สงครามอิหร่านสะเทือน “สตรีทฟู้ดเอเชีย” ต้นทุนพุ่ง แม้หยุดยิงยังไม่ช่วยทันที
ราคาพลาสติก-พลังงานพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง สะเทือน “สตรีทฟู้ดเอเชีย” ต้นทุนเพิ่มแต่ขึ้นราคายาก กำไรหด-ธุรกิจเริ่มตึงตัว
วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 08.47 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า สำหรับ “เตรสนายาติ” ผู้ทำขนมพื้นบ้านในจังหวัดชวาตะวันออกของอินโดนีเซีย ผลกระทบจากสงครามอิหร่านไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ต้นทุนแผ่นพลาสติกห่อสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 9,000 รูเปียห์ เป็น 19,000 รูเปียห์ต่อแพ็กในเวลาไม่นาน
เธอเล่าว่า เมื่อราคาพุ่งขึ้น ผู้ค้าหลายรายต่างเร่งกักตุนสินค้า แต่ธุรกิจขนาดเล็กอย่างเธอมีข้อจำกัดด้านเงินทุน ทำให้ซื้อได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่สินค้าก็เริ่มขาดแคลนมากขึ้น
สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในอินโดนีเซีย แต่กำลังกระทบผู้ค้ารายย่อยจำนวนมากทั่วเอเชีย ต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นกำลังกัดกินกำไรของธุรกิจขนาดเล็กอย่างหนัก ขณะที่หลายรายยังไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ เนื่องจากกังวลว่าลูกค้าจะลดลง
แม้จะมีการประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์มองว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะยังไม่คลี่คลายในระยะสั้น หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือราคาพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยโพลีเอทิลีน ซึ่งใช้ผลิตถุงและขวดน้ำ ปรับขึ้น 37% ขณะที่โพลีโพรพิลีน ซึ่งใช้ผลิตหลอดและฝาขวด ปรับขึ้นถึง 57% ตั้งแต่ต้นปี สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนแนฟทา วัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติกที่ได้จากน้ำมันดิบ โดยราคาของแนฟทาพุ่งขึ้นมากกว่าสามเท่าตั้งแต่ต้นปี
เอเชียพึ่งพาการนำเข้าแนฟทาจากตะวันออกกลางถึง 60-70% เมื่อเกิดความขัดแย้งในภูมิภาค จึงส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทันที โรงงานผลิตพลาสติกหลายแห่งในสิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไทย อินโดนีเซีย และไต้หวัน ต่างลดกำลังการผลิต หรือประกาศเหตุสุดวิสัย
อย่างไรก็ตามบางประเทศ เช่น จีน สามารถรับมือได้ดีกว่า เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบอื่น เช่น โพรเพน เอเทน หรือถ่านหิน ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งในมาเลเซีย ไทย และอินเดีย ยังได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีแหล่งก๊าซเป็นของตนเอง
ในฝั่งผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์ในเวียดนาม ระบุว่าราคาวัตถุดิบเปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน โดยต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 40-65% ขณะที่ผู้ขายพลาสติกรีไซเคิลก็ปรับราคาขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวยังลุกลามไปถึงผู้ค้ารายย่อยในหลายประเทศ ในประเทศไทย ผู้ค้าระบุว่าราคาน้ำดื่มแพ็กปรับขึ้นจาก 25 บาท เป็น 35 บาท ขณะที่ในเวียดนาม ราคาถุงใส่อาหารก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ค้าจำนวนมากยังไม่กล้าปรับราคาสินค้า เนื่องจากเกรงว่าจะสูญเสียลูกค้า หลายรายจึงเลือกแบกรับต้นทุนและยอมให้กำไรลดลง
นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มปรับตัวลดลงหลังข้อตกลงหยุดยิง แต่ราคาสินค้าในห่วงโซ่การผลิต เช่น พลาสติก จะใช้เวลานานกว่าจะปรับตัวลดลงตาม เนื่องจากเป็นสินค้าขั้นกลางที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนก่อนถึงผู้บริโภค
อ้างอิง : asia.nikkei.com