เปิดคำวินิจฉัย "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ฉบับเต็ม(จบ )บัตรเลือกตั้ง(ไม่)ลับ: วิญญูชนพึงทราบได้ว่าย่อมมีความสุ่มเสี่ยง
">
เปิดคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับเต็ม(จบ )บัตรเลือกตั้ง(ไม่)ลับ: วิญญูชนพึงทราบได้ว่าย่อมมีความสุ่มเสี่ยง
สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เป็นไปโดยตรงและเป็นความลับ ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ และสั่งให้ผู้ร้องและสำนักงานคณะกรรมการการเลือก (กกต.) ผู้ถูกร้อง ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐาน ภายใน 15 วัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญของผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้นำคำวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดินฉบับเต็ม 'ตอนแรก' และ 'ตอนที่สอง' กรณีมีผู้ร้องยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ยื่นคำร้องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 83 วรรคสอง อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้
ตอนนี้จะเป็น 'ตอนจบ' ซึ่งเป็น 'ตอนสุดท้าย' เป็นคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน 8 หน้ากระดาษ จากทั้งหมด 19 หน้า…เป็น 'คำตอบ' ของการยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นไปโดยตรงและลับหรือไม่
ไม่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน-ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใด
เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ เห็นว่า การเลือกตั้งเป็นหัวใจสำคัญในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันเป็นกระบวนการที่ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศตามเจตจำนงของตนอย่างเสรีและเป็นธรรม
ดังนั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นการเลือกตั้งอย่างแท้จริงและสะท้อนเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริงต้องเป็นการเลือกตั้งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างอิสระ ไม่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อมซึ่งเงื่อนไขประการหนึ่งที่จะทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปโดยอิสระ คือ การให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนโดยลับ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 บัญญัติรับรองไว้
หลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับจึงเป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าประสงค์จะออกเสียงลงคะแนนให้แก่บุคคลใด รวมทั้งเพื่อป้องกันมิให้มีการแทรกแซงหรือใช้อิทธิพลต่าง ๆ บิดเบือนเจตจำนงที่แท้จริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเสรี ปราศจากการใช้กำลังบังคับ กดขี่ ข่มเหง หรือใช้อิทธิพลใด ๆ ที่อาจกระทบต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนได้ตามเจตจำนงอันแท้จริงของตนเอง อันจะส่งผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยบริสุทธิ์และยุติธรรม
โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติรับรองไว้ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง” วรรคสองบัญญัติไว้ว่า “ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน” จะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญได้ให้ความคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลโดยเสมอกัน ซึ่งรวมถึง “สิทธิเลือกตั้ง” ด้วย
แม้ว่ารัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติรับรองไว้โดยตรงตามความในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 25 วรรคหนึ่งได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพอื่น ๆ นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญไว้ด้วยโดยบัญญัติไว้ว่า
“สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”
ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าสิทธิเลือกตั้งมิได้บัญญัติรับรองไว้ในหมวดโดยตรงก็ตาม แต่ก็ปรากฏอยู่ในหมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 ที่บัญญัติว่า “บุคคลมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ (7) ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ…” และปรากฏอยู่ในหมวด 7 รัฐสภา ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร มาตรา 95 ที่บัญญัติว่า “บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง…”
นอกจากนี้ มาตรา 83 วรรคสอง ได้บัญญัติว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้ใช้บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ” และมาตรา 85 บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน โดยจะลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดหรือจะลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเลยก็ได้”
จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดวิธีการออกเสียงลงคะแนนเพื่อเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ซึ่ง “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรง” หมายความว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็นผู้ลงคะแนนนั้นด้วยตนเอง ไม่อาจให้บุคคลอื่นลงคะแนนแทนตนได้
ยกความมุ่งหมาย-คำอธิบายประกอบรายมาตรา / คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 3/2561 โดยสรุปว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงเป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งที่พลเมืองในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นผู้แสดงการตัดสินใจทางการเมืองด้วยตนเอง โดยพลเมืองแต่ละคนได้กระทำการดังกล่าวผ่านการตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”
สำหรับ “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” หมายความว่า ในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนจะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไร หรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 โดยสรุปว่า “กรณีการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอยู่ในระยะห่างที่กรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง อันมีผู้แทนพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นหรือที่ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการเลือกตั้งร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย และอยู่ในวิสัยที่สามารถมองเห็นการลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ จึงมีผลทำให้การลงคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นการลงคะแนนโดยลับ”
และคำวินิจฉัยที่ 3/2561 โดยสรุปว่า “วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยลับเป็นวิธีการออกเสียงโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนทำเครื่องหมายลงในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งภายในคูหาและนำบัตรลงคะแนนใส่ไว้ในหีบบัตรเลือกตั้ง โดยห้ามมิให้ผู้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าตนตัดสินใจลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดในขณะที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งวิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยลับโดยทั่วไปจะให้ผู้ออกเสียงลงคะแนนแต่ละคนทำเครื่องหมายไว้ในบัตรลงคะแนนภายในคูหาสำหรับลงคะแนนที่จัดไว้อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันมิให้ผู้ออกเสียงลงคะแนนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือถูกแทรกแซงอันมีผลให้การออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นไปอย่างอิสระ”
ซึ่งมีความสอดคล้องกับความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 85 ได้มีคำอธิบายไว้ว่า “ “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า ในการลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด ในเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยที่ 9/2549 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 71ก 12 พฤษภาคม 2549) สรุปได้ว่า
“หลักการเลือกตั้งโดยลับนั้นเป็นสาระสำคัญของการเลือกตั้งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย การใช้สิทธิเลือกตั้งจะต้องโดยเสรี หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับแล้ว การเลือกตั้งก็ไม่อาจที่จะเป็นการเลือกตั้งโดยเสรีได้ การเลือกตั้งโดยลับให้ความคุ้มครองทั้งผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนและผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย ตามหลักการการเลือกตั้งโดยลับจะต้องดำเนินการเลือกตั้งโดยไม่ให้ผู้ใดทราบได้เลยว่า ผู้ลงคะแนนออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนตัดสินใจเลือกใคร” ”
อีกทั้งยังสอดคล้องกับหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ อันถือเป็นหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ขององค์การสหประชาชาติที่ประเทศไทยรับรองแล้ว ซึ่งได้บัญญัติรับรองหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งไว้ในข้อ 21 ความว่า
“(1) บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศโดยตรง หรือผ่านผู้แทนซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยอิสระ (2) บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตนโดยเสมอภาค (3) เจตจำนงของประชาชนจะต้องเป็นพื้นฐานแห่งอำนาจของรัฐบาล เจตจำนงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกำหนดเวลาและอย่างแท้จริง ซึ่งต้องเป็นการออกเสียงกันอย่างทั่วไปและเสมอภาคและต้องเป็นการลงคะแนนลับ หรือวิธีการลงคะแนนโดยอิสระอย่างอื่นทำนองเดียวกัน”
นอกจากนี้ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ก็ได้บัญญัติรับรองหลักการออกเสียงลงคะแนนไว้ในข้อ 25 (ข) ความว่า
“ในการที่จะออกเสียงหรือได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งอันแท้จริงตามวาระ ซึ่งมีการออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาค และโดยการลงคะแนนลับ เพื่อประกันการแสดงเจตนาโดยเสรีของผู้เลือก”
จะเห็นได้ว่า หลักการเรื่องการออกเสียงลงคะแนนโดยลับเป็นหลักการสากลที่มีการบัญญัติรับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งประเทศไทยได้นำมาอนุวัติให้อยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสองและมาตรา 85 เพื่อให้ความรับรองและคุ้มครองการใช้สิทธิเลือกตั้งว่าจะต้องเป็นไปโดยเสรี อันเป็นการประกันการแสดงเจตนาของผู้เลือกหรือเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้ยอมรับในหลักการดังกล่าวข้างต้นว่าเป็นหนึ่งในหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งอีกด้วย
วิญญูชนทั่วไปพึงทราบได้ว่าย่อมมีความสุ่มเสี่ยง
จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นย่อมถือได้ว่า มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 และมาตรา 95 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เป็นบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญกำหนดวิธีออกเสียงลงคะแนน “โดยตรงและลับ” อันเป็นการรับรองและคุ้มครอง “สิทธิเลือกตั้ง” ของประชาชน ตามนัยมาตรา 4 และมาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ด้วยเหตุนี้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งจะกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะละเมิดสิทธิเลือกตั้งของประชาชนดังกล่าวข้างต้นไม่ได้
เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 224 ได้กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจในการจัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ดังนั้น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นการกระทำตามหน้าที่และอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ซึ่งนอกจากจะต้องดำเนินการให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว จะต้องไม่กระทำการใด ๆ อันมีลักษณะละเมิดสิทธิเลือกตั้งของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้ด้วย
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งดังกล่าวคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งผู้ร้องเรียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไปใช้สิทธิในวันดังกล่าว พบว่ารหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ที่ปรากฏในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้อาจมีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง อันเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้
ประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงโดยยืนยันว่า การนำรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) มาใช้ในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่สำคัญที่จะใช้สำหรับป้องกันการปลอมแปลง และควบคุมการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและเป็นไปตามกฎหมายเท่านั้น ไม่สามารถสืบค้นย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนของผู้ออกเสียงลงคะแนนและผลการออกเสียงลงคะแนนได้
แต่เมื่อพิเคราะห์ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยละเอียดแล้วจะเห็นได้ว่า การใช้มาตรการดังกล่าววิญญูชนทั่วไปพึงทราบได้ว่าย่อมมีความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกสแกนอ่านค่าโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์มือถือเพื่อแสดงผลเป็นรหัสหมายเลขเฉพาะจากบุคคลทั่วไปได้
ประกอบกับหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยอมรับว่ารหัสแท่ง(Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ที่นำมาใช้ในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถสแกนข้อมูลได้ เพียงแต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวอ้างว่า การสแกนข้อมูลดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ ป้องกันการเกิดบัตรเขย่ง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง อันเป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง สำหรับการออกเสียงลงคะแนนโดยลับเท่านั้น
ทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถเลือกใช้มาตรการสำหรับป้องกันการปลอมแปลง และควบคุมการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งด้วยวิธีการอื่น ๆ ที่มีความรัดกุมมากกว่านี้ได้ ตามที่ปรากฏในหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาทิ การทำลวดลายหรือตำหนิหรือสัญลักษณ์หรือรหัสลับซ่อนไว้โดยใช้หมึกพิมพ์ธรรมดาลงบนตัวบัตรเลือกตั้ง หรือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแบบลวดลายพิเศษที่ยากต่อการเลียนแบบพิมพ์ลงในบัตรเลือกตั้งตามจุดหรือพื้นที่ที่กำหนด หรือการพิมพ์ตัวอักษรขนาดเล็ก (Micro Text) ซ่อนไว้ในบัตร ซึ่งไม่อาจมองเห็นตัวอักษรด้วยตาเปล่า เว้นแต่จะใช้เลนส์ขยายที่มีอัตรากำลังไม่น้อยกว่า 10 เท่า หรือพิมพ์ด้วยหมึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า (Invisible ink) เว้นแต่จะตรวจสอบภายใต้แสงอัลตราไวโอเลต หรือพิมพ์ข้อมูลหรือรหัสที่บัตรเลือกตั้งลงบนตัวอักษร โดยใช้หมึกที่มองไม่เห็น (Invisible ink) หรือวิธีการอื่น เพื่อให้สามารถตรวจสอบกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งวิธีการตรวจสอบดังกล่าวล้วนแล้วแต่เป็นการกำหนดมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและรักษาความปลอดภัยบัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดในการเลือกตั้งในแต่ละครั้ง แต่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เลือกใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้นไม่ แต่กลับเลือกใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) แทน
สืบค้นย้อนหลัง-ระบุตัวตนได้
อีกทั้ง ยังปรากฏข้อเท็จจริงจากหนังสือชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า “แม้จะมีการสแกนรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) จากบัตรเลือกตั้งได้ก็ไม่อาจทราบได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ใดและได้ลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัครคนใด เพราะการออกเสียงเป็นไปโดยลับ อีกทั้งไม่อาจทำให้ล่วงรู้หรือสามารถเข้าถึงระบบใด ๆ เพื่อสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากมีกำแพงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและคุ้มครองอยู่ในตัว ไม่สามารถเข้าถึงได้เลย”
ย่อมแสดงให้เห็นได้โดยนัยว่า การสืบค้นย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนของผู้ออกเสียงลงคะแนนและผลการออกเสียงลงคะแนนสามารถกระทำได้ เพียงแต่มีกำแพงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและคุ้มครองข้อมูลดังกล่าวเท่านั้น ดังนั้น หากมีเหตุจะต้องตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ หรือตรวจสอบการเกิดบัตรเขย่ง หรือตรวจสอบการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง ตามคำชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องทลายกำแพงของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการกำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า หากมีการทลายกำแพงของกฎหมายแล้วจะทำให้เชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้
เมื่อการออกเสียงลงคะแนนโดยลับจะต้องเป็นความลับที่ไม่สามารถสืบค้นย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนผู้ออกเสียงลงคะแนนได้อีกเลย แต่ในกรณีนี้แม้ว่าจะมีกำแพงกฎหมายกั้นไว้หนาแน่นเพียงใดแต่หากสามารถทะลุทะลวงเข้าไปได้ แม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เรื่องดังกล่าวไม่อาจเป็นความลับได้อีกต่อไป
แม้ว่าในหนังสือชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะอ้างว่า การใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ดังกล่าว ไม่สามารถสืบค้นย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนของผู้ออกเสียงลงคะแนนและผลการออกเสียงลงคะแนนได้ เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องลงชื่อไว้ในต้นขั้วบัตรเท่านั้น บัตรเลือกตั้งสำหรับการออกเสียงลงคะแนนจะไม่ปรากฏชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าระหว่างต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง และในขั้นตอนการออกเสียงลงคะแนนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งเพื่อออกเสียงลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง เมื่อได้ทำการออกเสียงลงคะแนนเสร็จแล้วต้องพับบัตรเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่าลงคะแนนอย่างไร และนำบัตรเลือกตั้งใส่ลงหีบด้วยตนเองต่อหน้ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง อันถือว่ากระบวนการแสดงเจตจำนงในการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยการออกเสียงลงคะแนนเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการก็ตาม
แต่ในกระบวนการนับคะแนนนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 116 ประกอบมาตรา 117 ได้กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งเปิดหีบเลือกตั้งต่อหน้าประชาชนที่อยู่ ณ ที่เลือกตั้ง แล้วดำเนินการนับคะแนน โดยการนับคะแนนจะต้องกระทำ ณ ที่เลือกตั้งโดยเปิดเผยติดต่อกันจนเสร็จสิ้น จะเห็นได้ว่า แม้ว่ากระบวนการแสดงเจตจำนงในการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้ว ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวอ้างก็ตาม แต่ขั้นตอนดังกล่าวได้มีการเปิดเผยบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏข้อมูลรหัสแท่ง (Barcode) และข้อมูลรหัสคิวอาร์ (QR Code) ของผู้ออกเสียงลงคะแนนต่อสาธารณชน อันอาจทำให้บุคคลอื่นสามารถถ่ายรูปและสแกนข้อมูลเพื่อสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นก่อนการนำมาตรการการเก็บรักษาต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งเป็นการเก็บรักษาความลับตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องมาใช้ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวอ้าง
ถึงแม้ว่าตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะยกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ซึ่งได้วินิจฉัยความตอนหนึ่งไว้ว่า “ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการหรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะก็ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ….”
เห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่อาจนำมาใช้กล่าวอ้างเพื่อเทียบเคียงว่า ตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนผ่านรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ที่ปรากฏในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อสาธารณะก็ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เพราะคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงลงคะแนนสำหรับคนพิการหรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ ซึ่งเป็นการกำหนดวิธีการออกเสียงสำหรับบุคคลที่ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้
โดยกำหนดให้บุคคลอื่นหรือกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทำการแทนโดยความยินยอมและเป็นไปตามเจตนาของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ การปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าวย่อมแตกต่างจากประชาชนทั่วไปที่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้ด้วยตนเอง
ทั้งนี้ ตามหลักความเสมอภาคที่ว่าการปฏิบัติต่อสิ่งที่เหมือนกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกัน และปฏิบัติต่อสิ่งที่แตกต่างกันในสาระสำคัญที่แตกต่างกันออกไป หากมีการปฏิบัติต่อสิ่งที่เหมือนกันในสาระสำคัญที่แตกต่างกัน หรือมีการปฏิบัติต่อสิ่งที่แตกต่างกันในสาระสำคัญอย่างเดียวกัน โดยปราศจากเหตุอันอาจรับฟังได้ ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติที่ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ ด้วยเหตุนี้ /จึงไม่อาจนำหลักการที่ใช้ปฏิบัติกับผู้พิการหรือผู้สูงอายุที่ไม่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้มาใช้กับประชาชนทั่วไปที่สามารถทำเครื่องหมายลงในบัตรเลือกตั้งได้/ เนื่องจากจะปฏิบัติอย่างเดียวกันต่อบุคคลที่มีความแตกต่างกันในสาระสำคัญมิได้
เลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่เป็นไปโดยลับ
ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ที่ปรากฏในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจสืบค้นย้อนกลับเพื่อระบุตัวตนของผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้ แม้ว่ายังไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงทั้งหมดต่อสาธารณะก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏโดยชัดแจ้งว่า ผู้ร้องเรียนซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไปใช้สิทธิในวันดังกล่าว และได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ารหัสคิวอาร์ (QR Code) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (สีเขียว) และรหัสแท่ง (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (สีชมพู) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรที่มีลายมือชื่อของผู้ลงคะแนนและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อสแกนอ่านค่าโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์มือถือ ปรากฏว่าสามารถแสดงผลเป็นรหัสหมายเลขเฉพาะทำให้สามารถแสดงค่าเป็นรหัสหมายเลขตรงกับที่ปรากฏอยู่ที่ต้นขั้วบัตรเลือกตั้งที่มีลายมือชื่อของผู้ลงคะแนนและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
อีกทั้ง ปรากฏจากการชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งว่ารหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ที่นำมาใช้ในบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถสแกนข้อมูลได้ เพียงแต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวอ้างว่า การสแกนข้อมูลดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบจำนวนบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ ป้องกันการเกิดบัตรเขย่ง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง อันเป็นหนึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง
สำหรับการออกเสียงลงคะแนนโดยลับเท่านั้น ย่อมส่งผลให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับที่จะต้องกระทำในลักษณะที่บุคคลอื่นไม่อาจสืบทราบหรือตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไร หรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด อันส่งผลให้การใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ร้องเรียนและประชาชนโดยทั่วไปไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อเจตนารมณ์มาตรา 83 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ร้องเรียนและปวงชนชาวไทย รวมถึงสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ ตามมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 50 (7) และมาตรา 95 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และไม่สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 21 (3) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 25 (ข) ด้วย
เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน ประกอบกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำชี้แจงของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้นโดยละเอียดแล้ว เห็นว่า
เมื่อปรากฏว่าในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งให้มีการจัดพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งสามารถถูกอ่านค่าโดยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และแสดงผลเป็นรหัสหมายเลขเฉพาะได้
ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า รหัสดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้งซึ่งมีการบันทึกลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไว้ ย่อมทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และกับตัวบุคคลผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้
แม้ว่าจะมิได้มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ในระบบฐานข้อมูลหรือมิได้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะโดยตรงก็ตาม แต่การกำหนดให้มีรหัสซึ่งสามารถอ่านค่าได้บนบัตรเลือกตั้งย่อมก่อให้เกิดสภาพการณ์ที่อาจทำให้สามารถตรวจสอบหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวบุคคลผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้โดยทางอ้อม
กรณีดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่มีเครื่องหมายหรือรหัสซึ่งอาจทำให้สามารถระบุตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ อันมีผลกระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะชี้แจงว่าการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งและเพื่อควบคุมการบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันเป็นการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 224 ก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาตามหลักความได้สัดส่วน (principle of proportionality) ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลแล้วเห็นว่ามาตรการดังกล่าวมิใช่มาตรการที่จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากยังมีมาตรการอื่นที่สามารถใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งได้โดยไม่กระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ เช่น การใช้ลวดลายพิเศษ การใช้หมึกพิมพ์เฉพาะ หรือเทคนิคการพิมพ์เพื่อความปลอดภัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาตรการที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันได้ โดยกระทบต่อสิทธิเลือกตั้งของประชาชนน้อยกว่า
ดังนั้น การกำหนดรูปแบบและการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งมีลักษณะที่น่าเชื่อได้ว่าอาจทำให้สามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ จึงทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ อันขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับตามมาตรา 83 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด
ด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่าการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ และเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 83 วรรคสอง อันมีลักษณะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยให้ยื่นคำร้องพร้อมด้วยความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 มาตรา 22 (4)