TDRI ห่วงพลาสติกขาดแคลน 10 โรงงานปิโตรเคมีเอเชียปิด
#พลาสติก #ทันหุ้น – นักวิชาการTDRI ห่วงรัฐภูมิศาสตร์ ทำเม็ดพลาสติกขาดแคลน ราคาถุงพุ่งพรวด ชี้ไทยต้องมีมาตรการรับมือจริงจัง ด้านนักวิเคราะห์รับ 10 โรงงานปิโตรเคมีต้องปิด จากปัญหาซัพพลาย จับตาโรงงาน SCC ด้าน PTTGCย้ำเดินหน้าผลิตต่อเนื่อง วางเกมเลือกหุ้นพลังงาน–ปิโตรเคมี
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนสูง กระทบเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งต้องเตรียมมาตรการรับมืออย่างจริงจัง
สำหรับสถานการณ์เม็ดพลาสติกทั้ง Polyethylene หรือPE และ Polypropylene หรือPP ที่เกิดขึ้นถือเป็นสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิกฤติพลังงานในภาพใหญ่ เนื่องจากเม็ดพลาสติกและสารอะโรเมติกส์เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมน้ำมัน สงครามที่กระทบการจัดหาน้ำมันทำให้วัตถุดิบสำคัญอย่างโอเลฟินขาดแคลน
โรงงานที่เป็นผู้ผผลิตผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ(Downstream) จึงไม่สามารถผลิตสินค้าพลาสติกสำเร็จรูป เช่น ถุง และซองบรรจุภัณฑ์อาหารบางประเภทได้ตามปกติ ราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้จึงปรับขึ้นทันทีภายใน 1–2 สัปดาห์ เพื่อตอบรับความกังวลตลาด
ต่อกรณีที่สมาชิกของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ IEA ตกลงที่จะปล่อยน้ำมันดิบจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ถึง 400 ล้านบาร์เรล เข้ามาบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ดร.อารีพร ประเมินใน 2 สถานการณ์ โดยในเชิงจิตวิทยา ถือเป็นปัจจัยสะท้อนความกังวลว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อ ซึ่งในสถานการณ์จริง หากสงครามยืดเยื้อเกิน 1 เดือน จะกระทบความมั่นคงทรัพยากร
พร้อมกันนี้ ดร.อารีพร เสนอให้ไทยเพิ่มน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ สนับสนุนพลังงานสะอาดภายในประเทศ ลดการพึ่งพานำเข้า และสร้างความสามารถด้านพลังงานในประเทศให้มีความมั่นคง
@ ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก
นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ขาดแคลนเม็ดพลาสติกในปัจจุบันเกิดจาก “การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน” หลังสถานการณ์รัฐภูมิศาสตร์และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้โรงงานปิโตรเคมีในเอเชียกว่า10 แห่งปิดชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าโอเลฟิน ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำคัญในการผลิตสินค้าพลาสติกได้
สถานการณ์ขาดแคลนเม็ดพลาสติก เริ่มส่งผลกระทบต่อโรงงานในไทย สะท้อนจากกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ปิดโรงงานไปแล้ว 1 แห่ง และเสี่ยงปิดเพิ่มหากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่เปิดภายใน 1 – 2 เดือนข้างหน้า เนื่องจากกลุ่ม SCC พึ่งพาวัตถุดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางราว 50%
และเนื่องจากสเปรด(Spread) ปิโตรเคมีราคาอ่อนตัวลงมาตั้งแต่ช่วงปี 2565 ส่งผลให้ผู้ประกอบการพยายามปรับปรุงองค์กรให้มีความคล่องตัว ลดต้นทุน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดสต๊อกสินค้าที่ไม่จำเป็นปรับสายการผลิตให้เร็วและยืดหยุ่น ดังนั้น ณ ปัจจุบัน โรงงานส่วนใหญ่มีสต๊อกวัตถุดิบสำรองเพียง 2 สัปดาห์–1 เดือน ทำให้หากไม่มีวัตถุดิบใหม่เข้ามา จำเป็นต้องหยุดผลิตทันที
นายจักรพงศ์ กล่าวว่า แม้จะสามารถจัดหาวัตถุดิบสำคัญเข้ามาได้ โรงงานที่หยุดเดินเครื่องไปจะสามารถกลับมาเดินเครื่องผลิตได้เต็มกำลังการผลิต ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยราว 5 สัปดาห์ จึงแนะนำนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน – โรงกลั่น – ปิโตรเคมีที่มีโอกาสฟื้นตัว เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย อาทิ PTTGC IRPC SPRC TOP
@PTTGC ย้ำเดินเครื่องผลิต
ก่อนหน้านี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC แจ้งว่า ยังคงเดินเครื่องการผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตและการจัดหาวัตถุดิบ เพื่อดูแลการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าและสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยบริษัทได้สื่อสารและทำงานร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบตลอดทั้ง Value Chain และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ในปัจจุบัน PTTGC ได้ติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และยังรักษาระดับการเดินโรงงานได้ตามแผนการผลิตและส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า พร้อมดำเนินมาตรการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความผันผวนของราคา การจัดหาและบริหารวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง การผลิต และการจำหน่ายสินค้า รวมถึงการบริหารงบประมาณและค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากนี้ GC พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ และทำงานร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) รวมถึงประสานความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของประเทศให้สามารถก้าวผ่านสถานการณ์ความผันผวนครั้งนี้ไปด้วยกัน