โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รัฐขู่คุมราคาหน้าโรงกลั่น ใช้ พ.ร.ก. หากเจรจาไม่สำเร็จ หลังค่าการกลั่นพุ่งผิดปกติ 17 บาท

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามแนวทางของคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เพื่อแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน

โดยวันนี้ (7 เมษายน 2569) จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และหารือกับโรงกลั่นน้ำมันทันที เพื่อดึงกำไรส่วนเกินกลับเข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ค่าการกลั่นปกติอยู่ที่ 2 บาทกว่า เดือนมีนาคมที่ผ่านมากลับพุ่งขึ้นไปเฉลี่ยที่ 7 บาท แต่มาเดือนเมษายนผ่านมาเพียง 6 วัน ค่าการกลั่นพุ่งไปประมาณ 16-17 บาท ซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างมาก”

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยต้องเลิกใช้เลขทิพย์ หรือตัวเลขในจินตนาการในการกำหนดเพดานค่าการกลั่น โดยได้สั่งการให้เรียกดูต้นทุนจริงจากทุกโรงกลั่นเพื่อนำมาคำนวณว่ากำไรที่เกิดขึ้นมากผิดปกติหรือไม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชน

รัฐขู่คุมราคาหน้าโรงกลั่น ใช้ พ.ร.ก. หากเจรจาไม่สำเร็จ หลังค่าการกลั่นพุ่งผิดปกติ 17 บาท

"เงินกองทุนน้ำมันถูกนำไปแบกรับภาระเพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลง เพื่อประชาชน ไม่ใช่ไปแบกกำไรของโรงกลั่น”

อย่างไรก็ดี เตรียมงัดมาตรการเด็ดขาด ขู่ใช้ พ.ร.ก. ควบคุมราคา สำหรับแนวทางการดำเนินการ โดยมี 2 วิธีหลัก คือ

  • การเรียกกำไรหรือผลประโยชน์ส่วนเกินคืน กลับเข้าสู่กองทุนน้ำมันในรูปแบบต่างๆ

  • การใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปี 2516 เพื่อกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นโดยตรง หากการเจรจาขอความร่วมมือไม่เป็นผล

"ต้องแยกปัจจัยภายนอกเรื่องสถานการณ์สู้รบ ออกจาก กลไกภายในประเทศ หากพบว่ากลไกภายในถูกบิดเบือนจนทำให้โรงกลั่นได้กำไรเกินควร ก็จะใช้อำนาจที่มีในการเรียกเก็บคืน และลดราคาหน้าโรงกลั่น รวมถึงราคาที่สถานีบริการน้ำมันลงทันที! เพื่อลดภาระให้ประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเร็วๆ นี้“

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...