของเด็กหญิงจะเริ่มเลือนรางลงในทุกขณะ ทว่าสิ่งที่ยังคงชัดเจน กลับเป็นความโดดเดี่ยวเดียวดายอันเจ็บปวด ราวกับมันจะพรากลมหายใจเฮือกสุดท้ายไปจากเธอ

“เจาเอ๋อร์… เจาเอ๋อร์ตื่นเถิดลูก”

สุ้มเสียงอ่อนโยนที่คุ้นเคย ดังแทรกผ่านเสียงลมหวีดหวิวเข้ามา พร้อมกับสัมผัสอุ่นวาบที่หัวไหล่ ฉุดกระชากไป๋เจาเจาขึ้นมาจากหุบเหวแห่งความตายที่เคยเผชิญ

“เฮือก!”

คนที่จมอยู่ในฝันร้ายสะดุ้งตื่นสุดตัว ภาพหิมะขาวโพลนตรงหน้าพลันเลือนหาย ถูกแทนที่ด้วยแสงเทียนสีนวลและกลิ่นไม้กฤษณาอ่อนๆ ที่ลอยอยู่ภายในห้อง ตรงหน้านางคือ รุ่ยไท่เฟย องค์หญิงใหญ่หลี่ซิน มารดาบุญธรรมผู้สูงศักดิ์ ที่รักและเอ็นดูไป๋เจาเจาดุจแก้วตาดวงใจ

“เสด็จแม่!”

ไป๋เจาเจาโผเข้าสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นที่สุดในชีวิต สองแขนกอดรัดมารดาบุญธรรมไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับอกเสื้อไหมเนื้อดีของอีกฝ่าย ราวกับกำลังไขว่คว้าที่พึ่งสุดท้าย

นางกลัว…

กลัวเหลือเกินว่าทุกอย่างตอนนี้จะหายไป

กลัวว่าหากลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง จะกลับไปอยู่ท่ามกลางหิมะ กลับไปนั่งอยู่หน้าประตูบ้านที่ไม่เคยมีใครต้อนรับ กลับไปอยู่ในโลกอันโหดร้ายใบนั้นอีกครั้ง

แม้เวลาจะผ่านมาเก้าปีแล้ว แต่ความทรงจำเหล่านั้นกลับไม่เคยเลือนหายไปจากใจเลยแม้แต่น้อย

ภาพของไป๋เจาเจาในวันวาน เป็นเพียงเด็กหญิงผู้เติบโตมาเยี่ยงเศษขยะ เป็น 'มารหัวขน' ที่ถือกำเนิดจากบิดามารดาวัยเยาว์ผู้รักกัน แต่ไม่รู้จักรับผิดชอบต่อผลของความรักนั้น ความสัมพันธ์อันหุนหันพลันแล่นจบลงเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ทั้งสองจะแยกจากกันตั้งแต่นางยังไม่ทันลืมตาดูโลก

เธอจึงกลายเป็นความผิดพลาดในชีวิตของมารดา

กลายเป็นที่ระบายอารมณ์ยามอีกฝ่ายโมโหหรือหงุดหงิด ฝ่ามือหนักๆ มักฟาดลงบนตัวไป๋เจาเจาเสมอ พร้อมถ้อยคำด่าทอนานัปการ จนในท้ายที่สุด มารดาก็เลือกทอดทิ้งลูกสาวที่ไม่ต้องการไว้กับยายผู้เกลียดชังหลานเข้าไส้ แล้วหนีไปแต่งงานใหม่เพื่อเริ่มต้นชีวิตที่ดีกว่าเดิม

ชีวิตไป๋เจาเจาที่อยู่กับยาย ไม่ต่างอะไรกับตกนรก

ทุกครั้งที่ยายรู้สึกไม่ดีหรือหงุดหงิดใจ ไป๋เจาเจาจะเป็นคนแรกที่ถูกไล่ออกจากบ้าน เธอมักต้องไปนั่งกอดเข่าอยู่ที่หน้าประตูอย่างไม่รู้จะไปไหน ไม่ว่าวันนั้นฝนจะตก แดดจะออก หรือดึกดื่นค่อนคืนเพียงใด

จนกระทั่งในคืนหิมะแรกตก… เมื่อเก้าปีก่อน

คืนนั้นยายกลับมาด้วยความเกรี้ยวกราดจากการเสียพนัน หญิงชราจึงตะเพิดหลานสาวตัวน้อยออกจากบ้าน ปล่อยให้เด็กหญิงเผชิญความเหน็บหนาวอยู่เพียงลำพังดังเช่นทุกครา

ในขณะที่ไป๋เจาเจารู้สึกว่า ตัวเองกำลังจะตายท่ามกลางความเหน็บหนาวที่กัดกินไปถึงขั้วหัวใจ กลับมีมือหนึ่งยื่นเข้ามา

“หนาวหรือเปล่าเด็กน้อย… มานี่สิจ๊ะ”

เสียงนั้นอ่อนโยนอย่างที่ไป๋เจาเจาไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งเป็นสตรีแปลกหน้าตาบอดที่มองไม่เห็นโลกใบนี้ แต่กลับมองเห็นเธอได้ชัดเจนกว่าผู้ใด

เวลานั้นเด็กหญิงยื่นมือออกไปอย่างไม่คิด ก่อนถูกคุณน้าใจดีพาไปหลบหิมะในบ้านหลังเล็ก ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก

เป็นครั้งแรกที่เด็กน้อยได้สวมเสื้อผ้าหนาๆ ได้กินอาหารอุ่นๆ และได้เห็นใครสักคนยิ้มให้เธอ

หลังจากทานอาหารด้วยกันแล้ว ทั้งสองขึ้นไปนั่งบนเตียงนุ่ม ไป๋เจาเจาอ่านนิยายให้คุณน้าฟัง นิยายเรื่องนั้นเป็นผลงานของลูกชายผู้ล่วงลับของคุณน้า

เธออ่านเรื่องราวในหน้ากระดาษอย่างตั้งใจ แม้เธอจะได้ไปโรงเรียนบ้างไม่ได้ไปบ้าง แต่สำหรับเด็กที่พยายามเก็บเกี่ยวความรู้ทุกหยาดหยดเกินวัยแล้ว การอ่านไม่ใช่เรื่องยาก

ทว่าสุดท้ายด้วยความอ่อนล้าสะสม ผนวกกับความอบอุ่นจากผ้าห่มผืนหนา เธอก็เผลอหลับไปโดยไม่รู้เลยว่า เรื่องราวทั้งหมดนั้นคือความจริง ความฝัน หรือเป็นเพียงภาพความหวังสุดท้ายก่อนความตายจะมาเยือน

แต่แล้วเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

ไป๋เจาเจากลับพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในจวนรุ่ยอ๋องแห่งนี้ ผ้าห่มอุ่นนุ่มยังคงห่มคลุมอยู่บนร่างกาย ข้างเตียงมีสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ ใบหน้าคล้ายกับคุณน้าตาบอดผู้ใจดีคนนั้นแทบทุกประการ ต่างกันเพียงสตรีตรงหน้าดูอ่อนเยาว์กว่ามาก ดวงตาคู่นั้นมองเห็นได้อย่างชัดเจน และอาภรณ์ที่สวมใส่ก็เป็นชุดโบราณงดงามซึ่งดูแปลกตา

ต่อมาจึงรู้ว่า สตรีผู้นั้นคือรุ่ยไท่เฟย เป็นคนเก็บเธอกลับมาจากหน้าประตูจวน หลังพายุหิมะสงบลงในยามเช้ามืด

ในช่วงแรกที่มาถึง ไป๋เจาเจามักร้องไห้ถึงยายด้วยความหวาดกลัว เด็กหญิงไม่ได้กลัวที่นี่ แต่เธอกลัวถูกยายตีที่กลับบ้านช้า กลัวถูกด่าว่าเป็นตัวภาระ กลัวจะถูกสั่งให้อดข้าว

ร้อนถึงอดีตรุ่ยอ๋องต้องส่งคนออกไปตามหาญาติของเธอตามสถานที่ที่เด็กน้อยเอ่ยบอก เพื่อจะส่งไป๋เจาเจากลับบ้าน

ทว่ากลับไม่มีผู้ใดพบเจอสถานที่ หรือบุคคลที่ไป๋เจาเจากล่าวถึงเลย ราวกับว่าคุณยายของเธอไม่มีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้

เมื่อหาทางกลับไม่ได้ และเด็กน้อยไร้ที่ไป ทั้งสองพระองค์จึงรับเธอไว้เป็นบุตรบุญธรรม พร้อมกับมอบความรักให้อย่างท่วมท้น และยังคงให้ใช้ชื่อเดิมว่า “ไป๋เจาเจา”

นานวันเข้า ไป๋เจาเจาจึงค่อยๆ เรียนรู้ว่าการมีคนรัก มีคนห่วงใย เป็นความรู้สึกเช่นไร กระทั่งเริ่มเข้าใจในเวลาต่อมาว่า ตนเองได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกนิยาย ที่เธอเคยอ่านให้คุณน้าตาบอดฟังในคืนหิมะนั้น

ทว่าสิ่งที่ยังไม่แน่ใจคือ ไป๋เจาเจามาที่นี่ด้วยร่างกายของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบจากอีกโลกได้อย่างไร?

เช่นนั้น หากชีวิตใหม่ในจวนรุ่ยอ๋องแห่งนี้ เป็นเพียงฝันดีตื่นหนึ่งก่อนที่วิญญาณจะแตกดับ ไป๋เจาเจาก็ขอจมอยู่ในฝันนี้ตลอดไป นางไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกแล้ว

“ไม่เป็นไรแล้วนะเด็กดี ไม่เป็นไรแล้ว…” มืออบอุ่นยังลูบศีรษะนางแผ่วเบา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คนที่ถูกปลอบกัดริมฝีปากแน่น พยายามกดข่มความรู้สึกทั้งหมดลงไป จนในที่สุดเมื่อนางรวบรวมสติได้แล้ว จึงค่อยผละออกจากอ้อมกอดนั้น เงยหน้ามองมารดาด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมดังที่เคยเป็นมาตลอด

“เหตุใดเสด็จแม่มาอยู่ที่นี่เพคะ?”

หาญเยว่สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันในรอบ 3 เดือน แฮร่!

สำหรับนิยายเรื่องนี้เป็นแนวรักโรแมนติก ปมไม่ซับซ้อนมาก อบอุ่นหัวใจ พระเอกโบ้ๆ หน่อย และตลกนะคะ (เปิดมาตลกขนาดนี้ก็น่าจะตลกแหละ 555 ล้อเล่นๆ ค่ะ เศร้าแค่บทเดียวน๊าาา )

บทที่ 1/2 : สายตาอันน่ากลัว!!!

“เหตุใดเสด็จแม่มาอยู่ที่นี่เพคะ”

“ด้านนอกหิมะตก แม่คิดว่าเจ้าอาจฝันร้าย จึงมาหา”

หญิงวัยกลางคนเอ่ยเสียงอ่อน พลางลูบศีรษะบุตรสาวอย่างแผ่วเบาด้วยความห่วงใย แม้ยามนี้ไป๋เจาเจาจะเลยวัยปักปิ่นแล้ว ทว่าบางครั้งเมื่อหิมะโปรยปราย นางก็มักสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย

“เจาเอ๋อร์ไม่เป็นไรแล้ว เสด็จแม่กลับไปบรรทมเถิดเพคะ”

ไป๋เจาเจาเอ่ยด้วยความเป็นห่วงไม่ต่าง ด้วยยามนี้เป็นเพียงยามสาม (23.00-01.00 น.) อากาศภายนอกหนาวจัด การที่มารดาเดินฝ่าลมหนาวมายังเรือนของนางเช่นนี้ อาจทำให้ล้มป่วยเอาได้

รุ่ยไท่เฟยเพียงยิ้มบางๆ ทว่าแววตายังคงฉายความกังวลที่ปิดไม่มิด

“คืนนี้เสด็จแม่นอนกับเจาเอ๋อร์นะเพคะ”

ว่าแล้วไป๋เจาเจาก็ขยับกายเข้าไปด้านใน เว้นที่ว่างให้มารดาอย่างคุ้นเคย รุ่ยไท่เฟยพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วขึ้นมานอนเคียงข้าง ดึงผ้าห่มนวมผืนหนาขึ้นมาคลุมกายให้ทั้งสองคน

ไป๋เจาเจาสอดแขนกอดมารดาไว้แน่นราวเด็กน้อย ด้วยนางรู้ดีว่า เหตุผลที่คืนนี้รุ่ยไท่เฟยกระสับกระส่ายจนนอนไม่หลับ เป็นเพราะในวันรุ่งขึ้น รุ่ยอ๋อง มู่หยวนเจี๋ย บุตรชายเพียงคนเดียวของนาง กำลังจะเดินทางกลับจากชายแดน

แปดปีเต็มแล้วที่สองแม่ลูกมิได้พบหน้า ในฐานะผู้เป็นมารดา รุ่ยไท่เฟยย่อมเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ ทั้งตื่นเต้น ทั้งยินดี และทั้งกังวลอยู่ในคราเดียวกัน

แต่สำหรับไป๋เจาเจา แม้อยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่นเช่นนี้ หัวใจของนางกลับเต้นรัวด้วยความหวาดหวั่น นางไม่รู้จริงๆ ว่าควรเผชิญหน้ากับพี่ชายบุญธรรมอย่างไรดี

เพราะภาพสุดท้ายที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของนาง คือเด็กชายวัยสิบสองปี ที่ทอดสายตามองนางด้วยความเย็นชาและรังเกียจ ราวกับนางเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในจวนแห่งนี้

ยิ่งเมื่อนึกถึงแผนการที่ตนเตรียมไว้ต้อนรับเขา

นับจากวันพรุ่งนี้… จวนรุ่ยอ๋องคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปและชีวิตอันสงบสุขของไป๋เจาเจา ก็อาจกำลังจะสิ้นสุดลง พร้อมกับการกลับมาของรุ่ยอ๋อง มู่หยวนเจี๋ย

ยามสายของวันรุ่งขึ้น

หิมะที่ตกมาตลอดทั้งคืนได้เลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงแสงแดดอ่อนจางสาดต้องทั่วเมืองหลวงอันคึกคัก แม้อยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ผู้คนกลับหลั่งไหลออกมาแน่นสองฟากถนน เสียงกลองศึกดังกึกก้องกัมปนาท ผสานกับเสียงโห่ร้องยินดีของชาวบ้าน ที่ออกมายืนเรียงรายเพื่อรอต้อนรับขบวนทัพเฟิงหยา ผู้หอบชัยชนะจากชายแดนเหนือกลับคืนมา หลังศึกยืดเยื้อนานกว่าสี่ปีเต็ม

การต้อนรับในวันนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกครา มิใช่เพียงเพราะชัยชนะอันน่าภาคภูมิ หากยังเป็นเพราะองค์รัชทายาทแห่งต้าหลี่ เสด็จไปรอรับแม่ทัพใหญ่ถึงหน้าประตูเมืองด้วยพระองค์เอง เพื่อแสดงพระเกียรติสูงสุดแก่รุ่ยอ๋องผู้เป็นทั้งพระญาติ และขุนพลสำคัญแห่งแผ่นดิน

ภาพของบุรุษสามคนที่ควบม้าศึกนำขบวนเข้าสู่ตัวเมืองอย่างองอาจ ทำเสียงกรีดร้องชื่นชมจากเหล่าสตรีดังขึ้นเป็นระลอกทั่วเมืองหลวง

บุรุษที่อยู่ตรงกลางคือ องค์รัชทายาท หลี่ฉางอวี้ ในฉลองพระองค์เต็มยศสีคราม พระพักตร์สงบนิ่ง ท่วงท่าสุขุมลุ่มลึก ดวงตาคมกริบทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคงดุจขุนเขา

ทางขวามือคือ ซ่งอันเฉิน ซื่อจื่อแห่งจวนซ่งกั๋วกง ยอดกุนซือผู้สวมอาภรณ์บัณฑิตสีขาว ชายหนุ่มผู้โดดเด่นอยู่ท่ามกลางทะเลเกราะเหล็ก เขาดูอ่อนโยนไร้พิษภัย หากแท้จริงกลับซ่อนความลึกล้ำ ที่สามารถปราบศัตรูได้ด้วยเพียงคำพูดและปลายพู่กัน

ส่วนทางซ้ายคือรุ่ยอ๋อง มู่หยวนเจี๋ย แม่ทัพใหญ่ผู้เป็นศูนย์กลางของการต้อนรับในวันนี้

เขาสวมเกราะสีดำสนิทตัดขอบโลหะเข้ม เรือนผมดำขลับเกล้าสูง เผยให้เห็นใบหน้าคมคายราวสลัก หากสิ่งที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าสบตากลับมิใช่เพียงรูปโฉมอันสง่า หรือชื่อเสียงของ ‘พญามัจจุราช’ หากเป็นดวงตาคมกริบคู่นั้น ซึ่งเฉียบขาดดุจเหยี่ยวล่าเหยื่อ และแผ่ไออำมหิตหนักหน่วงจนผู้คนรอบข้างพลอยหายใจไม่ทั่วท้อง

ขณะเดียวกัน บนชั้นสองของห้องพิเศษภายในหอชิงสุ่ย โรงน้ำชาขนาดใหญ่ซึ่งตั้งโดดเด่นอยู่ริมถนนสายหลัก ไป๋เจาเจากำลังลากแขนสหายรักอย่าง ซ่งอันซี ให้ออกมายังระเบียงเพื่อชมขบวนทัพเข้าเมือง

“ขบวนยิ่งใหญ่นัก” ซ่งอันซีเอ่ยเสียงสดใส ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นตาตื่นใจ

“ใช่ๆ” ไป๋เจาเจาตอบรับเสียงเรียบ หากแต่ร่างบอบบางกลับแอบหลบเข้ามุมหลังบานหน้าต่าง ลอบมองเหตุการณ์เบื้องล่างด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

เพื่อการนี้ นางยอมทุ่มเงินจำนวนมาก จองห้องพิเศษที่ดีที่สุดของหอชิงสุ่ยตัดหน้าสตรีทั้งเมืองหลวง เพียงเพื่อให้ได้มุมมองที่ชัดเจนที่สุด สำหรับการเปิดตัวซ่งอันซี

ไป๋เจาเจาคาดหวังเหลือเกินว่า ฉากนี้จะทำให้มู่หยวนเจี๋ยประจักษ์ในความงดงามของสหายรัก และตราตรึงใจนางตั้งแต่แรกเห็น

เพราะเดิมทีตามบทนิยาย…

ในวันที่ขบวนทัพเฟิงหยากลับเข้าเมืองหลวง สตรีที่จะยืนอยู่ตรงระเบียงนี้ คือ ซูหว่านหนิง คุณหนูใหญ่แห่งจวนราชครูซู ความงามอ่อนหวานดุจดอกบัวขาวของนาง จะต้องตารุ่ยอ๋องอย่างจัง และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของความรักที่ทำให้เขาถอนตัวไม่ขึ้น

แท้จริงแล้วไป๋เจาเจามิได้อยากก้าวก่ายวาสนาของผู้ใด โดยเฉพาะวาสนารักของมู่หยวนเจี๋ย… บุรุษที่เกลียดชังนางเข้าไส้ นางไม่อยากแม้แต่จะเฉียดกรายเข้าใกล้เขาเสียด้วยซ้ำ

หากไม่ติดที่ว่าซูหว่านหนิงคือนางเอก

แต่มู่หยวนเจี๋ยคือตัวร้าย

ตัวร้าย… ที่จะคลั่งรักนางเอกจนขาดสติ ถึงขั้นวางแผนก่อกบฏ เพียงเพื่อแย่งชิงสตรีในดวงใจมาครอบครอง สุดท้ายกลับถูกองค์รัชทายาทผู้เป็นพระเอกสังหารอย่างน่าอนาถ

และสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือ หลังจากเขาตาย รุ่ยไท่เฟยผู้เป็นมารดา จะเสียใจจนตรอมใจและตายตามไปในที่สุด

ไป๋เจาเจาไม่อาจปล่อยให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นได้ นางสูญเสียบิดาบุญธรรมมาครั้งหนึ่งแล้ว นางไม่มีวันยอมสูญเสียมารดาบุญธรรม ผู้เป็นดั่งโลกทั้งใบของตนไปอีก

เพราะฉะนั้น นางจึงจำต้องตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการผูกวาสนารักใหม่ให้พี่ชายตัวร้ายตัดหน้า ก่อนที่เขาจะทันได้ตกหลุมรักแม่นางเอกคนงามเสียเลย

และสตรีที่นางคัดเลือกไว้แล้วก็คือซ่งอันซี บุตรสาวแห่งจวนซ่งกั๋วกง ผู้มีรูปโฉมงดงามไม่แพ้ซูหว่านหนิง อีกทั้งยังอ่อนโยน จิตใจดี เป็นหลานสาวจากตระกูลเดิมของฮองเฮา และที่สำคัญที่สุดคือนางเข้ากับรุ่ยไท่เฟยได้อย่างดียิ่ง ไม่ว่าจะมองมุมใด ซ่งอันซีก็เหมาะสมจะเป็นทั้งศรีภรรยาและลูกสะใภ้ที่ประเสริฐ

ดังนั้น แผนการของไป๋เจาเจาจึงมีเพียงหนึ่งเดียว คือ ทำให้มู่หยวนเจี๋ยตกหลุมรักซ่งอันซีให้ได้ก่อน ขอเพียงเขาเปลี่ยนคนรัก ชะตาของรุ่ยไท่เฟยก็อาจเปลี่ยนตามไปด้วย

และดูเหมือนว่าแผนของนางจะเริ่มต้นได้ไม่เลว

เมื่อสายตาของซ่งอันเฉินสะดุดเข้ากับสตรีในอาภรณ์สีฟ้าสดใส ที่ยืนโดดเด่นอยู่บนระเบียงชั้นสองของโรงน้ำชาชิงสุ่ย นางโบกมือให้เขาอย่างไม่อายสายตาผู้ใด

เพียงเห็นเช่นนั้น ซ่งอันเฉินก็โบกมือกลับทันทีด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม แม้เขาจะจากบ้านไปไกลถึงสามปีเต็ม แต่เขาก็จำได้ในทันทีว่านางคือซ่งอันซี น้องสาวสุดที่รักที่เขาประคบประหงมราวไข่มุกในฝ่ามือ

การเคลื่อนไหวของซ่งอันเฉิน ดึงดูดสายตาของทั้งสองสหายร่วมขบวนให้มองตามไปโดยไม่รู้ตัว รัชทายาททอดสายตามองขึ้นไปอย่างสุภาพ ส่วนรุ่ยอ๋องเพียงปรายตาตามไป ก่อนจะหยุดอยู่ชั่วขณะเมื่อเห็นสตรีชุดสีขาวเรียบง่ายที่ถูกลากออกมา

ทางด้านไป๋เจาเจา ซึ่งกำลังลอบมองชายหนุ่มทั้งสามผ่านม่านหน้าต่าง ขณะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามแผนการ ร่างบอบบางของนาง กลับถูกดึงออกจากมุมอับโดยไม่ทันตั้งตัว

“อ๊ะ!”

“เจาเจา เจ้าดูพี่ใหญ่ของข้าสิ ดูดีขึ้นมากเลยใช่หรือไม่” ซ่งอันซีเอ่ยเสียงสดใส ดวงตาเป็นประกายวิบวับ ชี้นิ้วให้สหายรักมองพี่ชายของตนอย่างภาคภูมิใจ

“อะ… อืม” ไป๋เจาเจาพยักหน้ายิ้มเจื่อน ด้วยคนที่นางอยากให้มู่หยวนเจี๋ยมองเห็นคือสหายรักมิใช่ตนเอง ก่อนรีบขยับตัวหมายจะหลบกลับเข้าไปในเงามืด เพราะหากปล่อยให้เขาเห็นนางชัดๆ ครั้นกลับถึงจวนเมื่อใด นางคงไม่ได้อยู่อย่างสงบเป็นแน่

ทว่ามือเหนียวหนึบของซ่งอันซีกลับรั้งแขนไป๋เจาเจาไว้แน่น พร้อมหันมาถามด้วยความฉงน

“เจ้าจะไปไหน?”

“ข้า…” ไป๋เจาเจายังไม่ทันได้หาข้อแก้ตัว

“เจาเจา ดูนั่น! พี่ใหญ่ของข้ากำลังโบกมือให้เจ้าอยู่”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋เจาเจาจึงจำต้องปั้นรอยยิ้มเล็กน้อย แล้วโบกมือกลับไปให้ซ่งอันเฉินเบาๆ ตามมารยาท อย่างไรเสีย พวกเขาก็สนิทคุ้นเคยกันมานาน จะให้ทำเป็นมองไม่เห็นก็ดูไร้น้ำใจเกินไป

ทว่าเพียงชั่วขณะ รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าและมือของไป๋เจาเจากลับต้องชะงักอยู่กลางอากาศ เมื่อนางดันเผลอเบนสายตาไปสบเข้ากับดวงตาของบุรุษในชุดเกราะดำที่อยู่ถัดออกไป

หัวใจของไป๋เจาเจากระตุกวูบ ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที

เพราะแววตาคู่นั้น มิใช่สายตาชื่นชมหรือสงสัยใคร่รู้ หากเป็นสายตาเย็นชา ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหาร ราวกับเขากำลังจ้องมองเหยื่อที่อยากฉีกกระชากให้แหลกละเอียดเสียตรงนั้น

ต่อให้ไม่ได้พบกันมาถึงแปดปี แต่นางก็ยังจดจำความรู้สึกเช่นนี้ได้อย่างแม่นยำ

น่ากลัว…

น่ากลัวที่สุดดดด

แค่พี่มอง น้องก็กลัวแล้ว ถ้าเจอกันจะเป็นยังไงเน้อ…

คุณรี้ดจ๋าาาา ฝากกดหัวใจ + คอมเม้นต์ช่วยไรต์ดันนิยายหน่อยนะคะ ขอบพระคุณมากค่ะ

บทที่ 2/1 : กลับมาพบกัน ยัง… เหมือนเดิม

ยามบ่ายของวันนั้น แสงอาทิตย์อ่อนคล้อยทอดเงายาวลงบนลานหินหน้าพระราชวัง หลังจากมู่หยวนเจี๋ยเข้าเฝ้ากราบทูลรายงานผลศึกต่อฝ่าบาทในท้องพระโรงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อ๋องหนุ่มจึงออกจากวังหลวง มุ่งหน้ากลับสู่จวนรุ่ยอ๋อง จวนที่เขาจากมาเนิ่นนานถึงแปดปีเต็ม นับตั้งแต่วันที่ตัดสินใจเดินทางไปฝึกทหารกับท่านอาถึงเป่ยอัน

ครั้นม้าสีนิลหยุดลงตรงหน้าประตูจวนอันคุ้นตา ก็พบว่ารุ่ยไท่เฟยมายืนรอรับอยู่ก่อนแล้ว พร้อมด้วยบ่าวไพร่ทั้งจวนซึ่งต่างคุกเข่าถวายคำนับอย่างพร้อมเพรียง

มู่หยวนเจี๋ยก้าวลงจากหลังม้า ก่อนสาวเท้าเข้าไปทรุดเข่าลงเบื้องหน้ามารดาด้วยความเคารพ

“เจี๋ยเอ๋อร์คำนับเสด็จแม่”

“ลุกขึ้น… ลุกขึ้นเถิด”

รุ่ยไท่เฟยรีบยื่นมือเข้าพยุงบุตรชายให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงกวาดสายตามองสำรวจเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยความปลาบปลื้มจนหัวใจพองโต เพียงแปดปีผ่านไป เด็กชายในความทรงจำ กลับเติบใหญ่เป็นชายหนุ่มสง่างาม ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง สมเป็นชายชาติทหารโดยแท้

ในห้วงความคิดวูบหนึ่ง ภาพของมู่หยวนเจี๋ย กลับซ้อนทับกับภาพของพระสวามีผู้ล่วงลับเมื่อสามปีก่อน นางอดคิดมิได้ว่า หากยามนี้เขายังมีชีวิตอยู่ และได้เห็นบุตรชายกลับมาอย่างสมบูรณ์พร้อมเช่นนี้ จะดีเพียงใด

เพียงคิดถึงตรงนั้น หัวใจของรุ่ยไท่เฟยก็สั่นไหว ก่อนหยาดน้ำตาจะไหลอาบแก้มโดยไม่อาจกลั้นไว้ได้

มู่หยวนเจี๋ยเห็นดังนั้น ก็ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้มารดาอย่างแผ่วเบา พลางเอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม ราวกับล่วงรู้ถึงความคิดคำนึงในใจของอีกฝ่าย

“ลูกอกตัญญูกลับมาหาเสด็จแม่ช้า ทำให้เสด็จแม่ต้องแบกรับความทุกข์ไว้เพียงลำพัง ความผิดนี้… ต่อให้ลูกใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจชดใช้ได้หมดพ่ะย่ะค่ะ”

รุ่ยไท่เฟยส่ายศีรษะ ยกมือกุมมือบุตรชายแนบแก้ม นางย่อมรู้ดีที่สุดว่าการที่เขาไม่อาจกลับมาร่วมงานพระศพของบิดา หาใช่เพราะไม่กตัญญู แต่เพราะภาระหน้าที่ปกป้องต่อแผ่นดินและชีวิตของราษฎรนั้นยิ่งใหญ่นัก

“แม่ดีใจที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย” นางเอ่ยทั้งที่น้ำตายังคลอ “เพียงเท่านี้… เพียงเท่านี้ก็ดียิ่งนักแล้ว”

“เช่นนั้นเสด็จแม่เข้าไปด้านในเถิดพ่ะย่ะค่ะ ด้านนอกลมแรง อากาศเย็นนัก ประเดี๋ยวจะประชวรเอาได้”

มู่หยวนเจี๋ยเอ่ยตัดบทด้วยความเป็นห่วง พลางประคองมารดาให้ก้าวผ่านธรณีประตูจวนเข้าไปด้านใน ทว่าในจังหวะนั้นเอง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวกลับตวัดมองไปรอบบริเวณอย่างรวดเร็ว ราวกับกำลังมองหาใครบางคนที่ควรยืนอยู่ตรงนี้ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา

หลังจากส่งมารดากลับไปพักผ่อน มู่หยวนเจี๋ยก็มุ่งตรงไปยังศาลบรรพชนทันที

ภายในห้องเงียบสงัด อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปหอม ร่างสูงทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้าป้ายวิญญาณของรุ่ยอ๋อง มู่จงหยวน บิดาผู้ล่วงลับ

หลังจากคำนับป้ายวิญญาณแล้ว เขาก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น มองชื่อบนป้ายไม้อยู่นานราวกับกาลเวลาได้หยุดหมุนลงชั่วขณะ

ห้วงความคิดค่อยๆ ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน ยามที่ข่าวการสิ้นพระชนม์ของบิดาถูกส่งไปถึงชายแดน ในเวลานั้นทัพเฟิงหยากำลังถูกโจมตีอย่างหนัก เขาไม่อาจละทิ้งหน้าที่ ไม่อาจปลีกตัวกลับมาอำลาได้ ทำได้เพียงจุดธูปคำนับ ไว้อาลัยให้บิดาท่ามกลางเสียงศึกสงครามจากแดนไกลนับพันลี้

ยิ่งคิดถึงความทรงจำครั้งสุดท้ายระหว่างตนกับบิดา หัวใจของเขายิ่งหนักอึ้ง เพราะก่อนจากกัน ทั้งสองมีปากเสียงขัดแย้งกันไม่น้อย

เขายังไม่ทันมีโอกาสกลับมาขอขมา บัดนี้สิ่งที่เหลืออยู่กลับมีเพียงป้ายวิญญาณต่างหน้า ไม่มีโอกาสได้กลับมานั่งร่ำสุราด้วยกัน ไม่มีโอกาสได้ถกเถียงเรื่องพิชัยสงครามดังที่บิดาเคยหวังอีกแล้ว

ยามนี้… ต่อให้คิดอยากเอ่ยสิ่งใด ก็สายเกินไปเสียหมด เขาจึงรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ อย่างยากจะบรรยาย

จวบจนใกล้พลบค่ำ มู่หยวนเจี๋ยจึงก้าวออกจากศาลบรรพชน หลังใช้เวลาอยู่กับป้ายวิญญาณของบิดาเนิ่นนาน เขาเร่งฝีเท้าหมายจะไปร่วมมื้อค่ำกับมารดาตามที่ได้รับปากไว้ ทว่ายังไม่ทันพ้นทางเดินหิน ร่างสูงสง่าก็ต้องชะงักลง

เพราะเบื้องหน้า รุ่ยไท่เฟยกำลังเสด็จมาหาเขาด้วยตนเอง โดยมีสตรีร่างบางในอาภรณ์สีขาวคอยประคองอยู่ข้างกายไม่ห่าง อีกทั้งยังมีสาวใช้สองนางเดินตามหลังมาอย่างสงบเสงี่ยม

“เสด็จแม่ จะเสด็จไปที่ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?” มู่หยวนเจี๋ยเอ่ยถาม พลางสาวเท้าเข้าไปหา

“แม่เห็นว่าเย็นมากแล้ว จึงจะมาตามเจ้าด้วยตนเอง”

ได้ยินเช่นนั้น มู่หยวนเจี๋ยก็ยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ให้กับความห่วงใยของมารดา ทว่าดวงตาคมกริบของเขา กลับกวาดมองสตรีชุดขาวที่ยืนอยู่ข้างกายรุ่ยไท่เฟยอย่างรวดเร็ว

เพียงปราดเดียวเขาก็จำได้ทันทีว่า นางคือสตรีที่ยืนอยู่บนระเบียงโรงน้ำชาเมื่อช่วงสาย สตรีที่ยืนโบกไม้โบกมือ ส่งยิ้มระรื่นให้ซ่งอันเฉินอย่างไม่อายฟ้าดินผู้นั้น

ไป๋เจาเจาที่รับรู้ได้ถึงรังสีอำมหิตที่พุ่งตรงมายังตน พลันยืนตัวแข็งไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบรวบรวมสติ แล้วย่อกายลงคำนับอย่างนอบน้อม

“ไป๋เจาเจา คารวะรุ่ยอ๋องเพคะ”

ฉับพลันนั้น ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมทั่วบริเวณ

มู่หยวนเจี๋ยเพียงมองนางแน่นิ่ง มิได้เอ่ยอนุญาตให้ลุกขึ้น หรือแม้แต่แสดงท่าทีรับรู้อันใดทั้งสิ้น ทำให้บรรยากาศค่อยๆ หนักอึ้งทุกชั่วขณะ จนรุ่ยไท่เฟยต้องรีบเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา

“เจี๋ยเอ๋อร์ นี่เจาเอ๋อร์เอง น้องโตขึ้นมากแล้ว เจ้าจากไปนานอาจจะจำน้องไม่ได้”

“ลูกมีน้องสาวเพียงคนเดียวพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสวนกลับมาแทบจะในทันที

คำพูดนั้น ทำให้ไป๋เจาเจารู้สึกราวกับมีลมพัดวูบผ่านสันหลัง เย็นยะเยือกจนชวนให้หนาวสะท้าน เพราะนั่นเป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าเมื่อก่อนหรือยามนี้ เขาก็ไม่เคยยอมรับนางเป็นน้องสาวเลยแม้แต่น้อย

เรื่องนี้ไป๋เจาเจาย่อมรู้ดีแก่ใจ

เดิมทีจวนรุ่ยอ๋องแห่งนี้ เคยมีท่านหญิงน้อยนามว่า มู่หยวนหลิน เด็กหญิงผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของคนทั้งจวน

ทว่าท่านหญิงหยวนหลินสุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่กำเนิด นางจึงจากไปก่อนวัยอันควร และช่วงเวลานั้นก็เป็นเพียงไม่กี่วัน ก่อนที่ไป๋เจาเจาจะทะลุมิติเข้ามา

ด้วยเหตุนี้ การที่อดีตรุ่ยอ๋องและรุ่ยไท่เฟยรับนางเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรม จึงไม่ต่างจากการพานางเข้ามาแทนที่ท่านหญิงหยวนหลินผู้ล่วงลับ

สำหรับมู่หยวนเจี๋ย ผู้รักน้องสาวยิ่งกว่าชีวิต การมีอยู่ของไป๋เจาเจา จึงเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้มาตลอด

ไป๋เจาเจาเข้าใจเรื่องทั้งหมดดี

นางไม่คิดเรียกร้อง และไม่อาจฝืนใจบังคับให้ผู้ใดมารักนางได้ ไม่ใช่เพียงกับมู่หยวนเจี๋ย แม้แต่บิดามารดาผู้ให้กำเนิด หรือยายที่มีสายเลือดเดียวกันในโลกก่อน นางก็ยังเป็นได้เพียงส่วนเกิน เป็นคนที่ไม่อาจแทรกเข้าไปอยู่ในหัวใจของพวกเขาได้

และบัดนี้… นางเติบโตจนไม่คิดเสียเวลา ทำสิ่งใดเพื่อให้ใครรักหรือยอมรับตนอีกแล้ว

เพราะความรักที่ได้รับจากบิดามารดาบุญธรรมก็มากพอแล้ว โดยเฉพาะจากรุ่ยไท่เฟย ผู้เป็นดั่งโลกทั้งใบของนางในยามนี้ นางจึงอยากรักษาในสิ่งที่มีเท่านั้น

ดังนั้น ที่นางยังคงก้มหน้า ย่อกายค้างอยู่ตรงนี้ ก็ล้วนเพื่อความสบายใจของมารดาบุญธรรมเป็นที่ตั้ง

รุ่ยไท่เฟยถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปพยุงให้ไป๋เจาเจาลุกขึ้น โดยไม่รอให้บุตรชายเอ่ยอนุญาต แล้วหันไปเปลี่ยนเรื่องเพื่อคลายบรรยากาศอีกครั้ง

“เอาละ เจ้ากลับมาเหนื่อยๆ อย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่นเลย แม่เตรียมอาหารที่เจ้าชอบไว้ให้แล้ว รีบไปกันเถิด”

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” มู่หยวนเจี๋ยรับคำ ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปช่วยประคองมารดาแทนที่ไป๋เจาเจาอย่างถือวิสาสะ

ส่วนคนที่ถูกแย่งหน้าที่นั้นก็มิได้แสดงท่าทีขัดขืน นางเพียงถอยฉากออกมา แล้วเดินตามหลังทั้งสองพระองค์ไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาหนึ่งสาย เพื่อไม่ให้บุรุษผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นต้องระคายเคืองสายตา

พี่ไม่ยอมรับน้องเป็นน้องสาวหรอกค่ะ เพราะสถานะมันต้องกระโดดจากคู่อริ ไปเป็น…

สปอยล์ : ช่วงแรกๆ อิพี่จะน่าหยุมหน่อยนะคะทุกคน แต่ยัยน้องไม่ยอมตลอดแน่ ได้หยุมคืนแบบสเตปบายสเตปน๊า รอความโบ๊ะบ๊ะของคู่นี้ได้เลย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...