โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ก.พลังงานตามหา ‘น้ำมันหาย’ สั่งโรงกลั่น-ผู้ค้า รายงานก่อน 6 โมงเย็น-เร่ง Platform เช็คยอดเรียลไทม์

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 25 มี.ค. เวลา 23.17 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 23.28 น.

ปลัดพลังงาน แจง ‘น้ำมันหาย’ สั่งโรงกลั่น-ผู้ค้า-Jobber รายงานผ่าน Platform ทุก 6 โมงเย็น – เตรียมสร้าง Dashboard เช็คยอดเรียลไทม์ – คุมโควตาขายส่ง-คลายล็อกสำรองตามกฎหมาย – ยันน้ำมันทุกลิตรได้รับเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ – ชี้ ‘ค่าการกลั่น 6 บาท’ ไม่ใช่ตัวเลขกำไร-สนธิกำลัง 4 หน่วย ลุยตรวจปั๊ม-สกัดลักลอบส่งออกน้ำมัน

ปั๊มขึ้นป้าย “น้ำมันหมดแล้ว” คำสั้น ๆที่สร้างความตื่นตระหนกกันไปทั้งประเทศ เมื่อทุกคนแห่ไปเติมน้ำมันพร้อมกันจนทำให้สต็อกที่ปั๊มหมดเกลี้ยง หลายคนคงตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับระบบพลังงานไทย น้ำมันหายไปไหน ใครกักตุน ลองฟังมาความเห็นของ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน มีแนวทางแก้ไขวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งนี้อย่างไร

นายประเสริฐ กล่าวว่า ก่อนอื่นขอยืนยันน้ำมันทุกลิตรที่ขายในประเทศได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันสำเร็จรูปที่มาจากโรงกลั่น หรือ น้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่ส่งไปขายผ่านผู้ค้ามาตรา 7 หรือ ผู้ค้ามาตรา 10 หรือ “Jobber” เพื่อส่งไปขายต่อให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม อาทิ ปั๊มไม่มีแบรนด์ , ไซต์งานก่อสร้าง หรือ ภาคขนส่ง ขอยืนยันว่าน้ำมันทุกลิตรที่ออกจากโรงกลั่นที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันฯ

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ในช่วงที่ผ่านมามีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากกว่า 20% และเมื่อมีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ก็เกิดปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ และการกระจายสินค้า ซึ่งในขณะนั้นบริษัทผู้ค้าน้ำมัน ก็มองว่า ควรจะจัดสรรน้ำมันให้กับประชาชนได้ใช้น้ำมันก่อนเป็นลำดับแรก ดังนั้น จึงมีการจัดส่งน้ำมันไปขายที่ปั๊มน้ำมันที่มีแบรนด์มากกว่าน้ำมันที่ส่งไปขายผ่าน Jobber ซึ่งตนต้องขอเรียนตามตรง เมื่อ Jobber ได้รับการจัดสรรน้ำมันมาน้อย ก็ใช้วิธีใครเสนอราคามาสูง ก็ได้น้ำมันไป เพราะน้ำมันมีน้อย จึงทำให้ตลาดน้ำมันดีเซลมี 2 ราคา พอเกิด 2 ราคา ตลาดขายส่งก็หาซื้อน้ำมันยากขึ้น และราคาก็แพงด้วย ทุกคนจึงแห่กันมาเติมน้ำมันกันที่ปั๊ม ทั้งรถบรรทุก หรือ เกษตรกร ก็มาแย่งซื้อน้ำมันกันที่หน้าปั๊ม หัวจ่ายก็ไม่พอ ขณะที่การขนส่งน้ำมันที่เคยส่งวันละ 1 เที่ยว ก็ไม่พออีก เพราะเมื่อรถบรรทุกมาส่งน้ำมันที่ปั๊ม ปกติจะขายได้ทั้งวัน ปรากฏว่าขายแค่ครึ่งวัน น้ำมันก็หมดแล้ว

อีกประเด็นเป็นเรื่องการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย ช่วง 2-3 วันแรก ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอผู้ค้าน้ำมันขายหรือจ่ายน้ำมันออกไปมาก ผู้ประกอบการก็พยายามรักษาระดับการสำรองน้ำมันให้มีสัดส่วนตามกฎหมาย ก็ต้องจำกัดปริมาณน้ำมันที่จ่ายออก โดยรับน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ ก็จ่ายออกกไปเท่านั้น แต่ทว่ามันไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการใช้ได้

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อว่า วิธีแก้ไขตอนนี้กระทรวงพลังงานก็มีการสนธิกำลัง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ , กระทรวงมหาดไทย , กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระดมกำลังกันทุกพื้นที่ เข้าไปช่วยกันตรวจสอบปั๊มไหนที่ไม่ขายน้ำมัน ก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดูว่าไม่มีน้ำมันขายจริงหรือไม่ ซึ่งได้ตรวจพบ 2-3 ราย ตามที่ปรากฎเป็นข่าวไปแล้ว จากนั้นก็จะต้องมีการขยายผลการตรวจสอบแบบเจาะลึกกันต่อไปว่า ผู้ประกอบการรายไหนที่กักตุน หรือ เก็บไว้ใช้งาน หรือ มีการส่งออกไปขายต่างประเทศ หากเจ้าหน้าที่สงสัย หรือ มีคนมาแจ้งเบาะแส ก็จะเข้าไปตรวจสอบทันที

“แต่ตอนนี้ ผมคิดว่าปัญหาหลักๆ ก็คือมีการสำรองน้ำมันไว้ใช้เยอะมา ผมเชื่อว่าใครที่ใช้รถน้ำมันอยู่ตอนนี้ก็คงต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้ก่อน จากปกติเคยเติมแค่ 500 บาทก็พอ เพราะไม่รู้ราคาน้ำมันจะขึ้นเมื่อไหร่ น้ำมันจะมีให้เติมหรือไม่ พวกไซต์งานก่อสร้างก็เหมือนกัน เคยสั่งน้ำมัน 1 ครั้ง ใช้ได้ 3 วัน แต่ตอนนี้ต้องสั่งน้ำมันมาเพื่อให้พอใช้งานได้ 15 วัน และถ้าเป็นเพราะเหตุผลดังกล่าวนี้จริง โดยที่ไม่มีการลักลอบส่งออกน้ำมัน แต่เมื่อความต้องใช้เพิ่มไปถึงจุดหนึ่งแล้ว คาดว่า Demand ก็จะค่อยลดลงมา คงต้องรอดูแล้วกัน” นายประเสริฐ กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า มาตรการที่กระทรวงพลังงานนำมาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมามีดังนี้

  • ผ่อนปรนการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย เช่น การสำรองน้ำมัน 1.5% ช่วงนี้ก็ให้ชะลอออกไปก่อน เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องเก็บน้ำมันเอาไว้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย รวมทั้งการผ่อนคลายเรื่องการสำรอง 1% และ 6% ช่วงนี้สามารถปรับลดลงมาได้ แต่ถ้าเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองให้ครบเหมือนเดิม หรือมีแผนที่จะสำรองให้ครบตามกฎหมายภายในกี่วัน เป็นต้น มาตรการนี้จะช่วยให้ผู้ค้าน้ำมันมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

  • การจัดสรรโควตาน้ำมัน ก็ต้องมาดูสถิติย้อนหลังว่า ในอดีตที่ผ่านมาเคยรับการจัดสรรน้ำมันเท่าไหร่ ก็จะได้รับการจัดสรรโควตาน้ำมันไปขายตามนั้นเป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้ามาตรา 7 ผู้ค้ามาตรา 10 หรือ Jobber หรือ ผู้ค้ามาตรา 11 เช่น เคยได้ตั๋วน้ำมัน 1 แสนลิตร จากนี้ไปก็จะได้รับการจัดสรรโควตาน้ำมัน 1 แสนลิตร แต่ถ้ามีน้ำมันเพิ่มเข้ามาก็อาจได้เพิ่ม ยืนยันว่าได้รับการจัดสรรน้ำมันไม่น้อยกว่าเดิม

  • ให้จัดทำรายงานยอดน้ำมันเข้า-ออกแจ้งต่อกรมธุรกิจพลังงาน ทั้งโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน ผู้ค้ามาตรา 7 และผู้ค้ามาตรา 10 ตลอดทั้งซัพพลายเชนจะต้องจัดทำรายงานแจ้งปริมาณน้ำมันเข้า-ออกต่อกรมธุรกิจพลังงานไม่เกิน 6 โมงเย็นของทุกวัน เช่น โรงกลั่นมีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ ผลิตหรือกลั่นออกได้เท่าไหร่ ขายให้ใครบ้าง และมีปริมาณน้ำมันคงเหลือเท่าไหร่ โดยตัวเลขเหล่านี้จะถูกนำมาตรวจเช็ค เอาตัวเลขมาชนกัน เพื่อใช้ในการตรวจสอบว่าน้ำมันหายไปไหน

“คราวนี้หากใครไม่ได้รับการจัดสรรน้ำมัน ก็จะมีการตรวจสอบ เช่น จัดสรรให้ Jobber ไปแล้ว ทำไมไม่ไปส่งให้กับลูกค้า และ Jobber ไปขายให้ใคร ตรงนี้ก็จะมีดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบ หากพบความผิดก็จะถูกดำเนินคดี ส่วนปั๊มน้ำมันแบรนด์ที่มีจำนวนกว่า 2 หมื่นปั๊ม ก็ขอความร่วมมือให้รายงานต่อกรมธุรกิจพลังงานเช่นกัน แต่อาจยังไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้ใช้รายงานด้วยมือไปก่อน รวมทั้งปั๊มที่ไม่มีแบรนด์ด้วย รายงานกันตลอดทั้งซัพพลายเชนเลย เพื่อให้รู้ว่าใครได้ หรือ ใครรับน้ำมัน หรือ ใครเอาไปใช้ และใครขายเท่าไหร่ สามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันไปไหน ที่ผ่านมาเราคิดว่าระบบมันเดินได้เอง ก็โอเค เราก็ไม่ได้เข้าไปวุ่นวาย ให้ผู้ค้าน้ำมันต้องมารายงาน แต่ตอนนี้ต้องรายงานแล้วว่ารับน้ำมันมากี่ลิตร ขายจากคนนี้ไปคนนั้น จากคนนั้นไปถึงประชาชนได้จริงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ก็เร่งทำระบบ และมี Platform เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันรายงาน โดยจัดทำเป็น Dashboard ว่าน้ำมันออกเท่าไหร่ ใครได้เท่าไหร่ หากผู้ค้าน้ำมันไม่รายงานก็จะมีความผิด และถ้ารายงานเท็จก็มีความผิดอีก ผมเชื่อว่าทั้งผู้ค้ามาตรา 7 ผู้ค้ามาตรา 10 และผู้ค้าน้ำมันรายเล็กหรือรายใหญ่ ต้องรายงานตามข้อเท็จจริง ถ้าไม่จริง อาจถูกดีเอสไอตรวจสอบ”นายประเสริฐ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า เริ่มให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานแล้วใช่ไหม ปลัดกระทรวงพลังงาน ตอบว่า “เริ่มแล้ว ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา ก็เริ่มมีเริ่มมี data เข้ามาแล้ว ส่วนการรายงานผ่าน Platform ตอนนี้ก็แจ้งผู้ค้าน้ำมันไปว่าจะต้องกรอกข้อมูลกันอย่างไรบ้าง ส่วนปั๊มที่เป็นปั๊มแบรนด์ เช่น ปตท. , บางจากบางแห่ง และ Shell กลุ่มนี้จะมีระบบเพื่อใช้ตรวจสอบสต็อก หรือ “Inventory” ในคลัง และยังต้องจัดส่งน้ำมันไปให้ปั๊มเครือข่าวด้วย ทุกอย่างถูก Control จากส่วนกลาง หลายที่ก็จะมีการจัดส่งรายงานเข้ามา ดังนั้น ตอนนี้เราก็จะรู้แล้วว่าน้ำมันที่ไหนพร่อง ที่ไหนมีน้ำมัน”

ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมี Platform เปิดให้บริการประชาชน สำหรับตรวจสอบดูว่าปั๊มไหนมีน้ำมัน หรือ ไม่มีน้ำมันขาย แต่ก็ขอบอกตามตรงว่า หลายปั๊มก็ไม่ได้ส่งข้อมูลแบบ Real-time แต่รายงานแบบ Manual บางปั๊มอาจรายงานข้อมูลเมื่อ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา หรือ อาจรายงานเมื่อวาน หรือ น้ำมันเข้ามาตอน 9 โมง แค่ 11 โมง น้ำมันก็ขายหมดเกลี้ยง ตอนนี้กระทรวงพลังงานพยายามให้ข้อมูลมากที่สุด และตรวจสอบติดตาม เพื่อสร้างความโปร่งใสในเรื่องการจัดสรรน้ำมัน

ถามว่าตอนนี้ราคาขายปลีกดีเซลขึ้นไปชน 33 บาท/ลิตรแล้ว มีแนวโน้มจะปรับเพดานการตรึงราคาขึ้นไปอีก หรือจะออกมาตรการอะไรออกมาช่วยเหลือประชาชนหรือไม่

นายประเสริฐ ตอบว่า ตอนนี้ก็พยายามตรึงราคาเอาไว้อยู่ แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังสู้รบก็อยู่ ราคาน้ำมันก็ขยับขึ้นไปเรื่อย ๆ กระทรวงพลังงานก็อยากจะตรึงราคาน้ำมัน แต่ก็ต้องพิจารณาว่าตรึงราคาแล้วจะเกิดประโยชน์มากน้อยแค่ไหน แต่คงไม่ได้ปล่อยไปให้เป็นไปตามยถากรรมแน่นอน และจะพยายามให้มีผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด

ถามว่าส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันในประเทศกับน้ำมันดีเซลที่ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านแตกต่างกันมาก จะเป็นการจูงใจให้น้ำมันไหลออกหรือไม่ กระทรวงพลังงานเตรียมมาตรการอะไรไว้รับมือ

นายประเสริฐ ตอบว่า ต้องป้องกันแน่นอน ก่อนหน้านี้ก็มีการประชุมร่วมกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อหามาตรการป้องกันการลักลอบขนน้ำมันไปขายต่างประเทศ พยายามปิดช่องโหว่ให้ได้มากที่สุด เมื่อวานนี้ (23 มี.ค.2569) ราคาดีเซลที่มาเลเซียลิตรละ 38.70 บาท ประเทศไทย 33 บาท/ลิตร ราคาต่างกัน 5 บาท/ลิตร ส่วนประเทศลาวขายลิตรละ 60 บาท หากเราจะปรับราคาน้ำมันในประเทศขึ้นไป เพื่อลดส่วนต่างของราคานั้น ก็คงจะเป็นไปไม่ได้

ถามต่อว่า ตามกฎหมายแล้ว กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีอำนาจในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินได้ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท และเมื่อนำมารวมกับทรัพย์สินแล้วจะต้องไม่เกิน 40,000 ล้านบาท ตอนนี้ใกล้ชนเพดานแล้วจะทำอย่างไร ปลัดกระทรวงพลังงาน ตอบว่า ก็จะต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มมาออกกฎหมายขยายวงเงิน และผ่อนปรนให้กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ให้กับกองทุนน้ำมัน ฯ แต่ถ้ายังไม่มีการออกกฎหมายขยายวงเงินแล้ว กองทุนน้ำมันก็กู้เงินไม่ได้ และถ้ายังใช้กลไกกองทุนน้ำมันเข้าไปตรึงราคาต่อไป ก็คงต้องติดค้างเงินชดเชยที่ต้องจ่ายให้กับผู้ค้าน้ำมันไปพรางก่อน รอจนกว่ากองทุนน้ำมันฯจะสามารถกู้ยืมเงินได้

ส่วนค่าการกลั่น หรือ “GRM” ที่ปรับราคาสูงขึ้นมาจาก 2 บาท เป็น 6 บาท ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยนั้น นายประเสริฐ ชี้แจ้งว่า จริงๆเรื่องนี้ต้องอธิบายกันยาว เรื่องค่าการกลั่น 6 บาทนั้น จริงๆไม่ใช่กำไรของโรงกลั่นน้ำมัน แต่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งราคาน้ำมันทั้ง 2 ตลาดนี้ จริง ๆ ก็ขึ้น-ลงไม่เหมือนกัน เช่น บางครั้งเราจะเห็นราคาน้ำมันดิบที่ตลาดดูไบปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่น้ำมันสำเร็จรูปลดลง แต่ส่วนต่างของราคาน้ำมันทั้ง 2 ตลาดนี้ ก็ไม่ได้ขึ้น-ลงในทิศทางเดียวกันเสมอไป แต่บางครั้งก็ไปทิศทางเดียวกัน ค่าการกลั่นจึงเป็นส่วนต่างของราคาน้ำมันสุกกับน้ำมันดิบ จริงๆก็ไม่อยากเรียกว่าค่าการกลั่น เพราะเป็นส่วนต่างของราคา ส่วนต้นทุนการกลั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ต่ต้นทุนของโรงกลั่น มีดังนี้

ประการแรก โรงกลั่นต้องไปซื้อน้ำมันดิบมากลั่น ปัจจุบันการซื้อน้ำมันดิบในช่วงที่เกิดสงครามในตะวันออกกลางก็จะมีการบวกค่า Premium เพราะน้ำมันในช่วงนี้หายาก พูดตรง ๆ วันนี้ถ้าอยากจะซื้อน้ำมันลอตใหญ่ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ถ้าอยู่ในช่วงเหตุการณ์ปกติ Supply ของน้ำมันดิบมีเยอะมาก กรณีนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่า Premium ในทางตรงข้าม อาจจะได้รับ Discount ด้วย เพราะแย่งกันขายสินค้า

ประการที่ 2 ต้นทุนการขนส่ง รวมค่าเบี้ยประกันภัย ตอนนี้ปรับราคาเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เพราะเรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุชไม่ได้ เรือบางลำก็โดนกักบางลำก็ถูกยิง เหมือนกับเรือมยุรีนารี ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันไม่กล้าผ่านช่องแคบฮอร์มุช ค่าเบี้ยประกันภัยจึงปรับราคาเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว

ดังนั้น ราคาน้ำมันดิบที่โพสต์ขายกันในตลาด หรือ ตามเว็บไซต์ กับต้นทุนที่โรงกลั่นไปจัดหาน้ำมันดิบได้มาจริงๆ แล้ว จึงมีความแตกต่างกัน นอกจากนี้โรงกลั่นยังมีค่าใช้จ่ายในการกลั่น โดยเฉพาะค่าสารเคมีที่ใช้ในการกลั่นน้ำมัน หลังเกิดสงครามจัดหาสารเคมียากมาก และแพงขึ้นด้วย ส่วนต้นทุนของโรงกลั่นเท่าไหร่ คงต้องไปถามผู้ประกอบการโรงกลั่นเอง

“ถามว่าโรงกลั่นมีกำไรหรือไม่ ผมคงตอบไม่ได้ แต่ผมคิดว่ามีกำไร ในทางตรงกันข้าม หากราคาน้ำมันลดลง ค่าการกลั่นก็อาจติดลบ เคยมีบางครั้งค่าการกลั่นลดลงเหลือ 50 สตางค์ ราคาก็มีขึ้น มีลง ช่วงราคาน้ำมันขาลงเราก็ไม่ได้ไปชดเชยให้โรงกลั่น แถมยังจัดเก็บเงินนำส่งกองทุนน้ำมันฯด้วย โดน 2 เด้ง แต่เวลาราคาน้ำมันขาขึ้น เราก็ให้กองทุนน้ำมันฯจ่ายเงินชดเชย ซึ่งตอนนี้กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการคลังกำลังศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น โดยดูโมเดลของประเทศอังกฤษ เช่น ในช่วงที่เกิดสงครามอยู่ดี ๆ โรงกลั่นมีเงินได้เพิ่มขึ้นมา ก็ต้องเก็บภาษี แต่ก็มีข้อถกเถียงกันว่า ถ้าโรงกลั่นขาดทุน เราต้องเข้าไปช่วยหรือไม่ พูดง่ายๆ เวลาเขารวย เราเก็บ แต่เขาเวลาเจ๊ง ต้องซัพซิไดซ์ให้เขาหรือไม่ เป็นต้น” ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...