กองทุนน้ำมันฯติดลบแล้ว 12,000 คาดก่อนสงกรานต์ทะลุ 70,000 ล้านบาท
กองทุนน้ำมันฯติดลบแล้ว 12,000 ล้านบาท เพียงแค่ 7 วันติดลบเพิ่มขึ้น 11,819 ล้านบาท คาดก่อนสงกรานต์ทะลุ 70,000 ล้านบาท
จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอลและอิหร่าน นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กระทบไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย จนทำให้ประชาชนเกิดอาการตื่นตระหนก หวั่นวิตกต่อปริมาณน้ำมันสำรองที่มีอยู่จะไม่เพียงพอ แห่กันนำรถยนต์พร้อมแกลลอนไปเข้าคิวเติมน้ำมันที่ปั๊มแถวยาวเหยียด เติมกันจนน้ำมันหมดในหลายแห่ง การบริโภคน้ำมันที่เพิ่มมาก โดยเฉพาะดีเซลเพิ่มขึ้น จาก 66 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 87 ล้านลิตรต่อวัน ส่งผลทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิติดลบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ณ วันที่ 15 มีนาคม 2569 ติดลบไปประมาณ 12,605 ล้านบาท เปรียบเทียบกับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิ ณ วันที่ 8 มีนาคม 2569 ติดลบแค่ 786 ล้านบาท เพียงแค่ 7 วัน ฐานะกองทุนฯติดลบเพิ่มขึ้นถึง 11,819 ล้านบาท
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฐานะกองทุนน้ำมันสุทธิติดลบเกิดจากบัญชีน้ำมันมีฐานะสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มีสถานะเป็นบวก 36,949 ล้านบาท ลดลงเหลือ 25,016 ล้านบาท หรือหายไปกว่า 11,933 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินรวมในฝั่งของบัญชีน้ำมันเพิ่มขึ้นจาก 24,636 ล้านบาท เพิ่มเป็น 36,333 ล้านบาท โดยเฉพาะหนี้ที่กองทุนน้ำมันฯจะต้องนำเงินไปชดเชยให้กับน้ำมันเชื้อเพลิงต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น จาก 3,810 ล้านบาท เพิ่มเป็น 15,831 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าในช่วง 7 วันที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯต้องแบกรับภาระการชดเชยราคาน้ำมันในตลาดเพิ่มขึ้นกว่า 12,000 ล้านบาท
ส่วนบัญชี LPG ยังอยู่ในสถานะวิกฤติ เนื่องจากมีการตรึงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ทำให้บัญชี LPG มีสุทธิติดลบอย่างหนักอยู่ที่ 37,621 ล้านบาท จึงต้องโอนเงินจากบัญชีน้ำมันมาเสริมสภาพคล่องให้กับบัญชี LPG สูงถึง 32,193 ล้านบาท ทำให้บัญชี LPG มีหนี้สินรวม 38,553 ล้านบาท แต่มีสินทรัพย์แค่ 932 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากการประเมินสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ คาดว่าก่อนวันหยุดสงกรานต์ กองทุนน้ำมันฯจะมีฐานะติดลบประมาณ 70,000 ล้านบาท ซึ่งในระหว่างนี้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินใดๆได้ และไม่มีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายเงินชดเชยราคาน้ำมันให้กับผู้ประกอบการได้ คงต้องติดค้างจ่ายเงินชดเชยเอาไว้ก่อน ซึ่งต้องรอจนกว่ารัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงกรอบวงเงินกองทุน และกรอบวงเงินกู้เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ พ.ศ…. และพระราชกำหนดผ่อนผันให้กระทรวงการคลังค้ำประกันการชำระหนี้ของสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. เพื่อขยายกรอบวงเงินกองทุน และวงเงินกู้ รวมทั้งเปิดทางให้กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมันฯได้ (ยกเว้นมาตรา 19 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 เป็นการชั่วคราว)
นอกจากนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอ แหล่งข่าว ‘ให้ความเห็นว่าทางกรมธุรกิจพลังงานจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถมาตรวจสอบปริมาณน้ำมันสำรองได้อย่างถูกต้อง เช่น น้ำมันดิบนำเข้ามาเท่าไหร่ กระจายไปตามโรงกลั่นที่ไหนบ้าง ผลิตออกมาเป็นน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน จำนวนเท่าไหร่ ส่งขายไปให้จ๊อบเปอร์ /ผู้ค้ามาตรา 7 จำนวนเท่าไหร่ แล้วคงเหลือปริมาณสำรองน้ำมันตามกฎหมายเท่าไหร่ และเหลือปริมาณสำรองไว้ใช้ได้กี่วัน ทั้งนี้เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ เพราะที่บอกว่ามีน้ำมันสำรองได้ 90 กว่าวัน ขณะที่ความต้องการพุ่งขึ้นไปถึงกว่า 80 ล้านลิตรต่อวัน ยังคงมีน้ำมันสำรองตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ จะได้สร้างความมั่นใจต่อประชาชน’