โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เกียรตินาคินภัทร ประเมิน 3 ฉากทัศน์ ปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง มองกรณีรุนแรงสุด อาจกดดันเศรษฐกิจไทยถดถอย

BTimes

อัพเดต 17 มีนาคม 2569 เวลา 22.27 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ เกียรตินาคินภัทร หรือ KKP กล่าวว่า กรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในอดีตจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยส่งผ่านเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจไทย 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. การเติบโตของเศรษฐกิจ: โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นและบรรยากาศความไม่สงบ จะกระทบนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มยุโรปและตะวันออกกลาง โดยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 1% จะกระทบจำนวนเที่ยวบินที่หายไปเกือบ 1% เช่นกัน ซึ่งผลกระทบจากภาคท่องเที่ยวจะส่งผลต่อเนื่องไปกระทบค้าปลีก และภาคบริการต่าง ๆ

2. อัตราเงินเฟ้อ: การบริโภคในประเทศ หากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูงขึ้น (ซึ่งคิดเป็น 12% ของการใช้จ่ายครัวเรือนไทย) จะไปกดดันการบริโภคสินค้าอื่น ๆ และจะส่งผลให้เงินเฟ้อในภาพรวมของประเทศอาจปรับตัวสูงขึ้น

3. ดุลบัญชีเดินสะพัด: การส่งออกของไทยที่ผ่านมาที่เติบโตมาจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯ แต่ขณะนี้มีเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จึงจะกระทบต้นทุนขนส่งและค่าระวางเรือที่แพงขึ้น รวมถึงอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว ก็จะกระทบต่อภาคการส่งออก

ทั้งนี้ KKP ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenario) สถานการณ์ตะวันออกกลาง

1. จบเร็ว (Base view) : ระยะเวลา 1 เดือน สหรัฐฯ หรืออิหร่านมีการเจรจาหรือควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ ก็จะทำให้ใน 1 เดือน ราคาน้ำมันค่อย ๆ ปรับลดลงใกล้เคียงกับปกติได้ หรืออยู่ที่ 60-70 เหรียญต่อบาร์เรล

- คาด GDP ของไทยอยู่ที่ 1.8% เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.2% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.1 ล้านคน และบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 3.2%

"แนวโน้มกรณีฐานถูกปรับขึ้นเป็น 1.8% โดยมี 4 เครื่องยนต์ขับเคลื่อน แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ได้แก่ การกระจายตัวของการท่องเที่ยว (ทดแทนจีน-ญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวยุโรปกำลังซื้อสูง) การผลิตนำโดยอิเล็กทรอนิกส์ (PCBs, HDDs, EVs) การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณจากงบค้างปี และเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้รัฐบาลผสม พรรคภูมิใจไทย และเพื่อไทย" นายลัทธกิตติ์ กล่าว

2. ยืดเยื้อ (Adverse case) : สงครามยังไม่จบ ยืดเยื้อ 6 เดือน แต่ปัญหายังไม่รุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอาจอยู่ที่ 85-90 เหรียญต่อบาร์เรล

- คาด GDP ไทยอยู่ที่ 1.4% เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.8% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 33.5 ล้านคน และบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 2.4%

3. รุนแรง (Severe case) : สงครามยังไม่จบ ยืดเยื้อ 6 เดือน และมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานที่สำคัญ เช่น โรงกลั่นหรือท่อส่งน้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100-120 เหรียญต่อบาร์เรล

- คาด GDP ไทยอาจน้อยกว่า 0.7% หรือ "เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย" เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.0% จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30.6 ล้านคน และบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP 1.2%

"หากในเคสที่รุนแรง อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ เนื่องจากไทยค่อนข้างอ่อนไหวกับราคาน้ำมันมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ส่วนอัตราเงินเฟ้อเนื่องจากปัจจุบันยังติดลบ คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 2% ซึ่งยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงไม่น่ามีผลมากนักต่อนโยบายการเงิน หรือไม่ถึงขนาดที่ธปท. จะต้องขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100-120 ดอลลาร์และค้างนาน ๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะลากเงินเฟ้อให้สูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ได้" นายลัทธกิตติ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...