“อัษฎางค์”วิเคราะห์เดือด! สงคราม “สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน” เสี่ยงลุกลามสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ เตือนคนไทยรับมือวิกฤตพลังงาน
“อัษฎางค์”วิเคราะห์เดือด! สงคราม “สหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน” เสี่ยงลุกลามสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ เตือนคนไทยรับมือวิกฤตพลังงานและอาหารพุ่ง
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ สงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน มีความเสี่ยงจะบานปลายสู่ "สงครามโลกครั้งที่ 3" หรือไม่?
โดยระบุว่า คำถามที่โลกกำลังถามกันว่า ความขัดแย้งสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่าน จะบานปลายเป็น "สงครามโลกครั้งที่ 3" หรือไม่ นั้น จริงอยู่เป็นคำถามที่เรียกความสนใจได้ดี แต่ในเชิงวิเคราะห์ คำถามที่แม่นกว่าคือ สงครามครั้งนี้กำลังเปลี่ยนจาก "สมรภูมิในตะวันออกกลาง" ไปเป็น "แรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจโลก" แล้วหรือยัง และคำตอบคือ มันเริ่มเป็นเช่นนั้นแล้ว
เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะรถถังของทุกมหาอำนาจกำลังวิ่งเข้าหากัน แต่เพราะสงครามไปแตะ "จุดคอขวด" ของระบบโลก นั่นคือช่องแคบฮอร์มุซ EIA ระบุว่าในปี 2024 มีน้ำมันไหลผ่านช่องแคบนี้เฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั้งโลก และคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของการค้าน้ำมันทางทะเลของโลก ขณะที่ IEA ชี้ว่าในปี 2025 ราว 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก และเกือบหนึ่งในห้าของการค้า LNG โลก ยังต้องพึ่งเส้นทางนี้ โดยมีทางเลี่ยงจริง ๆ อย่างมีนัยสำคัญเพียงซาอุฯ และยูเออีบางส่วนเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ถ้าฮอร์มุซสะดุด โลกไม่ได้เจอแค่น้ำมันแพง แต่เจอ "ภาษีความเสี่ยง" ทั้งระบบ ตั้งแต่ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าเบี้ยประกันเรือ ไปจนถึงราคาน้ำมันดิบทางเลือกจากสหรัฐฯ ที่ Reuters รายงานว่าพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ เพราะเอเชียกับยุโรปแย่งกันหาซัพพลายมาทดแทนตะวันออกกลาง
สิ่งที่ตลาดกำลังตั้งราคา จึงไม่ใช่แค่ของที่ขาดวันนี้ แต่คือความกลัวว่าพรุ่งนี้ระบบทั้งเส้นอาจไม่ทำงานเหมือนเดิม
และถ้ามองลึกลงไปอีก ชั้นของวิกฤตนี้ไม่ได้หยุดที่น้ำมัน แต่ลามไปถึง LNG ปุ๋ย และอาหาร IEA ระบุว่า LNG จากกาตาร์และยูเออีที่ผ่านฮอร์มุซมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสี่ของ LNG นำเข้าทั้งหมดของเอเชียในปี 2025 และยังชี้อีกว่าการค้าปุ๋ยยูเรียกว่า 30% รวมถึงแอมโมเนียและฟอสเฟตราว 20% ก็พึ่งเส้นทางนี้ด้วย เมื่อพลังงานติดขัด ปุ๋ยแพง ต้นทุนเกษตรก็สูงขึ้น และสุดท้ายจะย้อนกลับมาที่ราคาอาหารกับเสถียรภาพทางสังคมในประเทศผู้นำเข้าพลังงาน. IMF จึงเตือนตรง ๆ ว่าสงครามนี้กำลังพาโลกไปสู่การเติบโตที่ช้าลงและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
ในมุมสหรัฐฯ สิ่งที่น่าสนใจคืออเมริกาในวันนี้ไม่ได้เปราะบางต่ออ่าวเปอร์เซียแบบเดิมอีกแล้ว EIA ระบุว่าในปี 2024 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ผ่านฮอร์มุซเพียงราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณ 2% ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวในประเทศ ซึ่งต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี นี่ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้สำหรับวอชิงตัน ไม่ได้มีแต่มิติ "ความอยู่รอดด้านพลังงาน" แต่มีมิติ "การจัดการอำนาจและการเมืองภายใน" เข้ามาปะปนอย่างชัดเจน
ดังนั้น ถ้าจะวิเคราะห์ทรัมป์ ต้องไม่เขียนแบบง่าย ๆ ว่าเขาจะ "ฉวยสงครามมายกเลิกกฎหมาย" เพราะในทางกฎหมาย โครงสร้างจริงคือ ประธานาธิบดีสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อปลดล็อกอำนาจตามกฎหมายที่สภาเคยมอบไว้แล้วจำนวนมาก และใช้พื้นที่สีเทาของอำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะลบข้อจำกัดทั้งหมดด้วยเจตจำนงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี การเมืองในเดือนมีนาคม 2026 ก็ชี้ชัดว่าเขามีพื้นที่ขยับมากขึ้นจริง เพราะทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนฯ ต่างลงมติสกัดความพยายามบังคับให้เขาต้องกลับไปขออำนาจสงครามจากคองเกรสในกรณีอิหร่าน. นั่นทำให้สิ่งที่ควรจับตา ไม่ใช่แค่ว่าเขา "ทำได้หรือไม่" แต่คือเขาจะใช้วิกฤตนี้สร้างภาพผู้นำยามสงคราม ดันงบกลาโหม ดันนโยบายพลังงานในประเทศ และบีบคู่แข่งทางการเมืองได้มากแค่ไหน
สำหรับไทย ประเด็นสำคัญคืออย่าเล่าเรื่องตัวเองผิด ไทยไม่ใช่มหาอำนาจผู้ส่งออกน้ำมันดิบ แต่เป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าจำนวนมาก
ขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างโรงกลั่นและการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปเพื่อนบ้านหลายตลาด ความหมายทางยุทธศาสตร์ของไทยจึงไม่ใช่การ "เลือกข้างผู้ขายน้ำมัน" หากเป็นการประคองตัวเองในฐานะรัฐนำเข้าพลังงานที่ต้องรักษาต้นทุนภายในประเทศ พร้อมรักษาพื้นที่ทางการทูตกับทุกฝ่าย. ในเชิงนโยบาย เราจึงเห็นรัฐไทยขยับทั้งการหาพลังงานทางเลือก การพิจารณาลดภาษีน้ำมัน การคำนวณต้นทุนกลั่นใหม่ มาตรการประหยัดพลังงาน และแม้แต่การจำกัดการส่งออกพลังงานบางส่วนเมื่อสถานการณ์ตึงตัว
ตรงนี้เองที่ยุทธศาสตร์ไทยต้องแม่น ไทยไม่ควรขายภาพว่า "เป็นกลางแบบไร้ท่าที" แต่ควรวางตัวเป็น "รัฐที่ลดความเสี่ยง" คือหนึ่ง ไม่ปะทะทางการเมืองจนกระทบการเข้าถึงพลังงาน สอง เร่งกระจายแหล่งนำเข้าและบริหารสต็อกอย่างมืออาชีพ สาม ใช้มาตรการการคลังและกองทุนน้ำมันอย่างมีเป้าหมาย ไม่เผาเงินเพื่อซื้อเวลาแบบไร้แผน และสี่ เตรียมรับแรงกระแทกรอบสองจากปุ๋ย โลจิสติกส์ การบิน และค่าครองชีพ ไม่ใช่จับตาแต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
ถ้าจะสรุปให้สั้นที่สุด สงครามครั้งนี้อาจยังไม่ใช่ "สงครามโลกครั้งที่ 3" ในความหมายเก่า ที่มหาอำนาจทุกขั้วยิงกันเต็มรูปแบบในหลายทวีปพร้อมกัน แต่ในความหมายใหม่ มันคือสงครามภูมิภาคที่สามารถเขย่าเงินเฟ้อโลก ห่วงโซ่อุปทาน ตลาดพลังงาน ราคาอาหาร และการเมืองภายในหลายประเทศพร้อมกันได้แล้ว และนั่นอาจเป็นนิยามของสงครามโลกในศตวรรษที่ 21 มากกว่าภาพเดิมเสียอีก: ไม่จำเป็นต้องมีแนวรบทุกทวีป แต่แค่มีคอขวดเพียงไม่กี่จุด ก็ทำให้ทั้งโลกจ่ายต้นทุนร่วมกันได้
#อัษฎางค์ยมนาค #สงครามโลกครั้งที่3 #WW3 #วิเคราะห์สงคราม #สหรัฐอิหร่าน #อิสราเอลอิหร่าน #ช่องแคบฮอร์มุซ #ราคาน้ำมัน #วิกฤตพลังงาน #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจโลก #โดนัลด์ทรัมป์ #ความมั่นคงทางอาหาร #ข่าวต่างประเทศ #ยุทธศาสตร์ไทย #เอ็ดดี้อัษฎางค์ #Geopolitics #EnergyCrisis #ข่าววันนี้ #วิเคราะห์เศรษฐกิจ